0 Views

        ผู้ถือปืนเป็นวัยรุ่นที่ดูไปแล้วยังอายุน้อยกว่าหลี่โหยว ดูสีหน้าท่าทางหงุดหงิดมานานแล้ว หลี่โหยวยังไม่ได้สติกลับมา แสงที่จ้ากลุ่มหนึ่งก็ได้สาดลงบนใบหน้าของเขา ประกายแสงอันจ้าขาวได้ทำให้ดวงตาของเขาเปิดไม่ขึ้น น้ำตายิ่งไหลพรากพรั่งพรูออกมากลั้นไว้ไม่อยู่ ตามมาด้วยเชือกเส้นหนึ่งก็ตกลงมาบนตัวเขา ร่างเขากระชับขึ้นแล้วก็ถูกดึงขึ้นไป หลังจากนั้นก็ถูกมือเท้ามากมายยึดไว้

        “พวกนายเป็นใคร?” หลี่โหยวกลัวมาก ถามไปหนึ่งคำถาม

        “เสี่ยวโหยว อย่าดิ้นรน…” เสียงที่อ่อนแอของม่อเหลียนเฉิงดังมาจากด้านข้าง หลี่โหยวหรี่เปิดดวงตาที่ยังคงหลั่งน้ำตาออก เห็นสือกว่างเซิงและม่อเหลียนเฉิงเขียวบวมไปทั่วหน้า ทั่วร่างล้วนเต็มไปด้วยรอยเท้า ดูเหมือนว่าทั้งสองขณะถูกควบคุมตัวยังได้รับการซ้อมหนักมาหนึ่งยกแล้ว

        “อย่าส่งเสียง” สือกว่างเซิงสีหน้าเต็มไปด้วยความสลดผิดหวัง กระซิบบอกหลี่โหยวประโยคหนึ่ง “บนตัวคนเหล่านี้ล้วนพกอาวุธ ปืนไรเฟิล 81 ชุดเดียวกัน ถ้าเจอกระสุนเข้าไปนัดเดียวก็ต้องจบเห่” ดีร้ายอย่างไรสือกว่างเซิงก็มาจากกองทัพ มองปราดเดียวก็ดูอาวุธของผู้ที่มาซึ่งพกไว้ออก

        ได้ยินดังนั้น หลี่โหยวพยายามอย่างหนักกะพริบตาที่เจ็บเมื่อย มองดูสถานการณ์รอบๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสูดอากาศหนาวเหน็บเข้าไป

        ข้างกายเขาถูกรายล้อมไปด้วยคนห้าคน สูงเตี้ยอ้วนผอมไม่เหมือนกัน แต่มีชีวิตชีวามาก สวมชุดหมีสีเทาบนร่าง เอวแขวนพลั่วทหารช่างหนึ่งปื้น ยังมีมือกะทัดรัดสองมือ ในมือกำปืนไรเฟิล 81 อุปกรณ์จัดเตรียมจากกองทัพ รังสีการสังหารคุกรุ่น

        นี่มันเป็นโจรปล้นสุสานอะไรกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นหน่วยรบขนาดเล็กกองหนึ่ง! หลี่โหยวสมองค่อนข้างมึนงงไปบ้าง ตอนนี้โจรสุสานได้กลายเป็นทหารกันหมดแล้วหรือ? เขาแอบคิดอย่างลับๆ

        ทั่วทางเดินสุสานไหม้ดำ บนพื้นดินเต็มไปด้วยซากไหม้เกรียมของหนอนแมงป่อง ด้านข้างยังมีอุปกรณ์ที่เผาไหม้สองชิ้น เห็นได้ชัดว่าหนอนแมงป่องทั้งหมดถูกเผาตาย ได้เห็นฉากนี้หลี่โหยวก็ยิ่งขวัญหนีดีฝ่อมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มนี้ได้ติดอาวุธครบครัน เกินขอบเขตของการเป็นผู้ปล้นสุสานอย่างชัดเจน เขาถึงกับสงสัยว่านี่เป็นหน่วยรบพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนจากเขาฉินหลิ่งในส่วนลึก หรือว่าบางคนในกองทัพก็คิดจะหาเงินรายได้พิเศษจากภายนอก ส่งออกหน่วยที่หรูหราเช่นนี้มาปล้นสุสาน?

