0 Views

        เวลานี้ ตำแหน่งของสุสานโบราณเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ระเบิดสองครั้งติดต่อกัน พื้นผิวหลายแห่งได้ปริแตกร้าวออกมา รอยแตกเป็นเส้นๆ แนวตั้งแนวขวางสลับไปมา

        หลี่โหยวกระโดดขึ้นจากพื้นทันที ไม่เพียงแต่เขา ผู้ชายที่ถูกขนานนามว่าอาอู่ก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น! ทำไมใช้ระเบิดในสุสานโบราณ! ไอ้หวังถงสารเลวนั่น ทำไมถึงได้ไม่รู้หนักเบาเช่นนี้?!”

        เสียงของอาอู่เข้มงวดดุดัน ฝูงชนได้ยินวาจานั้นต่างมิกล้าส่งเสียง เพียงแต่ดูตำแหน่งที่ระเบิดอย่างค่อนข้างเครียด ทุกคนต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญเคยชินในการใช้อาวุธร้อน ชัดเจนว่าคนข้างในใช้ C4 นอกจากนี้ยังไม่เชี่ยวชาญตำแหน่งการระเบิดอย่างแน่ชัด ยิ่งคล้ายจุดระเบิดท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มที่เก่งกล้าดังกล่าวนี้ ดังนั้น ทุกคนต่างไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในสุสานโบราณ คนส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อ C4 ได้เกิดระเบิดขึ้น คนในสภาพแวดล้อมที่แคบเล็กแทบจะไม่มีใครโชคดีที่สามารถรอดชีวิตได้

        “ให้คนลงไปดูว่าที่แท้แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น” อาอู่ยังโกรธจัดเต้นเป็นไฟ แต่ผู้หญิงที่เคยพูดกับหลี่โหยวก่อนหน้านี้กลับเอ่ยปากพูดขึ้น

        อาอู่จึงได้ระงับอารมณ์เอาไว้ พยักหน้าหงึกๆ เลือกสองสามคนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าลงไปในทางเดินสุสาน ก่อนจากกัน อาอู่ขมวดคิ้วคราหนึ่ง โบกมือให้ม่อเหลียนเฉิงเข้ามา กล่าวว่า “พวกเจ้าสามคนหรือ ก็ลงไปดูสักหน่อย” น้ำเสียงมิอาจต่อต้านได้ง่าย

        บนใบหน้าม่อเหลียนเฉิงฉายความขมขื่นกระแสหนึ่งแวบผ่านไป แต่ไม่กล้าปฏิเสธ เลยหันกลับไปมองหลี่โหยวและสือกว่างเซิง

        หลี่โหยวถอนหายใจอีกครั้ง จากนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีอนาคตดีมากกลายเป็นโจรปล้นสุสาน อาชีพเฉพาะด้านก็กลายเป็นโจรปล้นสุสานระดับดินปืนเถ้าถ่าน ชีวิตคนนี่ตกต่ำดิ่งเร็วไปบ้าง เขายิ้มอย่างขมขื่น แล้วกล่าวกับหลินจื่อที่เฝ้าดูอยู่ข้างกายเขาว่า “น้องหลินจือ ข้างล่างดูไปแล้วอันตรายมาก สามารถยืมปืนของน้องใช้สักครั้งได้ไหม?” ฟังจากน้ำเสียง หลินจือเป็นคนเหอหนาน เพื่อทำตัวให้ใกล้ชิด หลี่โหยวยังห่อลิ้นฝึกสำเนียงเหอหนานของสือกว่างเซิง แต่กลับไม่ได้เรียนรู้ให้ชำนาญ ฟังขึ้นมาแล้วแปลกเป็นพิเศษ

        แต่หลินจือกลับแกว่งด้ามปืนของเขา กล่าวว่า “คิดซะหรู ไสหัวไป!”

        หลี่โหยวถูกตอกกลับซะหน้าหงาย ส่ายหน้าอย่างจนใจ ด้านหน้าได้มีโจรปล้นสุสานติดอาวุธครบมือห้าคนกระโดดลงไปในทางเดินสุสานแล้ว เขา ม่อเหลียนเฉิง และสือกว่างเซิงยังชักช้าลังเล พยายามที่จะตามหลังสุด แต่กลับถูกผลักดันให้ไปเดินอยู่หน้าสุดของแถว

