0 Views

  ณ จุดสูงสุดของภูผา ตู้เซ่าฝู่สีหน้าซีดเผือด การเหาะเหินเดินอากาศสูงลิบลิ่วเมื่อสักครู่ เกือบทำให้เขาสำรอกขาหมูที่เพิ่งจะรับประทานมาอิ่มๆ

  ที่สำคัญกว่าคือ ขบวนอสูรที่ออกมาอาละวาด มีทั้งอสูรพันธุ์มีปีกที่ใช้ปีกสร้างพลังลมโจมตี และอสูรพันธุ์อื่นๆ ที่คำรามปล่อยพังใส่กันอย่างอลหม่าน ทำให้ตู้เซ่าฝู่ที่มองดูอยู่ห่างๆ ใจเต้นตุบๆ หากตนต้องเผชิญหน้ากับขบวนอสูรที่น่ากลัวระดับนั้น คงต้องตายแล้วตายอีกเป็นร้อยครั้งพันครั้ง ฉากนั้นทำให้ตู้เซ่าฝู่เข้าใจถึงความน่ากลัวของข้างในแนวเขาอสุรกายได้อย่างดี

      “น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว นึกไม่ถึงว่าในเทือกเขาอสุรกาย จะมีสิ่งที่โหดเหี้ยมร้ายกาจได้ขนาดนี้ มันสามารถไล่อสูรฝูงเบ้อเริ่มได้ ทั้งยังมีอสูรและปีศาจที่ฝีมือไม่เลวออกมาเพียบ ดูท่าแล้ว ข้าถูกเทือกเขาอสุรกายแห่งนี้ไปหน่อย”

      สตรีงามชุดเรียบมองไปที่ทิศทางที่ขบวนอสูรจากมาและยิ้มกรุ้มกริ่ม จากนั้นนั่งขมัดสมาธิเงียบๆ นางใช้มืออันเรียวงามของนางหยิบขลุ่ยสีอำพันที่ดูโบราณ ถือตั้งฉากกับพื้น นำมาวางไว้บริเวณริมฝีปาก ปากของนางค่อยๆ ขยับ และแล้วก็มีเสียงขลุ่ยที่ไพเราะราวกับเสียงแห่งธรรมชาติดังออกมา

  ทำนองจังหวะขึ้นลงของขลุ่ย ถูกบรรเลงแผ่เสียงผ่านทางอากาศ เป็นท่วงทำนองเดิมที่คุ้นเคย แม้ตู้เซ่าฝู่เคยฟังแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าก็ยังคงรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงบทเพลงนี้

  ผ่านไปหนึ่งค่ำคืน เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีปรากฏแสงจางๆ ตู้เซ่าฝู่ก็ตื่นจากทำนองอันไพเราะเพราะพริ้งเมื่อสักครู่ เสียงขลุ่ยนั้นราวกับเป็นสิ่งต้องคำสาป ทำให้เขาจมดิ่งเคลิบเคลิ้มไม่ได้สติโดยสมบูรณ์ แม้กระทั่งในทำนองเพลงขลุ่ย ราวกับสามารถชำระล้างวิญญาณ หลังจากตื่นขึ้นมา รู้สึกสบายตัวทั้งร่างกาย กระปรี้กระเปร่าสดชื่นสุดๆ

  แม่นางคนงามชุดราบเรียบคนนี้ ยังคงหลับตาสองข้างนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม

  “ขบวนอสูรช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน”

  ตู้เซ่าฝู่มองดูตามทางที่ขบวนอสูรผ่านไปทั้งหมดเมื่อคืน สภาพความยับเยินรุนแรงดั่งบริเวณนั้นเพิ่งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มา เขาแสดงสีหน้าตกใจกลัวอีกครั้ง จากนั้นเขาก็มองไปยังทิศทางเมืองสือเฉิง ทว่าไกลมากจนสายตาไม่อาจมองเห็น จุดนี้น่าจะไกลจากเมืองสือเฉิงมากจนไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว

  “ทำไม กลัวหรือ?”

