0 Views

        “นานทีมีหน ในที่สุดบ้านสกุลตู้ก็รับสมัครองครักษ์แล้ว”

        “ขณะนี้บ้านสกุลตู้รับสมัครองครักษ์จากภายนอกยี่สิบกว่าคน คุณสมบัติคือต้องมีอายุสิบหกปีบริบูรณ์ขึ้นไป ร่างกายแข็งแรงกำยำ ”

        “องครักษ์ของบ้านสกุลตู้ได้รับเงินค่าจ้างสิบเสวียนทุกเดือน หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ห้าสิบเสวียน** สวัสดิการถือว่าดีกว่าบ้านสกุลอื่นมาก”

        “บ้านสกุลตู้รับสมัครองครักษ์ นับเป็นโอกาสที่ดี หากได้เข้าไปเป็นองครักษ์ในบ้านสกุลตู้ ไม่แน่อาจได้ฝึกวิทยายุทธของบ้านสกุลตู้ด้วย พอถึงตอนนั้นถึงเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จยิ่งกว่าใครๆ อย่างแท้จริง บ้านสกุลตู้ไม่ค่อยรับสมัครองครักษ์ นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก ”

        ในเมืองสือเฉิง ถนนหนทางมีผู้คนคึกคัก เหล่าบุรุษร่างกายกำยำสวมชุดจอมยุทธท่าทางแกร่งกล้า ออกมาติดประกาศสีแดงบนกำแพง ทันใดก็มีคนกลุ่มใหญ่เข้ามารุมล้อมหน้ากำแพงทั่วสารทิศ กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่

        เหล่าบุรุษร่างใหญ่ผู้แกร่งกล้าเหล่านั้น นำด้วยชายรูปร่างกำยำล่ำสันที่ขี่ม้าพันธุ์ดีแข็งแรงรูปร่างงามสง่า บนหัวม้ามีนอคู่ ทั้งลำตัวเป็นสีแดงเข้ม บุรุษผู้นี้ดูมีอำนาจบารมีที่ทำให้คนอื่นรู้สึกกดดันอย่างไร้สาเหตุ เขามองไปทางบรรดาฝูงชนที่เข้ามารุมล้อมและกล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าบ้านสกุลตู้จะเปิดรับสมัครองครักษ์จากภายนอก ขอเพียงสามารถดวลสามกระบวนท่ากับลูกหลานของบ้านสกุลตู้ข้าแล้วชนะได้ ก็จะสามารถเป็นองครักษ์ สามารถโจมตีหรือดวลเสมอกับทายาทวัยเยาว์ของบ้านสกุลตู้คนใดคนหนึ่งได้ ก็สามารถกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ จำนวนที่รับยี่สิบคน มาก่อนได้โอกาสก่อน”

        ความภาคภูมิใจและหยิ่งทะนงเผยออกมาจากแววตาที่เฉียบคมของบุรุษร่างใหญ่ที่อยู่บนยอดม้า สถานะของบ้านสกุลตู้ในเมืองสือเฉิงไม่ใช่เล่นๆ การได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านสกุลตู้ ก็ต้องรู้สึกภาคภูมิใจกว่าคนทั่วไปเป็นธรรมดา

        พอพูดจบ บุรุษร่างกายกำยำเหล่านั้นก็หันหลังกระโดดขึ้นหลังม้า โดยมีผู้นำขี่นำข้างหน้าและคนอื่นๆ เรียงแถวด้านหลัง จังหวะการเคลื่อนไหวของพวกเขาพร้อมเพรียงเป็นระเบียบ จากนั้นก็เคลื่อนตัวจากไปทันที สร้างความเอิกเกริกให้แก่บริเวณนั้น

        “คนที่ขี่ม้าเหงื่อโลหิตที่อยู่ข้างหน้าคือรองผู้บัญชาการของบ้านสกุลตู้ ตู้ฉี ลือกันว่าเขาฝึกฌานได้ถึงขั้นเบิกนภาแล้วด้วย”

        “หากข้าฝึกถึงขั้นเบิกนภาได้ก็คงดี จะได้ใช้ชีวิตในเมืองสือเฉิง แบบอยากทำอะไรก็ทำได้ไม่มีปัญหา ดูสิต่อไปจะยังมีใครกล้ามาแหย็มกับข้าอีก”

