0 Views

      หลังจากนั้นสักครู่ ภายในป่าทึบแห่งนี้ ก็มีกลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างสดๆ ฟุ้งไปทั่ว กลิ่นยั่วยวนชวนให้ผู้ได้กลิ่นน้ำลายสอ

      ด้านหน้าของตู้เซ่าฝู่ มีกองไฟสุมฟืนตั้งอยู่ บนเปลวไฟมีขาหมูสองข้างที่ตัดมาจากปีศาจหมูทลายผากำลังถูกปิ้งอยู่ บนเนื้อโรยด้วยเครื่องปรุงและสมุนไพรป่าที่หาจากในป่าลึก มีเสียงน้ำมันที่ถูกความร้อน “ซ่าๆ” ดังออกมาไม่หยุด กลิ่นเนื้อย่างช่างหอมหวนชวนให้น้ำลายไหลมากเหลือเกิน

      กลิ่นหอมของเนื้อย่างที่โชยมาเตะจมูก แม้กระทั่งสตรีงามชุดเรียบๆ คนนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองตามต้นกลิ่น

      การทำเนื้อย่างไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับตู้เซ่าฝู่ หลายปีมานี้ที่เขาหลัง เขากับฝูอี้ไป๋เคยแอบทำปิ้งย่างด้วยกันเกินกว่าครั้งสองครั้งแล้ว

      เคล็ดลับการทำปิ้งย่างนี้ ตู้เซ่าฝู่เรียนรู้มาจากฝูอี้ไป๋ ทุกครั้งที่ย่างเนื้อ ตู้เซ่าฝู่สัมผัสลิ้มลองฝีมือการย่างของฝูอี้ไป๋มา ก็ต้องยอมรับว่าทักษะเหนือชั้นจริงๆ รสเลิศกว่าพ่อครัวทั้งหลายในบ้านสกุลตู้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า

      ท้องของตู้เซ่าฝู่ร้องจ๊อกๆ นานแล้ว จึงไม่สนภาพลักษณ์อะไรอีกแล้ว เมื่อเนื้อย่างหอมสุกกำลังดีกลิ่นหอมกรุ่นพร้อมทาน เขาก็เริ่มบรรเลงกัดเนื้อรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย

      “ฝูอี้ไป๋สอนเจ้าปิ้งมาใช่หรือไม่?” สตรีงามที่สวมชุดเรียบๆ จ้องมองตู้เซ่าฝู่ ที่ฉุดกระชากเนื้อราวกับหมาป่าอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ความเย็นชาผ่อนลงมานิดหน่อย ฟังดูแล้วทำให้รู้สึกถึงความอ่อนโยนที่แฝงไว้เล็กน้อย

      ตู้เซ่าฝู่เงยศีรษะ มองไปที่สตรีคนสวยที่สวมชุดเรียบๆ นางนั้น ในเมื่อขณะนี้จะหนีก็หนีไม่พ้น วิ่งหนีไปไม่ไหว จึงเอ่ยถามอย่างไม่คิดอะไรพร้อมกับส่งสายตาสดใสบอกนางไปว่า “ยังมีอีกข้าง ท่านชิมได้นะ ท่านให้ข้าทานยาพิษ แต่เนื้อย่างของข้าไม่ได้วางยาพิษไว้ เนื้อของปีศาจหมูทลายผารสสัมผัสใช้ได้เลย แค่เนื้อของมันแก่ไปนิดหน่อย”

        สตรีคนงามลังเลสักครู่ ตู้เซ่าฝู่คิดไม่ถึงว่า นางจะใช้มือเรียวสวยของนางยื่นมือมาคว้าขาหมูอีกข้างที่พาดอยู่ด้วยมือเปล่าเลย นางใช้แค่ผ้าเช็ดหน้าสะอาดผืนหนึ่งห่อไว้ ริมฝีปากสีชมพู ค่อยๆ ขยับ และเริ่มกัดลิ้มรสชาติอาหาร ท่าทางยังคงอ่อนช้อยดูสง่า ดูแล้วน่าชมกว่าตู้เซ่าฝู่ที่กินมูมมามราวกับหมาป่าเยอะเลย