        หลี่โหยวรีบส่ายหน้าแล้วโยนความคิดที่ไร้สาระน่าขันนี้ออกไปจากสมอง ผู้ที่มาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก หนึ่งในพวกเขาโบกมือให้ ก็มีสองคนคุมหลี่โหยวและคนอื่นๆ ออกจากสุสานโบราณ และส่วนที่เหลือหลายคนก็เดินเข้าไปในส่วนลึกของสุสาน ดูท่าทีพวกเขาก็มุ่งหน้ามายังสุสานของราชวงศ์ถังแห่งนี้ด้วย

        ห้องด้านข้างพังทลายลงได้ถูกระเบิดเปิดออกอย่างสมบูรณ์ ปากทางกว้างขวางไร้เทียมทาน เพียงแต่ปากทางเปิดส่วนหนึ่งของทางเดิน ตุนเต็มไปด้วยเถ้าไหม้ของหนอนแมงป่องสะสมสูงครึ่งฟุตเหนือพื้นดิน ดูเหมือนว่าหนอนแมงป่องตกใจจากระเบิด หลังจากนั้นกรูกันมาที่ต้นกำเนิดของระเบิด เพื่อเตรียมให้บทเรียนที่ลึกซึ้งแก่ผู้ที่มาโจมตีเหล่านี้ แต่พวกมันไม่รู้ว่าก้ามคีมและตะขอพิษของพวกมัน ภายใต้การโจมตีของอาวุธร้อนของมนุษย์ กระทั่งสัญลักษณ์การโจมตีบุกรุกยังไม่ทันได้ก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่าง ก็ได้ถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว

        “อาอู่ เราจับโจรน้อยสามคนที่ด้านล่างได้” ไอ้หนุ่มนั่นที่ใช้ด้ามปืนแทงหลี่โหยว ดึงเชือกที่มัดตัวหลี่โหยวไปข้างหน้าเหมือนจูงแกะปานนั้น เริ่มตะโกนไปยังป่าละเมาะแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากสุสานโบราณ

        “โอ๊ะ?” เสียงผู้ชายทุ้มต่ำดังขึ้นมา “พามาดูซิ”

        หลี่โหยวถูกเตะที่ก้นหนึ่งที ไอ้หนุ่มน้อยนั่นพูดว่า “รีบเดิน ชักช้าพิรี้พิไร คิดอยากตายแล้วหรือ?” หลี่โหยวรีบเร่งฝีก้าว ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงที่อยู่ด้านข้างยิ่งดุจลมปานนั้น วิ่งเร็วเหมือนสายลมพักหนึ่ง ดูไม่ออกว่าบนตัวพวกเขายังมัดเชือกไว้

        คาดไม่ถึงว่าด้านข้างป่าละเมาะยังมีสิบกว่าคน เห็นกลุ่มหลี่โหยวไม่กี่คน ยังไม่มีใครมองมาที่พวกเขาตรงๆ ต่างคนต่างทำงานของตัวเอง

        แม้ว่าเป็นคืนที่มืด แต่หลี่โหยวได้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนกลุ่มนี้ยังมีผู้ชายซึ่งมีใบหน้าชาวตะวันตกสองสามคน เครารุงรังบนใบหน้า ทั่วร่างกล้ามเป็นมัดๆ ดูปุ๊บก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี มีสองคนกำลังซุบซิบอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นไม้ ได้เห็นสามคนถูกคุมตัวเดินเข้ามา ก็รีบหยุดคุยกันทันที สายตามองไปยังร่างคนทั้งสามแล้ว

        ใต้ต้นไม้เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ผู้ชายดูไปแล้วอายุสามสิบสี่ปี หรืออาจจะห้าสิบก็ไม่แน่นัก เพราะผู้ชายไว้หนวดสั้นทั้งหน้า มองไปแล้วดูหยาบกร้าน ดวงตาสดใสมาก ดูเหมือนจะส่องประกายได้ในยามค่ำคืน มองอย่างไรก็ไม่เหมือนคนมีอายุมาก

        ส่วนผู้หญิงคนนั้นยิ่งดูเด็กกว่า ดูอย่างไรก็เหมือนอายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี ท่าทางไม่นับว่างดงาม แต่ดูดีทีได้เห็น ผมสั้นทั้งศีรษะ ลักษณะติดอาวุธครบครัน ผ่าเผยสง่างาม

        “ไอ้หนุ่ม คาดไม่ถึงว่าจะกล้าคิดปล้นสุสานของราชวงศ์ถังแห่งนี้ ขวัญกล้าไม่น้อย ยังกล้าพาลูกมือมาช่วยปล้นสุสาน…คาดไม่ถึงยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้” อาอู่มองสามคนอย่างพิจารณาสองสามครั้ง หลังจากนั้นก็หยุดสายตาลงบนร่างหลี่โหยว เสียงของเขาถึงกับสงบมาก