        “อ้อมเป็นวงกลมไปหนึ่งวงแล้ว ยังคงกลับมา…” สือกว่างเซิงกล่าวพึมพำเสียงสั่น หลี่โหยวไม่ได้พูดอะไร อึดอัด ดวงตากลิ้งไปมามองดูรอบๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวม่อเหลียนเฉิง การแสดงออกของม่อเหลียนเฉิงหลังจากถูกจับเป็นเชลยแล้ว หลี่โหยวชัดเจนมาก ม่อเหลียนเฉิงที่ดูไปแล้วเหมือนจะเข้ากับคนได้ง่ายปากไร้หูรูด แต่ในความเป็นจริงกลับมีความคิดความอ่านลึกซึ้งมาก สิ่งที่ปกปิดมีมากเกินไปจริงๆ คนในเมืองปกติ ไหนเลยจะซ่อนอะไรในใจไว้มากมายขนาดนั้น สิ่งเหล่านี้ ทำอย่างไรก็มิอาจใช่คำเดียวของเขาว่า “เดิมฉันไม่เชื่อ” ก็สามารถปาดเช็ดออกไปอย่างสบายเบาๆ ได้

        ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น หลี่โหยวยังคิดว่าสุสานราชวงศ์ถังแห่งนี้เป็นเพียงกลุ่มนกต่อปล่อยออกมาเท่านั้น เป้าหมายเพื่อล้วงความลับของม่อเหลียนเฉิงออกมา แต่จู่ๆ ข้างในสุสานโบราณก็ระเบิด กลับทำให้เขาล้มเลิกความคิดที่ได้วางแผนไว้ในใจ ถ้าคนกลุ่มนี้ควบคุมทุกอย่างแล้วจริงๆ น่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้น

        ที่ทำให้หลี่โหยวรู้สึกประหลาดใจคือผู้หญิงคนนั้นในกลุ่ม ซึ่งยังตามข้างหลังทุกคนลงไปที่สุสานโบราณ ฟังจากปากของกลุ่มโจรปล้นสุสานทำให้ได้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ชื่อหลิงหลง เป็นบุคคลแห่งคลังสติปัญญาของไอ้เจ้าคนกลุ่มนี้ ในความเป็นจริงก็ยังเป็นมือหนึ่งด้วย

        สีหน้าหลิงหลงไม่สามารถเห็นชอบโกรธออกมาได้ สงบสุขในน้ำ แต่หลี่โหยวกลับสังเกตเห็นว่าโจรปล้นสุสานหลายคนรอบตัวหลิงหลงกลับมีสีหน้าตึงเครียด ไม่แสดงออก เว้นระยะห่างออกจากเธอสองเมตร เห็นได้ชัดว่าโจรปล้นสุสานเหล่านี้ไม่ได้กลัวอันตรายในสุสานโบราณ แต่เป็นผู้หญิงที่ดูไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ซึ่งอยู่ข้างกาย

        ด้านล่างทางเดินสุสานเต็มไปด้วยกลิ่นที่น่ารังเกียจ ที่ทำให้ผู้คนอยากอาเจียน กลิ่นนี้มาจากส่วนผสมของหนอนแมงป่องที่ไหม้สุกจนเกรียม น้ำมันเบนซินและควันดินปืน พวกเขาถูกไล่ลงไปอยู่ทางเดินสุสาน เร่งรีบจริงๆ หลี่โหยวไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะถามหาหน้ากากป้องกันพิษจากพวกเขา

        และบรรยากาศของสุสานโบราณก็เปลี่ยนเป็นน่าขนลุกมาก นอกจากเสียงฝีเท้าแล้ว ก็เป็นเสียงหายใจอย่างหนักหน่วงของสมาชิกทั้งหลายในทีม หลายครั้งที่หลี่โหยวคิดจะเอ่ยปากพูด แต่ล้วนถูกผู้ติดตามด้านหลังใช้ปากกระบอกปืนปิดกั้นไว้ทันที หลังจากถูกทำให้กลัวไปหลายครั้ง หลี่โหยวก็ซื่อสัตย์ขึ้นมา ติดตามหลังม่อเหลียนเฉิงอย่างซื่อสัตย์

        ครั้งนี้ม่อเหลียนเฉิงเปลี่ยนเป็นเงียบสงบไร้คำพูด เขาตัวสั่นงันงก ได้นำหลี่โหยวและคนอื่นๆ ผ่านบ่อระบายน้ำไปแล้ว เมื่อเดินถึงตำแหน่งของบ่อระบายน้ำ กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลี่โหยวเต้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้คราหนึ่ง ครั้งนี้หกล้มลงไปไม่เบา ทำให้เขารู้สึกว่า “ก้าวพลาดคราเดียวสำนึกแค้นเคืองไปพันปี หวนคืนมาก็ผ่านพันปีไป” แม้ว่าเขาก็รู้สึกด้วยว่า ความรู้สึกใจกว้างเหล่านี้ออกจะตื่นเต้นและรู้สึกประหลาดใจไปบ้าง

