0 Views

        หลี่โหยวไม่กล้าหายใจแรงสักครั้ง หนอนแมงป่องก็เกาะอยู่เหนือศีรษะของเขา ก้ามคล้ายก้ามปูสองข้างกำลังเคลื่อนไหวดัง “แก๊กๆ” ฟังอย่างถี่ถ้วนถึงกับได้ยินเสียงโลหะกระทบกันเล็กน้อย หางหนอนแมงป่องสะบัดไปมา ไม่รู้เมื่อไรจะตวัดฝังลงบนศีรษะของเขา ในสภาพการณ์เช่นนั้น เหมือนกับข้างกายวางลูกระเบิดไว้ซึ่งระเบิดได้ในทุกเวลา ทำให้จิตใจผู้คนเป็นห่วง ถึงแม้ว่าในใจหลี่โหยวจะบอกให้ใจเย็นไม่หยุด แต่ก็มีความกลัวที่มิอาจควบคุมได้บ้าง เหงื่อเย็นบนหน้าผากก็เริ่มหลั่งออกมา อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

        ดูเหมือนว่าหนอนแมงป่องจะพบว่าสถานที่ที่มันเองเกาะอยู่ไม่เหมาะ ข้อปล้องสั่นวุ่นพักหนึ่ง หางงอกระตุก สะบัดไปตรงหน้าหลี่โหยวอย่างแรงทันที! หางงอสีดำสนิทพลันมีขนาดใหญ่ขึ้นในตาดำของหลี่โหยว!

        “บ้าฉิบ!” ในใจหลี่โหยวรู้สึกโกรธจึงด่าออกไป ภายใต้สถานการณ์ก็ไม่รู้ว่ามีปัญญาเร่งด่วนมาจากไหน เขาสะบัดศีรษะอย่างแรง หนอนแมงป่องก็ถูกเขาสลัดทิ้งไปทันที หางงอคมกริบเฉียดหน้าผ่านไป ในใจของเขาแอบบอกว่าโชคดีหนึ่งครั้ง!

        แต่เสียงดัง “เพียะ” ครั้งหนึ่ง หลังจากไอ้หนอนแมงป่องตัวนั้นตกสู่พื้นดิน กลับสยายปีกบนตัวออก บินไปที่หน้าของหลี่โหยว เร็วปานฟ้าผ่า หลี่โหยวยังไม่ได้มีเวลาที่จะตอบสนอง มันก็ปรากฏตัวต่อหน้าเขา หลี่โหยวไม่ได้มีเวลาที่จะคิดมาก จับมันด้วยมือข้างหนึ่งโดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นหนา

        “ชัค…” หลี่โหยวใช้แรงขยี้ทันที ลำตัวที่ยาวของหนอนแมงป่องกลายเป็นเนื้อเละก้อนหนึ่งในทันใด แต่ในช่วงที่อยู่ในมือ หนอนแมงป่องก็ได้ชูหางที่งอขึ้นมา ตวัดฝังเข้าไปที่หลังมือของหลี่โหยวอย่างรวดเร็วดุจฟ้าแลบครั้งหนึ่ง

        ปวด! นี่เป็นความรู้สึกแรกที่ถูกหนอนแมงป่องแทงใส่ หลี่โหยวสมองว่างเปล่าไปไม่กี่วินาที ร่างกายก็เหมือนเป็นมาลาเรียสั่นอย่างรุนแรงไปหลายวินาที เมื่อความเจ็บปวดบนหลังมือเริ่มหายไป ก็เกิดความรู้สึกชาอย่างรุนแรงทั่วไปขึ้นมา และยังค่อยๆ แผ่ไปที่แขน

        “มีพิษ!” หลี่โหยวสั่นเทิ้มไปคราหนึ่ง พยายามแบฝ่ามือออกอย่างอ่อนแรง สะบัดหนอนแมงป่องที่เนื้อเละเป็นโคลนในมือออกไปด้านข้าง มือซ้ายรีบหยิบมีดทหารสวิตผลิตเลียนแบบด้ามหนึ่งออกมาจากกระเป๋า เลียนแบบวิธีการขจัดพิษงู กัดฟันกรีดเป็นรูปกากบาทลงในตำแหน่งที่ถูกหนอนแมงป่องแทง สิ่งที่ทำให้เขาขนพองสยองเกล้าก็คือ หลังจากกรีดเปิดปากแผลแล้ว ไม่มีเลือดสดไหลออกมา บริเวณรอบๆ แผลเลือดทั้งหมดจับตัวเป็นก้อน

