0 Views

        “ไปหาฝูอี้ไป๋ดีกว่า”

        ตู้เซ่าฝู่เลิกคิ้ว ตั้งมั่นว่าต้องรีบฝึกวิชาลมปราณให้ไวที่สุดให้จงได้ เขานำขวดหยกและกล่องผ้าฝ้ายสองกล่องนั้นเก็บเข้าเสื้อที่อก ตู้เซ่าฝู่ตัดสินใจไปหาฝูอี้ไป๋คืนนี้เลย ดูว่าตาเฒ่าคนนั้นรู้หรือไม่ว่าคัมภีร์จื่อชี่เฉาหยังอยู่ที่ไหน

        ตู้เซ่าฝู่ออกจากห้องไป ตรงไปยังหอเก็บคัมภีร์วรยุทธ

        บ้านสกุลตู้มีองครักษ์ และต่างก็เป็นยอดฝีมือ ทว่าตู้เซ่าฝู่เลือกใช้ทางอ้อมหลบหลีกทางปกติที่ต้องผ่านสวนในจวนตรงไปถึงหอเก็บคัมภีร์วรยุทธได้อย่างคุ้นเคย

        “เหตุใดจึงยังได้ยินเสียงขลุ่ยนั่นอีกล่ะ เสียงมาจากไหนกันแน่นะ”

        เพิ่งมาถึงนอกหอเก็บวรยุทธ ตู้เซ่าฝู่ก็ได้ยินเสียงขลุ่ยเบาๆ เป็นเสียงที่ช่วงนี้มักได้ยินอยู่เนืองๆ เสียงขลุ่ยนุ่มนวลราวกับสายน้ำที่กำลังไหลริน เมื่อทำนองเปลี่ยน กลับให้ความรู้สึกถึงความขมขื่น ราวกับสาวน้อยกำลังระบายความทุกข์โศกในใจที่คิดถึงคร่ำครวญหาชายอันเป็นที่รัก

        เสียงขลุ่ยยิ่งฟังยิ่งรู้สึกถึงความเศร้าระทม ระดับเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินมาจากที่ไกลๆ อย่างต่อเนื่อง

        แม้เสียงขลุ่ยที่ลอยมาฟังดูน่าสงสัย ทว่าตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก เขามุ่งหน้าตรงไปที่หอเก็บวรยุทธ ปกติฝูอี้ไป๋จะพักอยู่ที่ห้องด้านหลังชั้นแรกของหอเก็บคัมภีร์วรยุทธ แต่ตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ค่อยได้ไปที่นั่นสักเท่าไร

        ตู้เซ่าฝู่เข้าไปในห้องของฝูอี้ไป๋ ในห้องจัดได้อย่างสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะในนั้นไม่ค่อยมีของวางไว้สักเท่าไร ไม่มีอะไรให้มาวางรก ทว่าก็ไม่เห็นเงาของฝูอี้ไป๋เลย

        “ดึกขนาดนี้หายไปไหนของเขานะ”

ห้องนั้นไม่ค่อยกว้างเท่าไร มองทีเดียวก็หมดห้องแล้ว ชัดว่าฝูอี้ไป๋ไม่ได้อยู่ในห้อง

        “ปึง”

        ตู้เซ่าฝู่รู้สึกถึงกระแสบางอย่างจากทางด้านหลัง จึงหมุนตัวหันหลังกลับไปพร้อมพูดว่า “เหล่าไป๋ ท่านไปไหนมา…”

        ตู้เซ่าฝู่พูดยังไม่ทันจบ เมื่อหันหน้าไปสีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที ผู้ที่ปรากฏกายด้านหลังเขาไม่ใช่ฝูอี้ไป๋ แต่เป็นสตรีคนหนึ่ง เป็นสตรีที่หน้าตางดงามมาก ดูแล้วอายุน่าจะประมาณสี่สิบกว่า สวมชุดกระโปรงยาวแบบสตรีในวัง ชุดเป็นผ้าแพรสีฟ้าอ่อนเรียบๆ ชุดพลิ้วไหวเบาๆ ตามลม ดูสง่าและสะอาดตายิ่งนัก ท่าทางมีบารมีราวกับเป็นผู้ที่เกิดมามียศฐานะสูงส่ง ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว

        “ท่านคือใคร?”

        ตู้เซ่าฝู่ตกใจมาก จากนั้นก็รีบตั้งหลักระแวดระวังตัวให้ดี สตรีคนงามคนนี้ไม่ใช่คนของบ้านสกุลตู้ และหอเก็บคัมภีร์วรยุทธก็เป็นเขตหวงห้ามของบ้านสกุลตู้ สตรีแปลกหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามของบ้านสกุลตู้ในยามวิกาลเช่นนี้ ตู้เซ่าฝู่จึงต้องระมัดระวังตัวอย่างมาก

        “เจ้าเป็นอะไรกับฝูอี้ไป๋?”