        หลังจากผ่านบ่อระบายน้ำแล้ว ภายในทางเดินสุสานสำหรับหลี่โหยวแล้วเป็นสถานที่ใหม่ทั้งหมด เขาได้พบอย่างรวดเร็วว่ายิ่งเดินเข้าไปข้างในทางเดินสุสานก็เปลี่ยนเป็นเอียงลาด รู้สึกว่าทางข้างในลาดลงไปราวกับเดินลงเนิน เดินไปเกือบยี่สิบเมตร หลี่โหยวรู้สึกพื้นดินราบกว้างขึ้นมา แต่รอบๆ กลับเป็นเศษอิฐหินชิ้นๆ อิฐหินขนาดใหญ่แหลกละเอียดตกทั่วพื้น ผนังกำแพงของทางเดินสุสานแตกร้าวเป็นชิ้นๆ และยังไม่พังทลายยุบลง ช่างเป็นเทคนิคที่น่าอัศจรรย์

        กลิ่นฉุนอันหนาแน่นของควันดินปืนแตะจมูก รสชาติที่ฉุนแรงทำให้คนหลั่งน้ำมูกน้ำตาออกมาอย่างอดไม่ไหว

        “ระวัง” ม่อเหลียนเฉิงที่เดินหน้าสุด สีหน้าหนักใจ ลมหายใจก็เปลี่ยนเป็นขุ่นมัวขึ้นมา โบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนที่อยู่เบื้องหลังอย่าได้ข้ามไปเร็วขนาดนั้น

        ด้านหน้าไม่ไกลก็เป็นห้องหลักของสุสานแล้ว ม่อเหลียนเฉิงยืนอยู่หน้าสุด สามารถเห็นโลงศพในห้องสุสาน แต่ตอนนี้ที่ดึงดูดม่อเหลียนเฉิงกลับไม่ใช่โลงศพ แต่เป็นพื้นผิวที่อยู่รอบๆ

        บนพื้นดินไกลใกล้มีสองคนครึ่งล้มอยู่ กล่าวว่าสองคนครึ่ง เพราะคนหนึ่งนั้นที่ใกล้โลงศพได้ถูกระเบิดร่างไปครึ่งท่อนแล้ว เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เศษอวัยวะเนื้อเลือดสาดกระเซ็นกระจายไปทั่วพื้นรอบๆ ดูไปแล้วน่าสังเวชมิอาจทนดูได้

        สองคนที่ไกลออกไปอีกเล็กน้อย คนหนึ่งหงายล้มลงกับพื้น คนหนึ่งงอตัวฟุบกับพื้นโค้งเหมือนกุ้งตัวหนึ่ง ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด ดูจากลักษณะแล้วล้วนได้ตายไปแล้วพักหนึ่ง

        นอกจากนี้ยังไม่พบอันตรายใดๆ เพิ่มมากขึ้นอีก ในใจม่อเหลียนเฉิงรู้สึกแปลกๆ หลี่โหยวเอียงศีรษะก็ได้เห็นสภาพที่เกิดขึ้นในสุสานห้องหลัก หลังจากเห็นฉากนี้เขาคิดอยู่สักพัก แล้วเอ่ยปากกล่าวว่า “พี่ม่อ พื้นที่อื่นๆ ในห้องสุสานน่าจะปลอดภัยกว่า อันตรายอยู่ในโลงศพ หรือข้างๆ โลงศพ” หลี่โหยวพูดลดลูกคอลง แต่ในพื้นที่ว่างเปล่าและเงียบงันตายสนิท ผู้ที่มองอยู่ข้างหลังก็ได้ยินสิ่งที่เขาพูดอย่างชัดเจนเป็นธรรมชาติ

        “ว่าไงนะ?” ม่อเหลียนเฉิงรู้สึกแปลกระคนตกใจ

        นี่ไม่ใช่คำพูดเหลวไหลหรือ ในใจหลี่โหยวรู้สึกโต้แย้งสักพัก แต่ก็อธิบายอย่างอดทนว่า “เพราะคนที่ใกล้โลงศพจุดระเบิด จึงพูดได้ว่า เขาน่าจะพบเห็นอันตราย จึงได้ตอบสนองเช่นนี้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว…”

        ใบหน้าของม่อเหลียนเฉิงพลันกระจ่างแจ้ง เขากำลังจะยกนิ้วโป้งขึ้นมา แต่กลับได้ยินเสียงเย็นเยียบจากด้านหลังเสียก่อน “หลีกไป ข้าจะไปดูเอง!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)