        หลังจากเห็นเหตุการณ์นี้ หลี่โหยวก็สูดลมหายใจเย็นยะเยือกกลับเข้าไป หลังจากใช้แรงบีบลิ่มเลือดอย่างแรงออกมาก่อน เขาก็รีบดึงเชือกเส้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเป้สะพายหลัง มามัดบริเวณข้อมือหลายรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น แล้วเปิดปากแผลอีกหลายแห่งในบริเวณรอบๆ บาดแผล ยังคงบีบเลือดพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่รู้ว่าวิธีนี้ได้ผลไหม แต่ในสถานการณ์นี้ เขาได้แต่แล้วแต่ฟ้าลิขิต

        หลังจากหลี่โหยวทำเสร็จสิ้นทั้งหมดนี้แล้ว ก็รู้สึกเหนื่อยมาก เห็นในบ่อระบายน้ำไม่มีหนอนแมงป่องเพิ่มมากขึ้น ในใจจึงได้โล่งอกไปครา ค่อยๆ พิงผนังบ่อ ในใจนึกโชคดีที่หนอนแมงป่องต่างมีปีกงอกยาวมาแล้ว มิฉะนั้น หากหนอนแมงป่องจำนวนมหาศาลตกลงมาในบ่อระบายน้ำ ก่อนเขาจะถูกพิษหนอนแมงป่องตาย คงต้องถูกพวกมันเคี้ยวจนหมดสิ้นทั้งเป็น แต่ตอนนี้ในสภาพการณ์เฉพาะหน้านี้ ความคิดที่ดีที่สุดคือสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง เขารู้สึกหดหู่อีกครั้งเมื่อคิดมาถึงตรงนี้

        หลี่โหยวพิงผนังของบ่อคิดวุ่นวายสักพัก จู่ๆ เขาก็นึกถึงสิ่งที่เมื่อครู่ม่อเหลียนเฉิงได้เคยกล่าวไว้ เขาพูดพึมพำกับตัวเองว่า “คำพูดของม่อเหลียนเฉิงแม่งเชื่อไม่ได้ เพิ่งบอกว่าฉันมีหน้าตาอายุยืน ก็ไม่รู้ว่าเขาพูดไปอย่างนั้นเองหรือเป็นมาตรฐานเชิงการค้า” หลี่โหยวยิ้มอย่างสังเวชจนใจคราหนึ่ง

        “บ้าฉิบ หลี่โหยวล่ะ!” ทันใดนั้นก็มีเสียงทึบๆ ดังมาจากที่ไกลๆ ก้องอยู่ในทางเดินสุสาน หลี่โหยวแยกแยะได้ว่าเป็นเสียงของสือกว่างเซิง ไอ้หมอนี่เพิ่งมัวแต่วิ่งหนีสุดชีวิต ไม่ได้สังเกตเห็นว่าหลี่โหยวตกลงไปในบ่อระบายน้ำ

        “ข้ายังถามเอ็งน่ะ!” ตามมาด้วยเสียงของม่อเหลียนเฉิงที่โกรธจัด “เขากับเอ็งไม่ใช่วิ่งไปก่อนแล้วหรือ? ทำไมไม่เห็นแล้ว…”

        ได้ยินเสียงเดือดร้อนใจของไอ้เจ้าสองหนุ่มนี่ ในใจหลี่โหยวก็รู้สึกซาบซึ้ง ยังมีความสงบใจบ้าง ฟังจากเสียงของทั้งสอง ดูเหมือนว่าได้หลบหนีจากการคุกคามของหนอนแมงป่องแล้ว เพียงแต่ในใจหลี่โหยวยังกังวลอยู่บ้าง ว่าม่อเหลียนเฉิงจะไม่กลับมาช่วยเขา

        หลังจากการรักษาด้วยการปล่อยเลือดพิษจากการบีบเลือดทิ้ง สารพิษส่วนใหญ่ได้ถูกหลี่โหยวขจัดออกไปแล้ว ลิ่มเลือดบนปากแผลก็ไร้ร่องรอยแล้ว เลือดที่ถูกบีบออกมาก็กลับมาเป็นปกติ อาการชาบนแขนก็เบาลงไปมาก เห็นได้ชัดว่าสารพิษไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจนหมด แต่สภาพการณ์ดีกว่าก่อนนี้มาก

        “ซ่าๆ…” ขณะที่หลี่โหยวรู้สึกผ่อนคลาย เสียงกรอบแกรบที่น่ากลัวก็ได้ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเขา ในใจเขาสะดุ้งทันที รีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างฉับพลัน สภาพนี้ไม่มองยังดีกว่า พอมองดูปุ๊บ เท้าสองข้างของเขาพลันอ่อนแรงทันทีเกือบจะล้มลง

