0 Views

        “ที่แท้นางเป็นคนเป่าขลุ่ยนี่เอง”

        เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินเสียงขลุ่ย เขาก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ที่แท้หลายวันนี้ที่เขาได้ยินเสียงขลุ่ย เป็นทำนองเพลงที่มาจากสตรีงามนางนี้นี่เอง

        ทำนองเพลงขลุ่ยที่ได้ยิน ราวกับช่วยชำระล้างปลุกให้วิญญาณฟื้นชีพ ทำนองช่วงแรกอ่อนนุ่ม ราวกับเสียงสายธาราที่ไหลรินผ่านร่องเขา จากนั้นจังหวะก็ค่อยๆ เร็วกระชั้นชิด ราวกับเสียงสายฝนที่โปรยปรายยามวสันตฤดู

        เสียงขลุ่ยนี้มีพลังดึงดูดอย่างน่าอัศจรรย์ ตู้เซ่าฝู่จึงอดใจไม่ไหวต้องตั้งใจฟัง เสียงทำนองไพเราะจับจิตราวกับทำนองเพลงวนรอบศีรษะได้ น้ำเสียงอ่อนโยนจังหวะแผ่วเบา ราวกับเป็นเสียงของหญิงสาวที่กำลังระบายความในใจ มีความอ่อนหวานและนุ่มนวล จากนั้นทำนองก็เปลี่ยนไปเป็นหลากหลายรูปแบบ ในความนุ่มนวลและแผ่วเบา ก็นำพาความรู้สึกโศกเศร้าลึกๆ อยู่ในทำนองด้วย…

        ตู้เซ่าฝู่จมอยู่ในห้วงทำนองเพลงขลุ่ย มันคือเสียงที่ไพเราะจับจิตที่สุดที่เคยได้ยินในชีวิตนี้ ทำให้ไม่อาจถอนใจไปจากเสียงเพลงได้

        เมื่อตู้เซ่าฝู่ฟื้นขึ้นมา พระจันทร์เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก น่าจะเป็นใกล้เวลารุ่งอรุณแล้ว

        “เสียงขลุ่ยช่างแปลกประหลาดเสียจริง”

        ตู้เซ่าฝู่ตบหน้าของตัวเองเบาๆ เสียงขลุ่ยนั้นราวกับทำให้เขาเมามายอยู่กับท่วงทำนองเพลงจนเลือนราง วูบและสูญเสียสติสัมปชัญญะไป เขากวาดสายตาดูรอบๆ สตรีงามนางนั้นยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินก้อนนั้นอยู่ เปลือกตาสองข้างยังปิดอยู่

        “โฮกๆ”

        “แอ้วๆ”

        ในแนวเทือกเขาลึก มีเสียงร้องคำรามของอสูรดังให้คนตกใจอยู่เนืองๆ ราวกับว่าอสูรร้ายจำนวนมากกำลังวิ่งเต้นกันอยู่

        “หลับไปแล้วหรือ”

        ตู้เซ่าฝู่มองไปที่สตรีงามคนนั้นที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ ตาเฒ่าฝูอี้ไป๋นั่นไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ต่อให้มา จะสู้กับยอดฝีมือคนนี้ได้อย่างไร

        “หนีเอาชีวิตรอดก่อนดีกว่า”

        นัยน์ตาของตู้เซ่าฝู่เป็นประกาย เขาตัดสินใจแล้ว เอาชีวิตให้รอดก่อนสำคัญที่สุด อย่างไรก็ควรหนีไปก่อน จึงค่อยๆ ขยับแขนขาค่อยๆ คลานย่องหนีลงไปจากเขา

        ยอดเขาสูงชันมาก ปลายยอดราวกับมังกรกำลังผงาดเศียร หากขณะนี้ตู้เซ่าฝู่ไม่พอมีพลังปราณอยู่ในตัวบ้าง เกรงว่าคงปีนลงเขาลูกนี้ไม่ไหว

        ทว่าหลังจากที่ตู้เซ่าฝู่ลงจากเขาแล้ว ก็เหนื่อยหอบจนวิ่งไม่ไหว

        “โฮกๆ!”