        หลี่โหยวไม่ส่งเสียงและยังสงสัยอยู่บ้าง การปล้นสุสานครั้งนี้ เดิมเขาก็แค่มาซื้อซีอิ๊วเท่านั้น คนออกความคิดล้วนเป็นม่อเหลียนเฉิง ทำอย่างไรก็ไม่ถึงคราวที่เขาได้พูด แต่เห็นประกายตาอาอู่ค่อนข้างแปลก หลี่โหยวเงยหน้าขึ้นมองไปยังม่อเหลียนเฉิง

        เมื่อได้เห็นไอ้หมอนี่ คางของหลี่โหยวเกือบจะตกลงมา คิดไม่ถึงไอ้หมอนี่หัวหดทันที แกล้งทำเป็นโง่ แววตาอันชาญฉลาดตามปกติได้หายไปตั้งนานแล้ว กลายเป็นลักษณะเซ่อซ่าน่าเบื่อ ส่วนสือกว่างเซิงไอ้เจ้านี่ยิ่งทำท่าอ้าปากหวอทันที น้ำลายแทบจะหกออกมาแล้ว มองอย่างไรก็เหมือนคนปัญญาอ่อน…มิน่าท้ายสุดอาอู่ถึงกลับมาถามหลี่โหยว

        “ผม ผมรู้สึกว่า นี่เป็นการเข้าใจผิดเรื่องหนึ่ง…” หลี่โหยวกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “คุณอย่าได้หลงกลไอ้หมอนี่สองคนเด็ดขาด ก่อนหน้านี้ก็เป็นพวกเขาสองคนหลอกให้ผมมาปล้นสุสาน!” ไอ้ชั่วช้าสารเลวสองคนนี่ช่างไร้ความพิถีพิถัน หลี่โหยวก็ไม่สนใจคุณธรรมแล้ว บอกทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขารวดเดียวออกมาหมด ถูกขโมยกระเป๋าสตางค์และใบสำคัญบนรถไฟยังไง หลังจากลงรถไฟแล้วก็ยังถูกหลอกมายังซอกหลืบภูเขาแห่งนี้…

        อาอู่ฟังแล้วตกใจระคนแปลกใจทั้งหน้า ส่วนผู้หญิงคนนั้นที่อยู่ข้างๆ เขา ได้ฟังหลี่โหยวคุยเรื่องที่น่าโกรธน่าเศร้าของตัวเอง จึงฝืนยิ้มให้ แต่ไหล่กลับกระตุกๆ เห็นได้ชัดว่าถูกเขายั่วให้ขบขันจากประสบการณ์ที่น่าทึ่งของเขาเข้าแล้ว

        “เสี่ยวหลี่ ในการเป็นผู้เป็นคนต้องมีจิตใจที่ดีงามกว้างขวาง ไหนเลยที่ข้าจะไม่ให้เงินเดือนเอ็ง ไม่ใช่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่า ครั้งนี้รายได้พวกเราแบ่งเอ็งสามสิบเปอร์เซ็นต์หรือ…” เห็นหลี่โหยวยิ่งพูดยิ่งออกแรง ระบายความโกรธอะไรใส่เขาหลายที แกล้งโง่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จึงรีบส่งเสียงโต้แย้ง

        “พอที” อาอู่ตวาดเสียงต่ำ ไม่โกรธแต่เปี่ยมอำนาจ “เจ้าชื่อม่อเหลียนเฉิงสินะ บอกมา พวกนายทำไมจึงคิดปล้นสุสานโบราณแห่งนี้? สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่โจรน้อยธรรมดาทั่วไปจะหาพบได้”

        ม่อเหลียนเฉิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง รู้ว่าในที่สุดแล้วเขาไม่สามารถหลบพ้นได้ เขาจ้องถลึงตาไปที่สือกว่างเซิงซึ่งยังน้ำลายไหลยืดอยู่ สือกว่างเซิงรีบปาดน้ำลายทิ้ง กลับสู่ปกติแล้ว

        อย่างไรก็ตาม คำสารภาพของม่อเหลียนเฉิงที่ได้อธิบายแก่หลี่โหยวในสุสานโบราณเกือบไม่ต่างกัน แต่ยิ่งละเอียดกว่าเล็กน้อย อย่างน้อยในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่า พ่อค้าวัตถุโบราณที่มอบหมายให้เขาปล้นสุสานคนนั้นแซ่หลู่ และให้เขาเข้าไปในสุสานโบราณเพื่อหากล่องใบหนึ่ง รู้เพียงว่ากล่องใบนั้นวางอยู่ในโลงศพ แต่สิ่งที่อยู่ในนั้น ม่อเหลียนเฉิงกลับไม่รู้

        ได้ยินดังนั้น สีหน้าอาอู่กลับหนักหน่วงแช่แข็งทันที หลังจากสบตากับผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ไปแวบหนึ่ง ก็กล่าวว่า “คนนั้นชื่อหลู่เชียนชิวใช่ไหม?”