        ข้างบนบ่อระบายน้ำ ไม่รู้ว่าหนอนแมงป่องคืบคลานปีนมายั้วเยี้ยหนาแน่นเต็มไปหมดตั้งแต่เมื่อไร ชั้นหนึ่งซ้อนชั้นหนึ่ง ปีนป่ายอยู่บนขอบบ่อ โบกก้ามไปมา ชะโงกศีรษะลงมาตรวจสอบอย่างระมัดระวัง หลี่โหยวมองไม่เห็นดวงตาเล็กๆ ของพวกมัน แต่กลับเห็นอวัยวะปากเดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด ราวกับน้ำลายหกหยดต่อหน้าอาหาร…

        “คราวนี้ตายจริงแน่ๆ…” หลี่โหยวสูดอากาศเย็น เขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่มองโลกในแง่ร้าย นิสัยการจู่โจมและพิษของหนอนแมงป่องรุนแรงมาก เขาไม่มีเครื่องมือที่สามารถต่อต้านใดๆ ในมือ และม่อเหลียนเฉิงกับสือกว่างเซิงที่อาจจะช่วยได้ ในเวลานี้ต่างก็ไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่ในมุมใดของสุสานโบราณ ต่อให้จิตสำนึกผิดชอบชั่วดีของพวกเขาปรากฏพบเห็น รีบมาช่วยชีวิตก็สายเกินไปแล้ว!

        ขณะที่หลี่โหยวเต็มไปด้วยความกลัวสุดขีด จู่ๆ ก็มีเสียง “โครม” ดังสนั่นเสียงหนึ่ง ทางเดินสุสานทั้งสายสั่นไหวโยกคลอนอย่างรุนแรงพักหนึ่ง อิฐหินแตกกระจุยต่างพากันร่วงลงมา ไม่ทันได้ระวังป้องกัน ศีรษะหลี่โหยวถูกเศษหินหล่นกระทบใส่ไปหลายที พลันบวมโนมาหลายลูก เจ็บปวดยากที่จะทนได้ แต่เมื่อเทียบกับความแสบปวดเยื่อแก้วหูแล้ว ความเจ็บปวดของผิวหนังเล็กน้อยนี้ไม่นับเป็นอะไรเลย

        หลี่โหยวตกใจมาก “แม่ง ใครกำลังยิงปืนใหญ่?” หลี่โหยวด่าแช่งขึ้นมา “ไอ้บ้าสองคน กลับกล้าจุดระเบิดที่ใต้ดิน! ไม่กลัวถูกฝังทั้งเป็นหรือ?!”

        แต่เมื่อได้สติกลับมา หลี่โหยวกลับพบว่าตำแหน่งที่เกิดการระเบิดไม่ได้อยู่ในตำแหน่งของม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิง แต่เหมือนดังมาจากถ้ำขโมยด้านนั้น

        “ใครเป็นคนใช้ระเบิดในนี้กัน?” หลี่โหยวใช้แรงตบหูที่ดังหึ่งๆ แล้วสั่นศีรษะอย่างแรง แต่ความรู้สึกเวียนศีรษะในสมองยังไม่หายไป

        ดีที่หลังจากระเบิดดังขึ้นมาแล้ว ดูเหมือนหนอนแมงป่องจะรู้สึกถึงอันตรายด้วยเช่นกัน ต่างหนีกระจัดกระจายไปทั่วสารทิศราวกับน้ำขึ้นน้ำลง หัวใจของหลี่โหยวแอบบอกว่าโชคดี ในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้งต่อแขกผู้ไม่ได้รับเชิญที่ได้จุดระเบิด แม้ว่าที่มานี่อาจจะเป็นตำรวจเขาก็ยอมรับแล้ว การถูกจำคุกจากปล้นสุสานเทียบกับการตายอย่างน่าสังเวชในสุสานโบราณ เขาเลือกที่เบากว่า นั่งในห้องขังสาม ห้า หรือเจ็ดปีก็ว่ากำไรแล้ว

        แต่ทันทีที่คิดได้ หลี่โหยวก็รู้ว่าคนที่มาไม่ใช่ตำรวจแน่นอน หน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐจะไม่ใช้ระเบิดเปิดสุสานอย่างไร้ศีลธรรม โดยเฉพาะยังเป็นยามวิกาล ถ้าเดาไม่ผิด ผู้มาควรเป็นเหมือนพวกเขา ต่างเป็นคนที่คิดมาจัดการสุสานโบราณแห่งนี้ แต่ดูที่ความอาจหาญของผู้ที่มา ถ้ำขโมยอะไรล้วนขาดแคลนไปหมดแล้ว ยังมาใช้ระเบิดโดยตรง ไหนเลยจะเหมือนทีมของตัวเอง นี่มันยุคไหนกันแล้ว คาดไม่ว่าถึงยังมีคนขุดถ้ำ ความคิดพัฒนาให้ทันยุคสักนิดก็ไม่มี หลี่โหยวแอบโจมตีม่อเหลียนเฉิงในใจ