        ณ ป่าทึบแห่งนี้ มีเสียงคำรามของอสูรออกมาเป็นระยะๆ ในใจของตู้เซ่าฝู่สั่นด้วยความกลัวเล็กน้อย เขากำลังอยู่ท่ามกลางแนวเขาอสุรกาย นี่ไม่ใช่สถานที่ธรรมดาทั่วไป อาจพบอสูรและปีศาจกระโจนออกมาได้ทุกเมื่อ

        ดังนั้นแม้ว่าหนีลงเขาไปแล้ว ทว่าขณะนี้ตู้เซ่าฝู่ก็ยังวางใจไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

        “ยังกลับไปทางเมืองสือเฉิงไม่ได้”

        ขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังจะหนีไปในทิศทางของเมืองสือเฉิง ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หากสตรีนางนั้นพบว่าตนหลบหนี ต้องไล่ตามเขาไปในทิศทางของเมืองสือเฉิงแน่ ดังนั้นหากตนหนีไปทางเมืองสือเฉิงล่ะก็ สตรีงามนางนั้นสามารถใช้พลังเหาะเหินกลางท้องฟ้าในการตามหาเขา และจับตัวเขากลับไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน

        ทว่าการวิ่งเข้าไปทางแนวเขาอสุรกายด้านใน ตู้เซ่าฝู่ก็ต้องกังวล ได้ยินว่ากลางป่ากลางเขาลึกของเขาอสุรกาย จะพบอสูรและปีศาจมากขึ้น ความร้ายกาจและพละกำลังของพวกมันก็ยิ่งสูงขึ้น ได้ยินว่าอสูรที่แข็งแกร่งสุดยอดพวกนั้นที่อยู่ในป่าลึกของเขาอสุรกาย ต่อให้เป็นผู้ฝึกฌานระดับยอดฝีมือก็ยังไม่กล้าปะทะกับพวกมันตรงๆ เลย

        “ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด”

        ตู้เซ่าฝู่ตระหนักได้ว่าตัวเองไม่มีเวลาให้วิเคราะห์มากมาย จะมาชักช้าให้ต้องถูกจับตัวไปอีกครั้งไม่ได้ ขณะนี้ทำได้เพียงแค่ลองพนันดู หนีเข้าไปกลางดงเขาอสุรกายไปก่อนค่อยว่ากัน อย่างมากหากไม่ไหว ก็หนีกลับมาทางเดิม…

        ณ บ้านสกุลตู้ เมืองสือเฉิง

        ในสวนกลางจวนบ้านสกุลตู้ มีแสงไฟจากโคมไฟเปิดอยู่ บรรยากาศรอบๆ ดูเคร่งเครียด

        “พี่ใหญ่ ข้าควานหาทั่วทุกที่แล้ว ไม่เห็นร่องรอยของเซ่าฝู่เลย มีผู้อ้างว่าเห็นบุคคลคนหนึ่งจับตัวเขาเหาะขึ้นฟ้าเองกับตา บวกกับที่เซ่าฝู่หายตัวไป ข้าเป็นห่วงว่า…” ในโถงเรือนหนึ่ง ตู้จื้อสยงทำสีหน้าเคร่งเครียดและกังวล เพราะตามหาทั่วทั้งจวนของบ้านสกุลตู้แล้วก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเซ่าฝู่ จึงคิดกังวลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปต่างๆ นานา

        “เหาะเหินเดินอากาศได้ อย่างน้อยต้องฝึกวรยุทธถึงขั้นชีพจรประสานวิญญาณได้สำเร็จ ในเมืองสือเฉิง คาดว่าน่าจะยังไม่มียอดฝีมือระดับนี้อยู่” ตู้เจิ้นอู่เองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน หากการหายตัวไปของเซ่าฝู่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยอดฝีมือระดับขั้นสูงถึงขนาดขั้นชีพจรประสานวิญญาณล่ะก็ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากแล้วจริงๆ

