0 Views

        เสียงหายใจของทั้งสามคนหนักหน่วงขึ้นเมื่อเห็นภาพนางสนมในวังบนผนัง แม้แต่คนที่ไม่รู้จักสินค้าอย่างหลี่โหยว เห็นปุ๊บก็ได้รู้คุณค่าควรเมืองของภาพนี้ออกมาทันที

        “นี่ นี่เป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ…” สือกว่างเซิงกระเดือกลูกคออย่างรวดเร็ว กลืนน้ำลายคำหนึ่งลงไปอย่างยากลำบาก ถูมือทั้งสองอย่างตื่นเต้น

        ม่อเหลียนเฉิงหงุดหงิดมาก เขาลูบศีรษะตนเองอย่างต่อเนื่อง “จะแกะภาพนี้ออกมาเอากลับไปได้ยังไง นี่เป็นปัญหาข้อหนึ่ง!” เห็นได้ชัดว่าเขายิ่งคิดหลายสิ่ง

        หลี่โหยวก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก่อนอื่นเขารู้สึกว่าทั่วร่างเย็นยะเยือกคราหนึ่ง รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่รู้ว่าทำไม เขากลับรู้สึกว่านางสนมในภาพกลับคุ้นหน้า ในระหว่างภวังค์นี้ เขาเหลือบตาขึ้นดูอีกครั้ง การดูครั้งนี้ไม่สำคัญ เกือบจะทำให้เขาตกใจมากจนขวัญหนีดีฝ่อ!

        นางสนมในภาพกลับขยิบตาให้เขาคราหนึ่ง มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อย ลักยิ้มเล็กๆ ทั้งสองบนแก้มค่อยๆ ยุบลงไป! นางสนมยิ้มให้หลี่โหยว!

        ความกลัวชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ ก็ค่อยๆ แพร่กระจายจากก้นบึ้งหัวใจของหลี่โหยวทันที เขาเกือบจะร้องออกมาแล้ว เขาตัวสั่นเหมือนลูกตุ้มราวสองวินาที พยายามบังคับให้จิตวิญญาณแกร่งขึ้นอย่างยากลำบาก หลี่โหยวพิจารณานางสนมในภาพวาดบนผนังอย่างถี่ถ้วน เขาสงสัยว่าภาพก่อนหน้านี้อาจเป็นเพียงภาพลวงตา ขณะเรียนวิศวกรรมโยธา ครูบาอาจารย์เคยบอกเขาว่าในสภาพแวดล้อมที่ตกขอบ สภาพจิตใจของมนุษย์ไม่มั่นคง การเห็นภาพหลอนเป็นเรื่องง่ายมาก

        หลี่โหยวสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง กะพริบตาอย่างแรง บังคับให้ตัวเองใจเย็นลง แต่หลังจากที่เขาได้รวบรวมจิตวิญญาณนิ่งสงบ อีกครั้งที่เขาเกือบทะยานเข้าใกล้และพังทลาย นางสนมไม่เพียงแต่ขยิบตาให้เขา แต่ความรู้สึกบนใบหน้ายังเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็สงบเรียบ บางครั้งแปลกพิลึกน่ากลัว ราวกับข้างหูยังมีเสียงกระซิบ “ซ่าๆ” ดังมาเป็นระยะ คล้ายกับหญิงสาวในภาพขณะนี้กำลังแนบร่างกับข้างหูของเขา กระซิบเสียงเบาบอกกล่าวความลับอะไรบางอย่าง อีกทั้งถ้ำลักขโมยก็มีเสียงดัง “ฮูๆ…” เย็นยะเยือกทุ้มต่ำน่ากลัว ทางเดินสุสานทั้งหมดทำให้ผู้คนยิ่งดูน่ากลัวอย่างยิ่ง

        “พี่ม่อ กว่างเซิง…” หลี่โหยวกล่าวเสียงสั่น “ภาพนี้แปลก!”