        แต่เมื่อคิดว่าต่างเป็นโจรสุสานอาชีพเดียวกัน เหงื่อเย็นหลี่โหยวก็หลั่งออกมาอีกครั้งแล้ว ความคิดเมื่อครู่ของเขามองโลกในแง่ดีมากไปแล้ว ก่อนหน้านี้ม่อเหลียนเฉิงได้กล่าวกับเขาว่า โจรปล้นสุสานร่องรอยลึกลับพิสดาร เรื่องฐานะตัวตนของตนเองเก็บงำไว้มิดชิด ไม่เคยยินดีต้องการให้ใครได้รู้ถึงสิ่งที่ตนเองกำลังทำอย่างเด็ดขาด ทำลายเรื่องดีงามของพวกเขา มักจะมีเพียงตายสถานเดียวเท่านั้น ยังกล่าวอีกว่าโลกปัจจุบันไม่เหมือนเดิมแล้ว

        สมัยก่อน นอกจากการปล้นอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ที่ปล้นสุสานมักเป็นคนจนตกทุกข์ได้ยากที่ไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว หิวโซจนมิอาจมีชีวิตต่อไปได้จริงๆ จึงได้เริ่มที่จะคิดหยิบเอาอาหารจากสุสานโบราณ ต่างฝ่ายต่างสามารถเข้าใจความยากลำบากของกันและกัน นอกจากนี้ ในระหว่างการคบค้าสมาคม ก็ได้เกิดเป็นกฎที่ได้ซ่อนอยู่นัดหมายกันตามวิถีชาวบ้านส่วนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อเข้าไปในสุสานโบราณแล้วไม่สามารถเอาของทุกอย่างที่อยู่ข้างในไปหมด ต้องทิ้งไว้ส่วนหนึ่ง สำหรับคนที่มาภายหลังต้องการได้

        ถ้าทั้งสองกลุ่มพบสุสานโบราณแห่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน กลุ่มที่มาภายหลังต้องรอกลุ่มที่มาก่อนจากไปแล้วจึงสามารถเข้าใกล้ได้ มิฉะนั้นจะเสียกฎ จากนั้นจะถูกอาชีพเดียวกันเบียดออกไป การเบียดเบียนชนิดนี้ไม่เพียงแต่เป็นด้านความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการสูญเสียผลประโยชน์ เพราะไม่มีพ่อค้าวัตถุโบราณคนใดยินดีที่จะทำการค้ากับโจรสุสานที่ล่วงเกินกลุ่มที่อยู่ในสายอาชีพเดียวกัน

        พันๆ ปีที่สืบทอดมา กฎดังกล่าวได้ถูกฝังลึกในจิตใจของผู้คนมานานแล้ว เรื่องการแย่งอาหารจากในปากของผู้ทำอาชีพเดียวกันไม่ค่อยทำกันนัก หากทำไปแล้ว ส่วนใหญ่ในสถานการณ์นั้นต้องตาย เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชื่อเสียงของพวกเขาหลังเกิดเหตุ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นสังคมยุคโบราณที่ชั่วร้ายมากเกลื่อนไปหมด กฎเหล่านี้เหลือเพียงไม่กี่คนที่ปฏิบัติตามนานมาแล้ว ข้าวของของโจรปล้นสุสานต่างมีช่องทางการขายที่แตกต่างกัน มีไม่มากที่ทำร้ายชีวิตผู้คนเพื่อข้าวของร่วมฝังไม่กี่ชิ้น

        แต่ตอนนี้การลงโทษของรัฐสำหรับการปล้นสุสานยิ่งมายิ่งมากขึ้น และผลกำไรที่ได้รับจากการปล้นสุสานยิ่งมายิ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น กฎเพื่อการดำรงชีวิตของคนจนในยุคสมัยโบราณได้ถูกทำลายไปนานแล้ว คาวเลือดและความรุนแรงโหดร้ายจึงเป็นหลักการ…

        “เฮ้ เฮ้ ไอ้หนู…” ขณะที่หลี่โหยวกุมศีรษะคิดไปเรื่อยเปื่อย จู่ๆ เสียงคลุมเครือเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเหนือบ่อระบายน้ำ และยังมีกระบองท่อนหนึ่งแหย่ใส่ไหล่ของหลี่โหยว พอหลี่โหยวเงยหน้าขึ้นมอง หน้าก็ยิ่งซีดไปอีกหลายส่วน นี่ไหนเลยเป็นกระบองอะไร เห็นได้ชัดว่าเป็นปากกระบอกปืนดำมืด! ที่กำลังเล็งตรงศีรษะของหลี่โหยว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)