        ตู้เซ่าฝู่ตะลึงมองสักครู่ เขาคิดว่ายอดฝีมือขั้นสูงไม่จำเป็นต้องทานอะไร แม่นางคนงามคนนี้กลับมีความอยากอาหารเพราะเนื้อย่าง

  “โฮกๆ……”

        ท่ามกลางภูผาในพงไพรลึก มีเสียงอสูรคำรามอย่างต่อเนื่อง ดังกังวานไปทั้งขุนเขา

         “ข้าพาเจ้าไปดูเรื่องสนุกๆ ดูกันว่าข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น”

        สตรีงามคนนี้ลุกขึ้นยืน มองไปในทิศทางป่าลึกในเขา เมื่อพูดจบ ตู้เซ่าฝู่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเขาก็ลอยทะยานขึ้นฟ้า หากไปจากผืนดินตรงนั้นทันที………………

        ตู้เซ่าฝู่กับสตรีงามชุดเรียบสองคนนั้นเพิ่งออกจากที่เมื่อสักครู่ไม่นาน ในป่ากลางขุนเขา ก็มีเงาของคนประมาณสิบคนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ในนั้นมีวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ดูเก่งฉกาจจำนวนหนึ่ง โดยมีกลุ่มคนที่ดูแข็งแกร่งล้อมรอบเด็กหนุ่มเด็กสาวไว้เป็นจุดศูนย์กลาง

        “เมื่อกี้มีคนมาเคยมาตรงนี้ ช่วงนี้อสูรในเทือกเขาอสุรกายอาละวาดและก่อความวุ่นวายกัน ปกตินักล่าอสูรจะไม่กล้าย่างกรายเข้ามากัน แต่ดูท่าทางแล้วช่วงนี้มีคนรวมตัวกันไม่น้อย บรรดาผู้มีอำนาจและแข็งแกร่งก็น่าจะมากันเยอะเลย”

      ผู้นำของกลุ่มเป็นผู้เฒ่าที่มีผมตั้งทรงเหมือนนกกระเรียน เขามองดูกองเพลิงที่ยังไม่มอดดับสนิท ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “พวกเราก็รีบเร่งฝีเท้าตามไป จะให้คนอื่นชิงลงมือก่อนไม่ได้” ………………

  “โฮก……”

        แล้วก็มาถึงยามราตรีอีกครั้ง เสียงของอสูรดังมาเป็นระยะและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้นเสียงดังมาจากเขตในป่าลึกของเขาอสุรกาย มีเสียงเขย่าซ่าๆ ไปทั่วพงไพรของขุนเขาแห่งนี้ กระแสเสียงคำรามของอสูรเป็นเสียงราวกับน้ำป่าไหลหลากสาดท่วมผืนแผ่นดินที่ราบ ทำให้ผู้ที่ได้ยินหวาดกลัวใจสั่นขนลุกซู่

  “เหตุใดช่วงนี้อสูรและปีศาจทั้งหลายจึงท่าทางดูไม่ค่อยปกติ ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

  ในเขตแดนของแนวเขาอสุรกาย นักเล่าอสูรที่กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่ในความมืดจำนวนมากตื่นตัวขึ้นมา เสียงคำรามของบรรดาอสูรดังมากจนน่าหวาดกลัว

  สำหรับนักล่าอสูรที่พเนจรในเขาอสุรกายอยู่เป็นนิจ ก็ยังไม่คุ้นชินกับสภาพการณ์ที่เกิดในช่วงนี้ แถมสถานการณ์ในนี้ยังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

  “ตึงโครม!”

        ทันใดนั้น ผืนพิภพก็เกิดไหวอย่างรุนแรง ทั้งภูผาพนาวันเขย่าอย่างสนั่นหวั่นไหว แนวพฤกษาไหวเป็นคลื่นตามสายลม จากนั้นรัศมีแห่งกลิ่นโชกเลือดแผ่ซ่าน ปราณอสูรคุกรุ่นพุ่งทะยานสู่เวหา

  “อสูรมาแล้ว อสูรตัวฉกาจกำลังใกล้เข้ามา”

  นักล่าอสูรเหล่านี้ สามารถรับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างคว้าอาวุธมาจับมั่นไว้ในมือ ตั้งท่ารอรับการจู่โจมที่อาจเกิดได้ทุกเมื่อ

  “โฮก!”