        สตรีคนนี้แต่งตัวดูราบเรียบ ทว่ากลับมีรัศมีของผู้ดีแผ่ออกมา นางพูดด้วยเสียงใสราบเรียบกับตู้เซ่าฝู่ ให้ความรู้สึกว่าบีบบังคับให้ตู้เซ่าฝู่ต้องตอบ เขาจึงตอบไปว่า “ข้าคือลูกพะ…เพื่อนของฝูอี้ไป๋”

        ตอนแรกตู้เซ่าฝู่เกือบพูดไปว่าคือลูกพี่ของฝูอี้ไป๋ ทว่าเคยรับปากกับฝูอี้ไป๋แล้วว่า ต้องให้เกียรติเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น ดังนั้นจึงรีบแก้คำพูดในฉับพลัน บอกไปว่าคือสหายแทน

        “เจ้าคือเพื่อนของเขา?” สตรีที่สวมชุดเรียบๆ นางนั้นจ้องมองตู้เซ่าฝู่ นัยน์ตาสั่นเล็กน้อย นางกะพริบตาอย่างแผ่วเบา ขนตาที่โค้งงอนยิ่งทำให้ดูอ่อนช้อยวิจิตรงดงาม จากนั้นถอนหายใจกล่าวว่า “เขาสามารถทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้จริงๆ”

        “พี่สาว ท่านคือสหายของเหล่าไป๋หรือ?”

        ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถาม ฟังดูจากน้ำเสียงที่นางพูด คาดว่านางน่าจะรู้จักฝูอี้ไป๋ ทว่าเขาสงสัยมากกว่าฝูอี้ไป๋ไปรู้จักสตรีที่ทรงสง่าเช่นนี้เมื่อไร เขาไม่เคยได้ยินฝูอี้ไป๋เอ่ยถึงสตรีนางนี้มาก่อน และก็ไม่เคยได้ยินฝูอี้ไป๋พูดถึงคนที่อยู่ภายนอกคนไหนเลย

        สตรีงามคนนี้ไม่สนใจที่ตู้เซ่าฝู่ถาม แววตาราบเรียบดั่งน้ำ นางกวาดตามองรอบห้องของฝูอี้ไป๋ จากนั้นก็ยิ้มแสยะเล็กน้อย กล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าเป็นสหายของเขา เขาหลบหน้าข้า อย่างนั้นข้าคงต้องพาตัวเจ้าไปแล้วล่ะ”

        ตู้เซ่าฝู่ไม่เห็นสตรีคนนี้เคลื่อนไหวแต่อย่างใด แต่เมื่อนางพูดจบ จู่ๆ เขาก็ราวกับว่าถูกแช่แข็งไว้ ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้ แม้แต่ลมปราณที่ไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณในร่างกายก็ยังถูกแช่แข็งไว้ จากนั้นมืออันเรียวงามของนางก็วางอยู่ที่บ่าของเขา

        “อ๊ะ”

        เมื่อมืออันเรียวงามของนางวางอยู่บนบ่าของเขา ดวงตาอันงดงามที่แปลกใจเมื่อสักครู่ของนางก็หายไป จากนั้นเงาของคนที่อยู่ในห้องก็หายแว็บไปภายในชั่วพริบตาเดียว

        บนท้องฟ้าที่ดวงจันทร์สุกสว่าง ดวงดาวส่องประกายระยิบระยับ

        ณ กลางห้วงนภา ตู้เซ่าฝู่ถูกสตรีนางนั้นคว้าบ่าไว้ มืออันเรียวงามของนางดูบอบบางไร้เรี่ยวแรง ทว่ากลับสามารถดึงร่างของเขาไว้และพาลอยอยู่บนเวหาได้ พวกเขาลอยผ่านสิ่งปลูกสร้างในเมืองสือเฉิง ไปยังภูเขาที่มีแต่พงไพรสุดลูกหูลูกตา

        ท่ามกลางพงพนาอันคดเคี้ยวที่มองไม่เห็นทางออก จันทราส่องแสง ที่เห็นก็มีแต่พฤกษาเขียวขจีสุดสายตา “ยอดฝีมือ ต้องเป็นยอดฝีมือแน่นอน”

        กลางท้องฟ้า ตู้เซ่าฝู่ถูกลมตีหน้าจนเจ็บชาไปหมด เขาเก็บสีหน้าประหลาดใจไว้ไม่อยู่ นางคือผู้ที่เหาะเหินเดินอากาศได้ พลังระดับนี้แม้แต่ท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองก็ไม่น่าสามารถทำได้ มีเพียงยอดฝีมือที่พลังปราณและวรยุทธอยู่ในขั้นสูงมากๆ จึงสามารถใช้พลังเหนือมนุษย์อันน่าอิจฉานี้ได้

        ในดงป่ากลางเขา บนยอดเขาที่สูงกว่าพื้นเกินกว่าหมื่นศอก สภาพแวดล้อมคดเคี้ยวอันตราย เต็มไปด้วยหินรูปทรงแปลกประหลาด หน้าผาสูงชัน ตีนเขาทางโค้งไปโค้งมา รูปทรงคล้ายมังกรผงาดเศียร