        “ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน…” สือกว่างเซิงไม่รู้สึกแปลก คุยเซ่อๆ ซ่าๆ รับเรื่องต่อจากหลี่โหยว “จากท่วงทำนองของภาพวาด สามารถดูออกได้ว่านี่เป็นงานที่ผลิตในสมัยราชวงศ์ถังอันเจริญรุ่งเรือง แต่นายดู ทั้งหมดผ่านไปเป็นพันๆ ปีแล้ว สาวงามในภาพยังงดงามสง่าราวกับมีชีวิตอยู่ สีที่ใช้ก็ยังไม่เคยซีด หาได้ยากจริงๆ…” พูดไปพูดมายิ่งดีใจเป็นปลื้มแล้ว สือกว่างเซิงยังแสดงความคิดเห็นในเรื่องจุดที่ละเอียดอ่อน วิจิตรตระการตาของวิถีพู่กันและการวางรูปแบบ ม่อเหลียนเฉิงที่ฟังอยู่ด้านข้างก็ได้รสชาติ ดูจากระดับการร่วมหุ้นของสองคน ดูเหมือนพวกเขากำลังอยู่ในหอศิลป์มากกว่าในสุสานโบราณที่น่ากลัวเย็นยะเยือกแห่งหนึ่ง

        หลี่โหยวกำลังจะร้องไห้แล้ว เขารีบขัดจังหวะอภิปรายร่ายความยาวของสือกว่างเซิง “กว่างเซิง นางสนมในภาพวาดเคลื่อนไหวได้!” กล่าวพลางสองเท้าของหลี่โหยวก็ได้เคลื่อนย้ายไปข้างหลัง ให้ตัวเองออกห่างจากกำแพงหินไปอีกสักหน่อยเท่าที่เป็นไปได้ ถ้ามีอันตรายเกิดขึ้น เขาจะเป็นคนแรกที่หาตำแหน่งถ้ำโจรเจอแล้วปีนออกไป

        “ขยับได้? มันไม่มีชีวิต นี่เป็นธรรมชาติ ผู้วาดภาพนี้ต้องเป็นบุคคลชั้นปรมาจารย์ ฉันสงสัยว่าเป็นผลงานลายพู่กันที่มีชีวิตของอู๋เต้าจื่อ…” สือกว่างเซิงเจ้าโง่นี่ยังฟังไม่ออกถึงความหมายในคำพูดของหลี่โหยวทั้งหมด ยังทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่อธิบายพร่ำพรรณนาที่เข้าถึงบทบาทมาก กล่าวไปพลาง มือข้างหนึ่งยังเอื้อมไปลูบๆ คลำๆ จิตรกรรมฝาผนังอย่างเชื่องช้า ในเวลานี้ม่อเหลียนเฉิงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว จ้องมองภาพวาดอย่างระมัดระวัง

        “เฮ้…ความรู้สึกที่มือสัมผัสนี่ไม่ถูกต้องนะ…” ในที่สุดสือกว่างเซิงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างว่างเปล่า ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในที่สุดก็เริ่มตะโกนขึ้นมาว่า “ที่นี่มีผิวหนังชั้นหนึ่ง! ม้วนภาพเป็นภาพที่วาดบนชั้นผิวหนัง ไม่ใช่บนผนังหิน! เขากล่าวพลางลูบคลำไปที่ขอบของม้วนภาพ ทันใดนั้นก็ “เอ๊ะ” ออกมาเสียงหนึ่ง ราวกับค้นพบอะไรแล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลอกมันออกมา

        “ฟึ่บ…”  จิตรกรรมฝาผนังถูกสือกว่างเซิงแกะลอกออกมามุมหนึ่งอย่างฝืนบังคับ แต่เมื่อเห็นสิ่งของในมือของสือกว่างเซิง หัวใจก็หลี่โหยวหยุดเต้นทันที!