        จู่ๆ ตู้จื้อสยงก็เงยหน้าขึ้น พูดกับตู้เจิ้นอู่ว่า “พี่ใหญ่ เหาะเหินเดินอากาศได้ ไม่ต้องวรยุทธถึงขั้นชีพจรประสานวิญญาณหรอก จอมยุทธที่ฝึกได้ถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหวในบางกรณีก็สามารถทำได้ เพียงแต่พวกเรายังไม่รู้ว่าเซ่าฝู่หายไปอยู่ที่ใด ไม่รู้ว่าคือผู้มีอิทธิพลกลุ่มใดที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์โจมตีบ้านสกุลตู้ของพวกเรา”

        “ข่าวเรื่องที่ชีพจรลมปราณของเซ่าฝู่ฟื้นฟูน่าจะแพร่ออกไปนานแล้ว วันนี้ที่เซ่าฝู่แสดงความสามารถของเขาออกมา พอกลุ่มผู้มีอิทธิพลทราบ น่าจะกังวลจนนั่งอยู่ไม่สุขแล้วล่ะ เรื่องนี้มันส่งผลต่องานเลี้ยงใหญ่ของสุดยอดห้าสกุลที่จะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนหลัง ดังนั้นพวกเขาอาจจะทนไม่ไหวเริ่มลงมือก่อน ตรวจสอบ ต้องตรวจสอบให้ดี เมื่อตรวจสอบรู้แล้ว ไม่ว่าเป็นใคร ข้าจะไม่ปล่อยเอาไว้แน่”

        เห็นได้ชัดว่าตู้เจิ้นอู่กำลังโมโห แววตาแค้นเคืองโกรธจนนัยน์ตาสั่น จากนั้นเหมือนว่าเขาจะคิดอะไรออก พูดกับตู้จื้อสยงว่า “อย่าลืมบอกน้องสาม เรื่องนี้ต้องแจ้งน้องสามด้วยล่ะ”

        “ครับพี่ใหญ่…ข้าจะรีบจัดการทุกอย่างทันที จะรีบตามหาเซ่าฝู่ให้พบให้เร็วที่สุด”

        ตู้จื้อสยงพยักหน้า จากนั้นก็เดินลุกลี้ลุกลนจากไป

        แนวหมู่เขาและป่าทึบร้อยเรียงกันให้เห็นไกลสุดตา มีพืชพรรณเก่าแก่แลดูหายากอยู่ประปราย ใบไม้ดกทึบปิดจนแสงตะวันลอดมาได้เพียงเล็กน้อย มีพืชเถาวัลย์ขึ้นดกยาวที่ไม่ทราบว่าโตมานานกี่ปีแล้ว พันอยู่รอบลำต้นไม้สูงใหญ่ ต้นไม้เหล่านั้นใหญ่มากจนผู้ใหญ่สองสามคนมาโอบก็โอบไม่มิด

        ท่ามกลางหุบเขาลำเนาไพร ตู้เซ่าฝู่ไม่กล้าหยุดพัก วิ่งมุ่งไปข้างหน้าสุดกำลัง คิดในใจแต่ว่าต้องรีบหนีให้ห่างจากสตรีงามคนนั้นยิ่งไกลยิ่งดี

        “โฮกๆ”

        กลางหุบเขาลึก พวกอสูรส่งเสียงร้องคำรามอยู่เรื่อยๆ ระดับเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าอสูรร้ายทั้งหมดกำลังอาละวาดกันอยู่ทั่วแนวเขา

        ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอสูรคำราม ตู้เซ่าฝู่ก็จะสะดุ้งตกใจ หากมีอสูรหรือปีศาจที่ร้ายกาจมากๆ ปรากฏตัวขึ้นมา เขารู้เลยว่าตัวเองจะมีชะตากรรมอย่างไร