        สตรีคนงามชุดเรียบๆ คนนั้นพาตู้เซ่าฝู่เหาะไปถึงปลายยอดเขา แล้วจึงปล่อยมือจากตู้เซ่าฝู่ นางใช้มืออันเรียวงามของนางทุบกลางอกตู้เซ่าฝู่เบาๆ ตู้เซ่าฝู่จึงเผลออ้าปากโดยไม่ได้ตั้งใจ นางโยนเม็ดกลมๆ บางอย่างที่ดูคล้ายกับยาลูกกลอนเข้าไปในปากตู้เซ่าฝู่ เขาเผลอกลืนลงท้องโดยไม่ทันระวัง

        “ท่าน…ท่านยอดฝีมือ ท่านให้ข้าทานอะไร”

        ตู้เซ่าฝู่หน้าเสีย รีบเอามือล้วงคอพยายามอาเจียนเอายาเม็ดนั้นออกมา ทว่าล้วงจนแทบอ้วกน้ำตาไหลพรากๆ ก็ยังไม่สำรอกยาเม็ดนั้นออกมา ราวกับว่ามันถูกย่อยในท้องไปหมดแล้ว

        สตรีคนนั้นไม่สนใจตู้เซ่าฝู่เลยแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินที่สะอาดก้อนหนึ่ง สายตาของนางมองไปที่หมู่เขาที่เห็นอยู่ไกลๆ ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดอะไร

        “ท่านยอดฝีมือ ข้ากับฝูอี้ไป๋ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย หากท่านมีความแค้นอะไรกับเขา ข้าว่าท่านจับผิดคนแล้ว”

        ตอนแรกตู้เซ่าฝู่เข้าใจไปว่าสตรีงามนางนี้คือสหายของฝูอี้ไป๋ ทว่าพอมองดูดีๆ แล้ว สตรีงามนางนี้น่าจะมีความบาดหมางอย่างลึกซึ้งกับฝูอี้ไป๋มากกว่า ในใจก็ด่าทอถึงวงศาคณาญาติของฝูอี้ไป๋ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะทำให้เขาต้องซวยตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้

        สตรีงามนางนั้นหันมามองตู้เซ่าฝู่ จากนั้นเอ่ยว่า “หากเจ้าไม่เกี่ยวอะไรกับเขา เช่นนั้นไว้ชีวิตเจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด ข้าฆ่าเจ้าตอนนี้เลยแล้วกัน”

        เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบเย็นชาและคำตอบของนาง ก็สะดุ้งใจสั่น หน้าซีดขึ้นมาทันที รีบบอกว่า “ท่านยอดฝีมือ ข้ากับเหล่าไป๋ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน ทว่าพวกเรามีมิตรภาพที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาก่อน เคยนอนเตียงเดียวกัน สวมกางเกงตัวเดียวกัน”

        “ขอเพียงเจ้าไม่คิดหนี ขณะนี้ชีวิตของเจ้าก็ยังปลอดภัยดี ทว่าหากฝูอี้ไป๋ไม่มาช่วยเหลือเจ้า เจ้าก็คงรอดชีวิตกลับไปยาก” สตรีงามบอกกับตู้เซ่าฝู่

        “เหล่าไป๋ต้องมาแน่นอน ที่นี่อยู่ห่างไกลจากเมืองสือเฉิงมาก หากเหล่าไป๋มา อาจต้องใช้เวลาสิบถึงสิบห้าวัน พวกเรารอหน่อย เหล่าไป๋ต้องมาแน่ๆ”

        ตู้เซ่าฝู่ทำสีหน้ามั่นใจบอกกับสตรีงามคนนั้น แต่ที่จริงในใจเขากำลังร้องไห้น้ำตานองอยู่ ที่ตรงนี้ที่เขาอยู่น่าจะคือแนวเขาอสุรกายที่อยู่รอบๆ ของเมืองสือเฉิง ตำนานว่ากันว่าคือดินแดนแห่งอสูรและปีศาจร้าย ไม่ต้องคิดถึงว่าฝูอี้ไป๋จะมาเขาอสุรกายเพื่อช่วยเขาหรือไม่ ต่อให้มา ตาเฒ่าที่ทำเป็นแค่ล้วงไข่ในรังนก ไม่น่าจะช่วยเหลือเขาจากน้ำมือของสตรีงามที่มีฝึกฌานจนพลังลมปราณแข็งแกร่งเช่นนี้ได้หรอก

        สตรีงามนางนี้เหลือบมองตู้เซ่าฝู่สักครู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ชุดปลิวไหวเบาๆ ตามลม มืออันเรียวงามนั้นหยิบขลุ่ยโบราณมาบรรเลง ริมฝีปากขยับเบาๆ ตามทำนองเพลง เสียงขลุ่ยที่เป่าราวกับเสียงทำนองแห่งธรรมชาติที่ไพเราะจับใจ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)