        “คุณรู้ได้ยังไง?” สีหน้าม่อเหลียนเฉิงสะพรึงกลัวทันที

        อาอู่หัวเราะแฮะๆ กล่าวว่า “นั่นก็ถูกแล้ว” อาอู่ชี้นิ้วบอกว่าคนที่อยู่ข้างๆ แก้มัดให้คนไม่กี่คนนั้น พลางดึงซองจดหมายกระดาษคราฟท์ซองหนึ่งออกมาจากอก ส่งให้ม่อเหลียนเฉิง กล่าวว่า “ข้าก็รู้จักหลู่เชียนชิวด้วยความบังเอิญ แล้วเขาก็มอบหมายให้ข้าไปทำงานชิ้นหนึ่งด้วย”

        ในใจหลี่โหยวตกใจทันที โอกาสที่จะเผชิญหน้ากันแบบนี้น้อยเกินไป หรือว่าหลู่เชียนชิวได้มอบหมายให้พวกเขามาฆ่าคนปิดปาก แต่ความคิดที่ปรากฏขึ้นมานี้ก็ได้หายไปแล้ว หลี่โหยวรู้ดีว่าถ้าไม่มีกลุ่มของอาอู่นี้ปรากฏออกมา พวกเขามีโอกาสน้อยมากที่จะรอดชีวิตออกมาจากสุสานโบราณ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมือสังหารอย่างสิ้นเชิง

        “หลู่เชียนชิวบอกว่า บรรพบุรุษของเจ้าได้สืบทอดหนังสือเล่มหนึ่ง ที่บันทึกสถานที่ตั้งของสุสานโบราณมากมายไว้” อาอู่พูดกับม่อเหลียนเฉิงว่า “ข้าคิดถามสักครา มีเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งสุสานโบราณที่มีชื่อว่า ‘หงส์เก้าพบมังกร’ บ้างไหม?”

        “หงส์เก้าพบมังกร?” สีหน้าของม่อเหลียนเฉิงเปลี่ยนไปมาก “คุณรู้จักที่นี่ได้ยังไง?”

        หลี่โหยวตบหัวของตัวเอง ม่อเหลียนเฉิงไอ้เจ้านี่ปกติดูเหมือนจะฉลาดมีไหวพริบ ทำไมในยามคับขันกลับไร้สมองแบบนี้น่ะ? ไอ้การที่ตอบแบบนี้ไม่ใช่กำลังบอกฝ่ายตรงข้ามว่า ที่นายพูดไม่ผิดสักนิดหรอกหรือ?

        “มาๆ เจ้าอ่านจดหมายก่อน แล้วเราค่อยคุยกันดีๆ” อาอู่ยิ้มอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ส่งสัญญาณให้ม่อเหลียนเฉิงนั่งลง ราวกับว่าเขาได้ทักทายต้อนรับมิตรสหายเก่ามาหลายปี ส่วนผู้หญิงข้างๆ เขาเห็นหลี่โหยวกำลังหยิกแผลที่หลังมือ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวอย่างแปลกใจว่า “นายได้รับบาดเจ็บ?” น้ำเสียงห้าวเล็กน้อย แต่แฝงความเซ็กซี่ป่าเถื่อน

        “ถูกหนอนในสุสานกัด” หลี่โหยวยิ้มอย่างขมขื่น “ผ่านการจัดการแล้ว น่าจะไม่เป็นปัญหาอุปสรรคใหญ่” แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับดูมีท่าทีแปลกๆ ยกหลังมือของหลี่โหยวดูสักพักแล้วจึงพยักหน้าเล็กน้อย พูดกับวัยรุ่นที่อยู่ข้างกายว่า “หลินจือ พอกยาสีขาวให้เขา ให้ยาเม็ดถอนพิษด้วย”