        ตู้เซ่าฝู่ไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งหนีมานานเท่าไรแล้ว ในที่สุดตอนนี้ฟ้าก็เริ่มสว่าง เสียงร้องคำรามของอสูรจากในป่าลึกของเทือกเขาค่อยๆ เบาและสงบลง

        “ตึกๆ”

        ทว่าในขณะที่ตู้เซ่าฝู่เตรียมตัวจะพักเหนื่อย ทันใดก็รู้สึกถึงลมปราณในตัวที่ไหลเวียน ราวกับว่าจะระเบิดออกมา ลมปราณไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณอย่างรุนแรงต่อเนื่อง เขารู้สึกถึงรสหวานๆ ในลำคอ ทันใดนั้นเขาก็สำลักออกมาเป็นโลหิตสดๆ ถอยโซเซไปสองสามก้าว รู้สึกอ่อนแรงไปทั่วร่างกาย จากนั้นก็ล้มกองอยู่บนพื้น

        “วิ่งมาทั้งคืน วิ่งต่อไม่ไหวแล้วหรือ?”

        ตู้เซ่าฝู่ได้ยินเสียงคนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับเห็นเงาตะคุ่มๆ คล้ายเป็นเงาของมารร้ายปรากฏกายข้างๆ จากนั้นก็มีมือบางๆ เรียวงามยื่นออกมาช่วยสกัดจุดให้ตู้เซ่าฝู่ ทันใดก็เกิดกระแสพลังนุ่มนวลและพิศวงไหลเข้าสู่จุดลมปราณหลายจุดในร่างของเขา

        ลมปราณกระแสนุ่มนวลนี้ไหลเวียนผ่านจุดลมปราณในร่างของตู้เซ่าฝู่ มันพุ่งทะยานเข้าสู่เส้นลมปราณในกายของตู้เซ่าฝู่ราวกับมีชีวิต ช่วยระงับลมปราณที่ไหลเวียนผิดกระแสที่เหมือนจะระเบิดในร่างกายของเขาให้สงบลง

        “ปึง!”

        หลังจากนั้น ตู้เซ่าฝู่ก็นอนแอ้งแม้งแขนขาชี้ฟ้าล้มกองอยู่บนพื้น และสตรีงามที่สวมชุดเรียบๆ นางนั้นขณะนี้ก็ปรากฏอยู่สายตาของตู้เซ่าฝู่

        “ถือว่ายังพอมีไหวพริบ ไม่หนีกลับเมือง รู้จักเลือกทางตรงข้าม ทว่าเจ้ามองตัวเองสูงไป ผู้ที่สามารถหนีไปจากน้ำมือข้าได้บนโลกนี้มีเพียงไม่กี่คน ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเป็นแค่เจ้าเด็กเมื่อวานซืนที่มีพลังปราณแต่ยังฝึกวิชาลมปราณไม่ได้สำเร็จสักขั้น”

        สตรีที่แต่งกายเรียบร้อยสุภาพนางนั้นมองตู้เซ่าฝู่ที่นอนกองอยู่บนพื้น พยายามรีบกลบรอยยิ้มที่แสดงออกจากตา ถือว่าเป็นครั้งแรกที่นางหันมามองตู้เซ่าฝู่ตรงๆ นางพูดเบาๆ ว่า “ตอนนี้เจ้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว นั่นเพราะเจ้ากินยาพิษของข้าไป เมื่อกี้คือผลลัพธ์จากการที่คิดจะหนีข้า เจ้าลองหนีต่อดูสิว่าจะเป็นอย่างไร”

        เมื่อสตรีงามนางนั้นกล่าวจบ ก็ค่อยๆ ย่างกรายเดินตรงไปในทิศทางเขาลึก นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “แนวเขาอสุรกายนี้ดูแล้วไม่ค่อยปกติเท่าไร ข้าว่าจะลองไปดูหน่อย ข้าแนะนำว่าเจ้ารีบตามข้ามาติดๆ จะดีกว่า มิเช่นนั้นหากพบอสูรปีศาจตัวไหนขึ้นมา ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าอาจจะไม่เหลือ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)