  อสูรหมาป่าเป้าสือพุ่งออกมา ทั้งตัวของมันเรืองแสง รอบตัวมียันต์อันน่าพิศวงลอยพุ่งอยู่รอบตัว การเคลื่อนไหวของมันรวดเร็วดั่งฟ้าแลบ มันแยกเขี้ยวคำราม เผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคม เมื่อมันขยับกรงเล็บเท้า เหล่านักล่าอสูรยังไม่ทันตั้งท่าป้องกันก็โดนตะปบโจมตีจนกระเด็นแตกกระเจิง

  “นั่นมันอสูรหมาป่าเป้าสือ!”

      บุรุษวัยกลางคนที่ดูความสามารถแกร่งกล้าคนหนึ่ง เมื่อเห็นก็สะดุ้งตกใจ อสูรหมาป่าเป้าสือที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ถือเป็นอสูรที่อยู่ในขั้นชีพจรพลิ้วไหวเลยทีเดียว ดาบยักษ์ที่อยู่ในมือมีอักษรยันต์เปล่งแสงอยู่โดยรอบ ดูแค่ผิวเผินก็มองออกแล้วว่าเป็นดาบชั้นเลิศ ทันใดนั้น ยันต์ก็เรียงล้อมใบมีดเป็นสายและเปลี่ยนเป็นลำแสงจ้า เขาใช้ดาบฟาดฟันไปทางอสูรหมาป่าเป้าสือ พลังทำลายล้างดูรุนแรงมาก

  “โฮก!”

      อสูรคำรามเสียงดังจนรู้สึกดั่งฟ้าสั่นสะเทือน ขณะที่บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ใช้ดาบฟาดฟัน มีอสูรพยัคฆ์ที่แววตาโหดเหี้ยมกระโจนออกมา ขนาดตัวใหญ่ราวๆ กับช้างยักษ์ พลังปราณอสูรของมันพลุ่งพล่าน เมื่อมันแยกเขี้ยวอ้าปากกว้าง ก็เกิดเป็นยันต์ประกายแสงวิ่งลอยออกมา มันอ้าปากกลืนวิชาพลังของบุรุษคนเมื่อสักครู่ กลืนลงคอได้โดยไม่บาดเจ็บแต่อย่างใด

  “นั่นมันอสูรพยัคฆ์ดูดเลือด แข็งแกร่งกว่าอสูรหมาป่าเป้าสือเสียอีก”

  “ขบวนอสูร ขบวนอสูรมาแล้ว”

        ขณะนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีเสียงร้องด้วยความแตกตื่นตกใจ ในช่วงรัตติกาล บริเวณรอบๆ เขาได้ยินเสียงคำรามเป็นระยะ เกิดเป็นเสียงโหยหวนดั่งสะท้อนก้องไปทั่ว

  “ตึงโครมๆ!”

  ในแนวเขา มีกลุ่มอสูรร้ายกระโจนออกมา เหมือนเป็นกลุ่มก้อนดำๆ ดูทะมึนน่าหวาดกลัว ณ กลางท้องฟ้า มีอสูรสายพันธุ์ที่บินได้สยายปีกบินโผมาจำนวนนับไม่ถ้วน ยอดต้นไม้ใหญ่หลายต้นถูกพวกมันชนจนพับหักไป

  ทั้งขุนเขาพงไพรสั่นไหว ก้อนหินยักษ์ตกลงมานับไม่ถ้วน จนพื้นดินสั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง อสูรร้ายที่บินได้กระพือปีกเหินเวหา ที่บินไม่ได้วิ่งพุ่งออกมาอย่างฉุกละหุก

  เมื่อเกิดเหตุการณ์เคลื่อนไหวเช่นนี้ นักล่าอสูรของในหุบเขาก็ริ่บเผ่นหนีกันกระเจิง ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้าตรงๆ

  ฝูงของอสูรขั้นสูงอย่างอสูรหมาป่าเป้าสือ อสูรพยัคฆ์ดูดเลือด พวกเขาต้านทานไม่ไหว มีหลายคนที่ถูกขบวนอสูรกระโจมสังหารตายคาที่ ฉากบริเวณนั้นโหดร้ายและน่ากลัวที่สุด

  “ซู่ๆ!”