        “เจ้าไปไหว้พระเจ้าไหว้เจ้าขอพรเยอะๆ ก่อนเลย ขอให้เจ้าผ่านการทดสอบของวันพรุ่งนี้ได้เป็นองครักษ์บ้านสกุลตู้ ลูกหลานของบ้านสกุลตู้แม้อายุไม่มากนัก ทว่าแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งสุดๆ เกรงว่าคนที่รับสามกระบวนท่าของเขามีไม่เยอะหรอก ขั้นเบิกนภาหรือ เจ้ากลับไปนอนฝันก่อนไป ขั้นสูงขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าใครอยากฝึกก็สำเร็จได้หรอก”

        “เหอะๆ พรุ่งนี้ข้าต้องกลายเป็นองครักษ์บ้านสกุลตู้ให้จงได้”

        ในกลุ่มฝูงชนที่รุมล้อม มีบุรุษตัวกำยำสูงใหญ่ หนวดเฟิ้มรกรุงรังเต็มใบหน้า สีผิวดำคล้ำ ส่งรอยยิ้มน่าฉงนให้คน รอบข้างคนอื่นๆ พูดด้วยเสียงต่ำว่า “ข้าแอบบอกอะไรพวกเจ้า หากได้เป็นหัวหน้ากลุ่มองครักษ์ จะสามารถฝึกวิทยายุทธกระบวนท่าของบ้านสกุลตู้ อาจมีโอกาสแม้กระทั่งได้เป็นคนของบ้านสกุลตู้เลยด้วยซ้ำ“

        “นี่เจ้าดำ คงไม่ได้หลอกพวกเราหรอกนะ หัวหน้ากลุ่มองครักษ์มีสิทธิ์ฝึกวรยุทธกระบวนท่าของบ้านสกุลตู้ด้วยหรือ” ทันใดนั้น ผู้คนรอบข้างต่างก็ประหลาดใจกันใหญ่ พร้อมกับแสดงแววตาที่เปี่ยมล้นด้วยความอิจฉา

        ชายผิวดำคนนั้นทุบหน้าอกและพูดยืนยันว่า “ข้าคือญาติที่มาจากดินแดนที่ห่างไกลของบ้านสกุลตู้ ข้ายังต้องหลอกพวกเจ้าด้วยหรือ”

        “โหเจ้า มีญาติของบ้านสกุลตู้มาด้วย งั้นการทดสอบพรุ่งนี้ต้องผ่านแน่ๆ” ผู้คนรอบข้างที่ได้ยิน ต่างแสดงท่าทีอิจฉาชายผิวดำนั่นยกใหญ่

        ข่าวการรับสมัครองครักษ์ของบ้านสกุลตู้แพร่กระจายออกไป ชั่วพริบตาเดียวก็เป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนนับไม่ถ้วน เป็นบ้านสกุลใหญ่ที่เพิ่งรุ่งเรืองได้ไม่นานในเมืองสือเฉิง แต่หลายปีมานี้มีอิทธิพลอำนาจแข็งแกร่งมาก เบียดคว้าตำแหน่งสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองสือเฉิงไปได้ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อีก ดังนั้นทุกการกระทำต้องถูกจับตามองจากผู้คนทั้งเมืองเป็นเรื่องธรรมดา

        ยามโพล้เพล้ เมฆและหมอกก่อตัวหนาปกคลุมทั่วท้องฟ้าของเมืองสือเฉิง ดวงอาทิตย์ใกล้จะแตะเส้นขอบฟ้าดุจดั่งลูกไฟที่ใกล้จะมอดดับ แสงสีแดงอ่อนสอดแทรกซอกกลีบเมฆและหมอกผ่านออกมาเป็นเส้นๆ

        เมืองสือเฉิงตั้งอยู่ใกล้เทือกเขาอสุรกายในเขตพรมแดนของแคว้น มักพบอสูรออกมาป้วนเปี้ยนอยู่บ่อยครั้ง คนหลากลัทธิหลากอาชีพอยู่ร่วมปะปนกัน สภาพแวดล้อมของเมืองสือเฉิงนี่เองที่เป็นปัจจัยให้ทุกคนต่างให้ความสำคัญกับวิชาการต่อสู้ ทั้งยังแข็งแกร่งกันสุดๆ ยิ่งกว่านั้นสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ถือเป็นตระกูลแห่งการฝึกฝนวิชายุทธเลยทีเดียว

        “กรับๆ!”