      ไม่รู้ว่าสตรีงามนางนั้นเปิดตาตั้งแต่เมื่อไร สายตาของนางมองมาที่ตู้เซ่าฝู่

      “น่ากลัวจริงๆ นั่นแหละ” ตู้เซ่าฝู่ไม่ปฏิเสธ เมื่อย้อนนึกภาพเหตุการณ์ของขบวนอสูร หากไม่กลัวเลยคงเป็นไปไม่ได้

      “เจ้าถือว่าแสดงฝีมือได้ไม่เลวแล้ว ทว่าเจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก ก่อนฝูอี้ไป๋มาถึง ชีวิตของเจ้ายังปลอดภัยดี” สตรีงามคนนั้นบอกตู้เซ่าฝู่

  ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าฝูอี้ไป๋จะมาหรือไม่ ในเทือกเขาอสุรกายที่อันตรายเช่นนี้ หากฝูอี้ไป๋มาจริงๆ เขาจะรอดออกไปได้จริงหรือ ตู้เซ่ามองหน้าสตรีนางนั้น พูดด้วยความรู้สึกหมดหนทางไปว่า “หากตาเฒ่าฝูอี้ไป๋ไม่มา หรือมาไม่ได้ล่ะ?”

  “เช่นนั้นข้าก็จะฆ่าเจ้าซะ”

      สตรีงามชุดเรียบนางนั้นมองมาที่ตู้เซ่าฝู่ จากนั้นพูดว่า “พวกเราอยู่ที่นี่อีกสักวันสองวันเถิด คิดว่าเดี๋ยวจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ดู”

  “ข้าหิวแล้ว”

      ตู้เซ่าฝู่ไม่มีทางเลือก เพราะมาถึงจุดศูนย์กลางของเทือกเขาอสุรกายแล้ว หลังผ่านเหตุการณ์ขบวนอสูรที่น่ากลัวเมื่อคืนไปแล้ว ต่อให้นางยอมปล่อยให้เขาไป เขาก็คงออกไปเองไม่รอด

      สตรีงามคนนั้นไม่ใส่ใจสิ่งที่ตู้เซ่าฝู่บอกกล่าว และก็ไม่กลัวว่าตู้เซ่าฝู่จะหนีนางไปอีก“ระหว่างที่มีขบวนอสูรออกมาอาละวาด ตีนเขาคงมีอสูรหลายตัวที่ถูกกระทืบตาย เจ้าลองไปหาอะไรกินดู”

  “สูงขนาดนี้ ให้ข้าลงไปแล้วขึ้นมาใหม่หรือ?”

    ตู้เซ่าฝู่ก้มมองลงไปยังตีนเขา เห็นแล้วก็รู้สึกหายใจติดขัด ที่ต้องปีนจากเขาสูงลิบลิ่วลงไปตีนเขา จากนั้นปีนขึ้นมาใหม่ แถมเส้นทางยังชันและคดเคี้ยวมาก ต่อให้เป็นทางเดินตรงๆ ง่ายๆ เขาเองก็คงเหนื่อยจนเลือดตาแทบกระเด็น

  “เพราะยังไงคนที่หิวก็คือเจ้า ไม่ใช่ข้า” สตรีงามชุดเรียบพูดจบ ก็หลับตาสองข้างต่อ

      ตู้เซ่าฝู่ได้แต่กัดฟันด้วยความแค้นเคือง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายเพราะว่าทนให้ท้องร้องจ๊อกๆ ต่อไปไม่ไหว เลยต้องเริ่มปีนลงเขาไปเอง

      ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ตู้เซ่าฝู่เพิ่งจะปีนลงมาจากยอดเขาสูงชะลูดนี้ ลงมาถึงกลางเขาได้ เมื่อถึงจุดนั้นเขาก็เกือบลื่นไถลตกลงไป ทั้งสองมือก็ถลอกปอกเปิก หากเป็นผู้ไร้ลมปราณ  คิดว่าอาการคงแย่กว่านี้ คนทั่วไปไม่มีทางลงเขาเองได้เลย

  บริเวณด้านล่างของยอดเขา ทางที่ขบวนอสูรผ่านเละเทะพังกระเจิงทั้งแถบ ต้นไม้ใหญ่หลายต้นหักพังเป็นท่อนๆ ตู้เซ่าฝู่พบเห็นศพของพวกอสูรขั้นสดับเวหาอยู่ไม่น้อย คาดว่าน่าจะเป็นเพราะถูกอสูรและปีศาจที่เก่งกาจที่วิ่งผ่านกระทืบตายคาบาทา