  เมื่อขบวนอสูรเคลื่อนผ่านไปแล้ว ในถ้ำหินแห่งหนึ่ง มีเงาของคนราวสิบคนพุ่งออกมา เป็นเงาของเหล่าจอมยุทธที่ฝีมือไร้เทียมทาน ในกลุ่มนั้นมีวัยรุ่นที่ดูฝีมือร้ายกาจรวมอยู่ด้วย คนกลุ่มนี้ไม่สะทกสะท้านกับเหตุการณ์ ราวกับว่าขบวนอสูรที่น่ากลัวเมื่อสักครู่ ไม่สามารถทำให้พวกเขาตกใจกลัวได้สักเท่าไร เพียงแต่ไม่อยากปะทะกับขบวนอสูรให้ต้องเปลืองแรงเท่านั้น

        ในบรรดาคนกลุ่มนี้ บุรุษศีรษะล้านคนหนึ่งที่เป็นผู้นำดูพิเศษมาก บนศีรษะเกลี้ยงไร้เส้นผมของเขามีลายเส้นสีเขียวแกมน้ำเงิน ดูเหมือนเป็นอักษรยันต์ ทำให้ยิ่งดูน่ากลัวและร้ายกาจ

        “คิดไม่ถึงว่าในเทือกเขาอสุรกายจะมีอสูรขั้นสูงมากมายเช่นนี้ ต่อไปหากมีเวลาสามารถจับพวกมันกลับไปฝึกให้เชื่องเอามาเป็นพาหนะได้”

        บริเวณที่ขบวนอสูรผ่าน ทั้งแถบเละเทะวุ่นวาย นัยน์ตาของชายหัวโล้นสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปที่บริเวณที่ขบวนอสูรเพิ่งผ่านไป กล่าวว่า “หากเป็นอย่างที่พวกเราสำรวจ ในเขาอสุรกายกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นไปได้อย่างมากว่าพวกที่ตั้งตนเป็นใหญ่เป็นหัวหน้าทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ นี่คือโอกาสอันดีมากครั้งหนึ่งของพวกเรา พวกคนอื่นที่ได้กำลังอำนาจที่สูญหายไปแล้วน่าจะมาถึงแล้ว พวกเราต้องไว้หน่อย”

  เมื่อพูดจบ คนกลุ่มนี้ก็หายเข้าไปในป่าทันที

        ในยามราตรี ป่าเขาเกิดแรงเขย่า เกิดแผ่นดินไหว อสูรปีศาจบินว่อนวิ่งอาละวาด และต่างร้องคำรามแผดเสียงดัง ราวกับถูกบางอย่างขับไล่ หรือว่าหลบหนีจากบางสิ่ง ทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องหวาดกลัว

        “ดูท่าพวกที่มาตั้งตนเป็นใหญ่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ มิเช่นนั้นคงไม่เป็นเช่นนี้ นี่คือโอกาสที่ฟ้าประทานมา สวรรค์ประทานโอกาสให้จริงๆ”

        ที่หน้าผาแห่งหนึ่ง มีผู้เฒ่าชุดดำคนหนึ่ง มือหนึ่งถือไม้เท้าหัวงูที่ดูเก่าโบราณ มองไปยังขบวนอสูรที่อาละวาดจนทำให้ภูเขาทั้งลูกเขย่าสนั่นหวั่นไหวจากที่ไกลๆ เขาคิ้วขมวด ราวกับว่ากำลังกังวลใจอะไรบางอย่าง พวกวางตนเป็นใหญ่ช่างน่ากลัว หากไม่เกิดเหตุการณ์นี้ คงไม่มีผู้ใดกล้าคิดอะไรแผลงๆ

  ท่านอาจารย์ ผู้มีอิทธิพลพวกนั้นก็น่าจะมาแล้ว คิดว่าพวกเราคงคว้าโอกาสใหญ่นี้มาได้ยากมากอยู่” บุรุษร่างผอมคนหนึ่งคุยกับผู้เฒ่าชุดดำ

        ผู้เฒ่าชุดดำพยักหน้าเล็กน้อย มองไปยังบริเวณหุบเขาลึกที่ขบวนอสูรผ่านไป กล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเราต้องคว้าโอกาสเช่นนี้ไว้ให้ได้ หากให้ผู้มีอิทธิพลคนอื่นคว้าไป ต่อจากนี้ไปคงน่ากังวล” …………


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)