        มีฝูงยอดม้าวิ่งฉิวมาอย่างไว จนฝุ่นบนถนนลอยตลบอบอวล เป็นการเปิดตัวที่อลังการมาก ตู้ฉี ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์ของบ้านสกุลตู้เป็นผู้ขี่ม้าเหงื่อโลหิตนำอยู่ข้างหน้า

        ด้านหลังตู้ฉี มีบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งเงยหน้ามองบนท้องฟ้า จากนั้นยิ้มให้กับกลุ่มบุรุษที่อยู่บนม้าข้างๆ เขา กล่าวว่า “มาพนันกันไหมว่า วันที่สิบสามเจ้าทึ่มนั่นจะยังอยู่ไหม เงินพนันคนละห้าเสวียนเป็นไง?”

        “เจ้าทึ่มนั่นเหมือนว่าจะยิ่งทึ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ คิดว่าก็ยังอยู่นั่นแหละ ข้าพนันว่าเขายังอยู่”

        “วันที่สิบสามแล้ว เจ้าทึ่มนั่นน่าจะไม่อยู่แล้วนะ ดูสถิติจากเมื่อก่อนอยู่ได้เพียงสิบวันเอง ข้าพนันว่าไม่อยู่แล้ว”

        เงินห้าเสวียนเป็นจำนวนค่าจ้างครึ่งเดือนขององครักษ์ทั่วไป บรรดาบุรุษร่างใหญ่เหล่านี้ต่างรู้สึกสนใจกันมาก ราวกับว่าการพนันแบบนี้ไม่ใช่เกิดเป็นครั้งแรก ต่างล้วงเงินห้าเสวียนออกมาใส่ในมือชายร่างใหญ่คนแรก

        “พวกเจ้าทั้งหลายระวังด้วย แม้เขาไม่ใช่คนหลักที่สำคัญของสกุล แถมพฤติกรรมก็ค่อนข้างแปลก แต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือนพวกเจ้าล่ะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นนายน้อยของบ้านสกุลตู้ และก็เป็นนายของพวกเจ้า หากวันใดพวกเจ้าโดนลงโทษเพราะเรื่องนี้ ข้าก็คุ้มครองพวกเจ้าไม่ได้”

        ตู้ฉีที่นั่งอยู่บนม้าเหงื่อโลหิต จ้องเหล่าชายร่างใหญ่ตาเขม็งด้วยสีหน้าเข้มงวด

        ชายร่างใหญ่ที่เมื่อสักครู่เป็นผู้เริ่มรู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่อรับแรงกดดันจากสายตาอันเคร่งเครียดของตู้ฉี สายตาของเขาเลิ่กลั่ก และยิ้มเจื่อนๆ พร้อมเอ่ยเสียงเบาว่า “รองผู้บัญชาการ ตอนนี้ทั้งบ้านสกุลตู้ รวมถึงแม้กระทั่งผู้คนในเมืองสือเฉิงเรียกเขาลับหลังกันว่าเจ้าทึ่มทั้งนั้น ยิ่งกว่านั้นเขาก็เป็นคนที่ทั้งไม่ได้ความและก็ทึ่มอยู่แล้ว พวกเราแอบเรียกกันส่วนตัว คงไม่เป็นไรหรอก”

        “แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม แต่นายยังไงก็คือนาย ต่อให้เขาไม่ได้ความหรือจะทึ่มอย่างไร เขาก็เป็นผู้มีสายเลือดของบ้านสกุลตู้ พวกเจ้าต้องรู้จักดูสถานะของตัวเองเสียบ้าง มิเช่นนั้นต่อไปอาจต้องซวยเอา” ตู้ฉีจ้องเขม็งใส่พวกชายร่างใหญ่เหล่านั้น