  ตู้เซ่าฝู่ไม่มีหาทางอื่นแล้ว ร่างของอสูรที่กองบนพื้นต่างอยู่ในขั้นสดับเวหา หากขนกลับไปที่เมืองสือเฉิงได้ล่ะก็ น่าจะขายได้ราคาสูงมากอยู่

      ตู้เซ่าฝู่เดินมองหาทั่วๆ ไม่กล้าห่างจากจุดเดิมไปไกล กลัวว่าจะต้องปะทะกับอสูรเป็นๆ แล้วจะเป็นเรื่องใหญ่ สุดท้ายเลยเลือกนำร่างของกระต่ายเปลวเพลิงและงูพลังธาตุน้ำแข็งที่เป็นอสูรขั้นสดับเวหาที่มีขนาดเล็กสองตัวกลับขึ้นเขาไป

      กระต่ายเปลวเพลิงขนาดประมาณครึ่งเมตร สามารถพ่นไฟออกทางปากได้ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ทว่าพลังโจมตีไม่รุนแรงเท่าไร ไม่ใช่อสูรที่นักล่าอสูรโปรดปรานกันเท่าไร ในเมืองสือเฉิงก็หาทานไม่ได้ไม่ยาก

      งูพลังธาตุน้ำแข็งก็เป็นอสูรขั้นสดับเวหา ความยาวราวๆ สามเมตร ทั้งลำตัวเย็นและเป็นน้ำแข็ง ไร้พิษ ทว่าหากถูกมันกัดเข้า ทั้งร่างกายจะแข็งจนกลายเป็นน้ำแข็ง

      ตู้เซ่าฝู่แหวกดูเถาวัลย์ มองหาใบพืชที่เป็นเครื่องปรุงธรรมชาติสำหรับอาหาร พร้อมกับนำซากกระต่ายเปลวเพลิงสองตัวมัดไว้ที่เอว เอางูพลังธาตุน้ำแข็งม้วนพาดบ่า และก็ถึงเวลาที่ตู้เซ่าฝู่ต้องบากบั่นตะบี้ตะบันปีนกลับขึ้นยอดเขาอีกครั้ง

      เมื่อตู้เซ่าฝู่ปีนถึงยอดเขา ก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว เขาเหนื่อยมากจนเหลือแรงแค่เพียงหายใจแล้ว จึงนอนแผ่หลาพักผ่อนบนพื้นสิบกว่านาทีจึงลุกขึ้นมา สตรีงามชุดเรียบนางนั้นยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ ดวงตาสองข้างปิดอยู่ ไม่ได้สนใจอะไรตู้เซ่าฝู่

      หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม กระต่ายเปลวเพลิงตัวหนึ่งที่ตู้เซ่าฝู่ปิ้งก็เนื้อนอกกรอบเนื้อในสุกนุ่มกำลังดี กลิ่นหอมโชยลอยเตะจมูกทุกสิ่งมีชีวิตรอบๆ สตรีงามชุดราบเรียบคนนั้นก็ลืมตา ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังจะอ้าปากเตรียมกินอย่างมีความสุข แม่นางคนนี้ก็ยื่นมือมาคว้ากระต่ายเปลวเพลิงไว้ในมือของเธอเสียดื้อๆ

      ตู้เซ่าฝู่โกรธจนจุกพูดอะไรไม่ออก สตรีงามชุดเรียบคนนั้นก็หักขากระต่ายข้างหนึ่งไป นางโยนกระต่ายเปลวเพลิงที่เหลืออีกเพียงครึ่งตัวให้ตู้เซ่าฝู่

      ทานเสร็จก็เช็ดปากให้สะอาดเรียบร้อย ตู้เซ่าฝู่ไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มพัฒนาวิชาหมัดคลื่นซัดสะท้านให้สมบูรณ์ขึ้น ครั้งก่อนฝึกหมัดคลื่นซัดสะท้านได้สำเร็จ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีเวลาปรับปรุงหมัดคลื่นซัดสะท้านให้ดี