        หลินจือตอบและส่งสัญญาณให้หลี่โหยวตามเขาไป สือกว่างเซิงภายใต้สายตาข่มขู่ของเขา ก็ได้เดินไปพร้อมกับหลี่โหยวด้วย เห็นได้ชัดว่าการสนทนาของอาอู่กับม่อเหลียนเฉิง ไม่คิดอยากให้หลี่โหยวและสือกว่างเซิงรู้

        มาถึงเวลานี้ หลี่โหยวรู้สึกโล่งใจ หญิงสาวให้คนส่งยาให้เขา ซึ่งได้แสดงให้เห็นแล้วว่าชีวิตน้อยๆ ของเขาจะไม่เป็นอันตรายมาก มิฉะนั้นจะต้องเปลืองยาไปทำไม แต่เขาก็ไม่ได้รู้ชัดว่าต่อมาตนเองจะมีโชคชะตาแบบไหนที่กำลังรอเขาอยู่ ในเมื่อได้ทำเรื่องดีของอาอู่เสียไปแล้ว พวกเขาต้องไม่ปล่อยให้พวกอาชีพเดียวกับตนไปอย่างง่ายดายแน่ๆ…

        ม่อเหลียนเฉิงและอาอู่สนทนากันเร็วกว่าที่หลี่โหยวได้คิดไว้ แผลที่หลังมือเพิ่งพันเสร็จเรียบร้อย เขาก็กลับมาแล้ว แต่สภาพจิตใจดูตกต่ำหดหู่ไปบ้าง ไม่รู้ว่าอาอู่พูดอะไรกับเขา

        “เราไปไม่ได้แล้วละ” ม่อเหลียนเฉิงเอ่ยปากก็เป็นข่าวร้าย เล่าสิ่งที่เขากับอาอู่ได้สนทนากัน และทำข้อตกลงเสร็จไปแล้วให้หลี่โหยวกับสือกว่างเซิงฟังรอบหนึ่ง

        กลับกลายเป็นว่าที่แท้อาอู่เหมือนกับม่อเหลียนเฉิง ทั้งหมดถูกจ้างโดยบุคคลเดียวกัน ตามแผนเดิม ม่อเหลียนเฉิงเอากล่องออกมาจากสุสานราชวงศ์ถังก่อน หลังจากได้สิ่งที่อยู่ในนั้นแล้ว ขบวนของอาอู่จึงไปตามหาสุสานที่เรียกว่า “หงส์เก้าพบมังกร” แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขบวนของอาอู่ถูกบังคับให้ออกเดินทางมาก่อน จนไล่ตามทันสามคน แล้วยังขอให้สามคนเข้าร่วมทีมของพวกเขา ไปค้นหาสิ่งที่เรียกว่า “หงส์เก้าพบมังกร” ม่อเหลียนเฉิงจนใจ ก็ได้แต่พยักหน้าตอบตกลง

        หลี่โหยวหรี่ตาคิดเรื่องคำพูดของม่อเหลียนเฉิงครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แอบถอนหายใจว่าม่อเหลียนเฉิงหลงกลเล่ห์คนอื่นแล้วยังไม่รู้

        หลี่โหยวกล้าเชื่อเป้าหมายที่นายจ้างเชิญม่อเหลียนเฉิงมาปล้นสุสาน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในสุสานทั้งสิ้น แต่เป็นบันทึกสุสานโบราณที่บรรพบุรุษของเขาได้สืบทอดมา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในมือเขา จงใจทิ้งสุสานราชวงศ์ถังนี้ออกมา ให้เขาลองมือ

        ผลที่ได้คือพวกเขาค้นหาเบาะแสตามลายแทงจริง หากพบสุสานราชวงศ์ถังแล้ว พิสูจน์ได้ถึงความถูกต้องของข้อมูลในมือม่อเหลียนเฉิงว่ามีเต็มเปี่ยม

        การปรากฏตัวขึ้นของอาอู่และคนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลี่โหยวมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าความจริงพวกเขาได้ตามอยู่เบื้องหลังขบวนของตนเองไม่ไกล แค่รอให้พวกเขาเข้าไปในสุสานโบราณและคำนวณเวลามาช่วยได้ทันพอดี ก่อนหน้านี้แสงไฟที่หลี่โหยวบังเอิญเห็น น่าจะเป็นคนเหล่านี้ไม่เจตนาเผยออกมา

        นี่เป็นแผนการ หลี่โหยวคิดจะบอกม่อเหลียนเฉิง แต่ดูวัยรุ่นข้างตัวที่ชื่อหลินจือ เขาจึงกลืนคำพูดลงไปหลายครั้ง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)