        “รับทราบแล้วขอรับ ท่านรองผู้บัญชาการ”

        พวกชายร่างใหญ่ต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนกัน ต่างคนต่างพยักหน้า ที่รองผู้บัญชาการพูดมีเหตุผล พวกเขาต่างก็เข้าใจกันดี

        ตู้ฉีเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้น สีหน้าที่เคร่งเครียดก็คลายลง เขาหันหน้าไปข้างๆ ตะโกนหยอกล้อว่า “ห้าเสวียนใช่ไหม งั้นข้าลงด้วยห้าเสวียน ข้าพนันว่าท่านนั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น”

        “ฮ่าๆ ท่านรองบัญชาการก็วางเงินเดิมพันด้วย”

        พอท่าทีรองบัญชาการเป็นเช่นนั้น เหล่าชายร่างใหญ่เหล่านั้น ก็รู้สึกผ่อนคลายจากบรรยากาศตึงเครียดเมื่อสักครู่ พวกเขาเร่งม้ากันอย่างไว เพื่อไปดูให้รู้ว่าท่านนั้นของบ้านสกุลตู้ยังอยู่หรือไม่

        จวนของสุดยอดห้าสกุลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองสือเฉิง ล้วนก่อสร้างอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ทว่าบริเวณข้างหน้าของด้านข้างประตูใหญ่บ้านสกุลตู้ที่โอ่อ่าหรูหรามีภูเขาร้างอยู่ ทำให้ยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษจนเป็นที่จับจ้องของผู้คน

        ภูเขาร้างตรงนั้นให้จะว่าไปก็แปลก แม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น นกก็ไม่บินผ่าน จะงู หนู มดหรือพวกแมลงอะไรก็ไม่เข้าใกล้ตลอดทั้งปี ราวกับเป็นสถานที่ต้องสาป แม้กระทั่งคนในบ้านสกุลตู้ก็มองว่าเป็นสถานที่อัปมงคลสมควรหลีกเลี่ยง

        ว่ากันว่าทีแรกประตูหน้าของบ้านสกุลตู้หันหน้าเข้าใกล้เนินภูเขาลูกนั้นมาก แต่เพราะมีสถานที่อัปมงคลนั่นอยู่ คนของบ้านสกุลตู้จึงคะยั้นคะยอให้เปลี่ยนทิศประตูหลักไปข้างหน้ามาสิบปีกว่าแล้ว

        ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บ้านสกุลตู้ที่แต่เดิมเป็นเพียงสกุลสายสามก็เริ่มผงาดขึ้นมามีอิทธิพลในเมืองสือเฉิง เรื่องนี้ทำให้ผู้คนยิ่งเชื่อว่าภูเขาร้างลูกนั้นเป็นสถานที่อัปมงคล ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้มันยิ่งขึ้นไปอีก

        ภูเขาร้างดั่งสถานที่แห่งความตาย ไร้หญ้าสีเขียว สายน้ำแห้งเหือด บนพื้นมีแค่หินและทราย

        บนภูเขาร้างกลับมีแท่นศิลาครึ่งแท่นตั้งตระหง่านอยู่ แท่นศิลาครึ่งที่เหลือก็น่าจะถูกฝังอยู่ในภูเขาร้าง

        แท่นศิลาครึ่งแท่นตั้งเด่นอยู่บนภูเขาร้างมีขนาดใหญ่มโหฬาร น่าจะสูงถึงสามจั้งเลยทีเดียว ทั้งแท่นมีรอยด่าง ไม่รู้ว่าสร้างมานานกี่ปีแล้ว ที่แน่ๆ คือบ้านสกุลตู้ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าแท่นศิลานี้มีมานานแค่ไหนแล้ว แต่เล่าลือกันว่า แท่นศิลานั้นมีมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลแล้ว (1 จั้ง = 333.33 ซม.)