      “หากพลังปราณไปรวมที่จุด “เทียนเหมิน” และ “เทียนฉือ” พลังโจมตีจะไม่ถูกบั่นทอนลง คลื่นพลังไหลเวียนได้ทั่วถึง พลังที่แท้จริงของหมัดคลื่นซัดสะท้านจึงจะได้ใช้ออกมาได้อย่างเต็มที่ และลบช่องโหว่อื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างใช้ได้”

  ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าสตรีคนงามนางนี้เป็นยอดฝีมือ เขาจึงไม่กังวลหากมีอะไรปรากฏต่อหน้า ใช้เวลาเพียงไม่นานก็เริ่มมีสมาธิความคิดจมอยู่กับการพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้านให้สมบูรณ์

      “ยังไม่ได้ฝึกฌาน ทว่าสามารถใช้วิทยายุทธขั้นเบิกนภาได้ ทั้งยังสามารถพัฒนาวิทยายุทธขั้นเบิกนภาเองได้ ชีพจรลมปราณเส้นหนึ่งเสียหาย ทว่าดูเหมือนจะฟื้นฟูขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเมืองเล็กๆ ที่เขตชายแดนจะมีเจ้าเด็กที่มีความพิเศษเช่นนี้”

      สตรีแกร่งกล้าคนนั้นมองมาที่ตู้เซ่าฝู่ที่กำลังมีสมาธิอยู่กับการพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้าน นัยน์ตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย

  “โฮก!”

  “แกว่กๆ!”……

      ยามราตรี เกิดความวุ่นวายและขบวนอสูรออกมาอาละวาดอีกครั้ง ขบวนอสูรของวันนี้ ยังน่ากลัวกว่าเมื่อคืนมาก ระดับขั้นของอสูรที่ออกมารวมๆ แล้วถืออยู่ในขั้นแข็งแกร่งสุดยอด ความน่าสะพรึงกลัวนี้สามารถทำให้ผู้พบเห็นหวาดกลัวจนขาสั่นได้เลย ตู้เซ่าฝู่ที่กำลังพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้านก็ฟื้นได้สติขึ้นมา

  “ตึงโครม!”

      บริเวณเขาลึกด้านหน้า ฝูงอสูรและปีศาจกลุ่มใหญ่คลุ้มคลั่งวิ่งกันออกมา บริเวณที่พวกมันผ่านดั่งมีคลื่นพายุซัด ปีกของอสูรพันธุ์บินได้กระพือแรงซัดจนต้นไม้หัก เศษใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว

        เสียงคำรามอสูรรวมๆ กันดังกว่าฟ้าผ่า สะเทือนไปทั่วแนวเขา อสูรที่ขั้นต่ำกว่าโดนขบวนอสูรที่แข็งแกร่งกว่าเหยียบย้ำจนเละบาดเจ็บเลือดนอง เลือดคาวที่เปรอะเปื้อนไปทั่วดูแล้วน่ากลัวที่สุด

  “รีบถอย ขบวนอสูรกลุ่มนี้ร้ายกาจมาก”

      ท่ามกลางป่าเขา บุรุษหัวโล้นที่บนศีรษะมีรอยสักยันต์อยู่แกว่งแขนปล่อยพลังหมัดที่มีพลังอำนาจรุนแรงออกมา ทุกหมัดจะมีอักษรยันต์ปรากฏขึ้น และทุกครั้งสามารถอัดอสูรยักษ์ให้กระจุยได้ เขากำลังนำสหายร่วมทางคนอื่นๆ หลบหนีจากขบวนอสูร

  “ถอยไปที่ใต้หน้าผา หลบเลี่ยงขบวนอสูรไปก่อน!”

      ในป่าที่อยู่ไม่ห่างจากตรงนั้น ผู้เฒ่าชุดดำที่ในมือถือไม้เท้าหัวงู รอบกายเขามีอักษรยันต์วนเวียนโดยรอบ ไหลแล่นราวกับฟ้าแลบ ทุกครั้งสามารถปล่อยพลังรุนแรงจนทำให้อสูรมีบาดแผลเป็นรูได้ รอบกายเขามียอดฝีมือจำนวนไม่น้อยคอยคุ้มกัน ช่วยปกป้องวัยรุ่นหนุ่มสาวลงจากหน้าผาไป


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)