        อาจเพราะแท่นศิลาถูกสร้างมานานหลายปีแล้ว พื้นผิวบนแท่นศิลาจึงมีรอยแตกขูดขีดกระจายอยู่ทั่ว

        คนในบ้านสกุลตู้ไม่ได้สนใจแท่นศิลานั้นอีก และยิ่งกว่านั้นแท่นศิลาก็อยู่บนภูเขาร้างอัปมงคลนั่นอีก ดังนั้นแทบจะไม่มีผู้ใดไปสนใจมัน

        ได้ยินว่าเคยมีผู้แกร่งกล้าเข้าไปตรวจสอบแท่นศิลานั้นแล้ว พบว่าเป็นแท่นศิลาที่แสนจะธรรมดา ไม่มีความพิเศษใดๆ เลยสักนิด

        ทว่าแท่นศิลาก็มีเรื่องพิเศษอยู่นิดหน่อย เมื่อครั้นที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองครั้งนั้นที่ผ่านมายังไม่เกินสิบปี ตู้เซ่าฝู่ คุณชายน้อยผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากบ้านสกุลตู้ ขณะที่เขายืนเหม่อลอยอยู่ข้างหน้าแท่นศิลานั้น ก็มีสายฟ้าผ่าลงมาที่แท่นศิลา ปรากฏว่าแท่นศิลาไม่เป็นอะไร ตู้เซ่าฝู่ที่ยืนอยู่หน้าแท่นศิลากลับสลบเหมือดเพราะฟ้าผ่าถึงสามวันสามคืนจึงฟื้น

        “โธ่ เจ้าทึ่ม…ท่านผู้นั้นยังอยู่อีกหรือ นี่ก็วันที่สิบสามแล้วนะ”

        “ค่าจ้างครึ่งเดือนต้องเสียให้กับเงินพนันไปเสียแล้ว วันที่เหลือของเดือนนี้คงใช้ชีวิตลำบากแล้วสิทีนี้ พอถึงตอนนั้นต้องให้ข้ายืมเงินไปใช้ดำรงชีพยามฉุกเฉินด้วยล่ะ”

        ถึงเวลาอาทิตย์อัสดง ขณะเดียวกันที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านสกุลตู้ กลุ่มบุรุษกำยำร่างใหญ่จ้องมองเงาเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่อยู่หน้าแท่นศิลาบนภูเขาร้างจากที่ไกลๆ ด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจ บ้างก็สีหน้าดีใจ บ้างก็สีหน้าผิดหวัง

        คนที่พนันชนะก็ดีใจ คนที่แพ้ก็ต้องเสียเงินห้าเสวียน จะเซ็งก็เป็นเรื่องปกติ

        ใครจะรู้ว่าคนที่ทั้งบ้านสกุลตู้มองว่าเป็นจอมทึ่ม คราวนี้กลับทำลายสถิติเดิมได้ เขายืนอยู่หน้าแท่นศิลานั้นไม่หลับไม่นอนตั้งสิบสามวัน

        “ไปเถิด ฟ้าจะมืดแล้ว พรุ่งนี้นายน้อยกับคุณหนูหลายท่านต้องไปร่วมการทดสอบในงานรับสมัครองครักษ์อีก จะให้เกิดข้อบกพร่องใดๆ ไม่ได้”

        ตู้ฉีเบนสายตาออกมาจากแท่นศิลา แอบถอนหายใจเบาๆ พรุ่งนี้รับสมัครองครักษ์ จุดประสงค์จริงๆ เพื่อฝึกฝีมือลูกหลานของบ้านสกุลตู้ด้วย ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพียงแต่ท่านนั้นที่อยู่บนภูเขาร้าง แม้ว่าเขาก็เป็นคุณชายน้อยของบ้านสกุลตู้ แต่การฝึกฝีมือพรุ่งนี้ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย และเกรงว่าจะไม่เกี่ยวตลอดไป แม้มีศักดิ์เป็นถึงคุณชายน้อย แต่ก็แตกต่างกับคุณชายน้อยและคุณหนูคนอื่นโดยสิ้นเชิง

        “เจ้าทึ่มนั่นยังยืนอยู่ตรงนั้นอยู่เลย วันที่สิบสามแล้วนี่ นับวันยิ่งทึ่มขึ้นเรื่อยๆ”

        “ได้ยินมาว่าเชิญหมอชื่อดังมารักษาตั้งหลายท่านแล้ว กลับไม่ได้ผลเลยสักนิด คงรักษาไม่ได้แล้วล่ะ”

        นอกบ้านสกุลตู้ พวกบ่าวและสาวใช้ผ่านไปผ่านมาแหงนมองไปที่ภูเขาร้างอยู่บ่อยๆ ต่างถอนหายใจแสดงสีหน้าว่ารู้สึกเสียดาย ได้เกิดมาเป็นคุณชายน้อยทั้งที ควรได้มีชีวิตหรูหราสุขสบาย แต่กลับต้องมาเป็นจอมทึ่มเช่นนี้

        ฟ้ามืดลงเรื่อยๆ ค่อยๆ เลยเวลาโพล้เพล้ไป  ยังเห็นสีแดงระเรื่อจางๆ ที่พระอาทิตย์อัสดงทิ้งเอาไว้ เป็นแสงจางๆ สุดท้ายก่อนดับหายไป จากนั้นผืนฟ้าและแผ่นดินก็มืดมิดลง

        ข้างหน้าแท่นศิลา มีบุรุษหนุ่มสวมชุดสีม่วงดูมีสง่าราศีนั่งขัดสมาธิอยู่ ดูแล้วอายุน่าจะประมาณสิบห้าสิบหก มีใบหน้าละอ่อน คิ้วดกหนาคมเข้ม ดูแล้วมีความอดทนและตั้งมั่นมากกว่าคนอายุเท่ากัน ตาสองข้างของเขาปิดอยู่

        ชายหนุ่มคนนี้ชื่อตู้เซ่าฝู่ หน้าตากิริยาดูไม่เลว หากไม่ใช่คนในเมืองสือเฉิง คงจินตนาการไม่ออกว่าเหตุใดจึงถูกคนอื่นเรียกว่าเจ้าทึ่ม

        บนท้องฟ้าสีครามในยามรัตติกาล เหล่าดวงดาราค่อยๆ ปรากฏพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวซ่อนอยู่บนท้องนภา ดูคล้ายมีดโค้งคมกริบที่สะท้อนใบมีดสีขาวอันบริสุทธิ์

        ยามราตรีมีแค่ความเงียบสงัด ทุกคนในบ้านสกุลตู้ต่างกำลังหลับสนิท ไม่มีผู้ใดสนใจชายหนุ่มที่อยู่บนภูเขาร้างต้องสาปนั่นแล้ว

        แท่นศิลาโบราณตั้งตระหง่านอยู่ในห้วงแสงจันทร์ ดูแล้วน่าพิศวงอย่างมาก

        “โครม!”

        ทันใดนั้น รอยแตกขูดขีดบนแท่นศิลาโบราณเริ่มมีแสงเปล่งออกมา รอยแตกแยกออกจากกันขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งภูเขาร้างสั่นเบาๆ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีผู้ใดเห็น หากเห็นก็คงตะลึงอ้าปากค้างกันแน่

        “ครืนๆ”

        ในที่สุด แท่นศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านมาหลายปีมีรอยแตกร้าวเป็นทางขึ้นเรื่อยๆ แสงที่ลอดออกมาจากรอยแตกสว่างจ้ายิ่งขึ้น กลายเป็นแสงม่านโอบล้อมกายตู้เซ่าฝู่ จากนั้นแท่นศิลาทั้งแท่นล้มครืนชั่วพริบตา กลายเป็นกองเศษหินบนภูเขา

        “ฉึกๆ!”

        จากนั้นแสงก็หายไป ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ข้างหน้าแท่นศิลาลืมตาพรึ่บ มีรังสีแผ่ออกมาจากตาทั้งสองรอบทิศทาง เป็นดั่งแสงฟ้าแลบท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลมปราณที่สั่งสมมาจากโบราณพุ่งกระจายมาจากหนุ่มร่างผอมบาง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปสู่บริเวณรอบๆ

        “ฟู่!”

        พลังปราณมืดพ่นออกมาจากทางปาก ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเล็กๆ อย่างพึงพอใจ ค่อยๆ ถอนหายใจยาวออกมา แล้วพูดว่า “ผ่านมาสิบปี ในที่สุดก็ข้าเข้าใจกระบวนวิชาแรกแล้ว!”

        ——————–

        (***เสวียน = สกุลเงิน)


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)