        “ผิวหนังมนุษย์!” ม่อเหลียนเฉิงก็ตกใจกรีดร้องขึ้นมา

        ไม่ผิด ที่ถืออยู่ในมือของสือกว่างเซิงเป็นผิวหนังมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบผืนหนึ่ง! ถึงแม้ข้างบนย้อมไปด้วยสี แต่ยังคงรักษารูปร่างของมนุษย์ไว้เหมือนเดิมอย่างดี มองปราดเดียวก็สามารถดูออกมาได้ว่า นี่เป็นผิวหนังที่ถูกถลกออกมาจากบนร่างมนุษย์! ดูจากความสมบูรณ์ของผิวหนังมนุษย์ นี่เป็นการถลกจากร่างมนุษย์ทั้งเป็น!

        “ไม่ดีแน่!” ในใจหลี่โหยวเต้นโครมครามคราหนึ่ง สมองแล่นอย่างรวดเร็ว คิดไปถึงเทคนิคลับบางส่วนที่เคยกล่าวไว้ใน “บัญญัติลับสิบประการ” ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเป็นเรื่องอะไร

        “รีบออกไปจากที่นี่เร็วๆ!” เขาทิ้งประโยคดังกล่าวเช่นนี้ไว้ หลี่โหยวหันหลังจะหลบหนี แต่ยังไม่ทันได้สาวเท้าออกไป ห้องข้างๆ ตรงด้านหน้าก็ส่งเสียงดังโครมระลอกหนึ่ง ที่แท้ทางเดินสุสานพังทลายลงมาแล้วและปิดทางเดินกลับ

        สือกว่างเซิงได้ยินว่าเป็นผิวหนังมนุษย์ ก็รีบกล่าวเสียงต่อเนื่องว่าซวยจริง เขาโยนผิวหนังมนุษย์ในมือทิ้งไปบนพื้นดิน เห็นท่าทีตกใจจนทำอะไรไม่ถูกของหลี่โหยว ยังพูดไปคำหนึ่งว่าไม่ใช่เป็นผิวหนังมนุษย์หรือ ไหนเลยต้องตกใจจนกลายเป็นแบบนี้…เพียงแต่คำพูดยังไม่ทันสิ้นเสียง ก็ได้เห็นห้องด้านข้างถล่มลงมา พลันเขาก็ไร้เสียงไปแล้ว มองดูหลี่โหยวและม่อเหลียนเฉิงก็งุนงงไปหมด เขาเกาศีรษะครั้งหนึ่งจึงถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

        ห้องด้านข้างถล่มยังไม่นับว่าร้ายแรง อย่างน้อยก็ไม่มีผลต่อความปลอดภัยของสุสานหลัก แต่ดันปิดกั้นทางถอยหนีของทั้งสามคนไปหมดอย่างประจวบเหมาะ นี่เป็นอุบัติเหตุ ตีหลี่โหยวให้ตายก็ไม่อยากเชื่อทั้งหมด ต้องไปโดนกลไกที่ซ่อนอยู่ในทางเดินสุสานแล้วแน่นอน จึงได้ก่อปัญหาดังกล่าวเช่นนี้ออกมา หลี่โหยวขาสั่นอย่างไม่ตั้งใจ ปัญหาเรื่องจิตรกรรมบนฝาผนังก็มีขนาดใหญ่พอแล้ว ตอนนี้แม้แต่ทางหนีต่างถูกปิดกั้นตายไปหมด ดูๆ ไป ชีวิตน้อยๆ นี้อันตรายแล้ว

         ดวงตาของนางสนมในภาพวาดกลอกไปมา ดังนั้นจึงไม่สามารถยิ้มให้คนอื่นได้ แต่หลี่โหยวกลับรู้ว่าใน “บัญญัติลับสิบประการ” ได้เอ่ยถึงวิชาเคล็ดลับกลไกที่มีการสืบทอดในวงแคบชนิดหนึ่ง เป็นสมัยราชวงศ์สุ่ยถังนำมาจากซีอวี้หลั่งไหลสู่ภาคกลาง ที่แท้ก็เป็นวิธีป้องกันโจรปล้นสุสานบุกรุกเข้ามา เป็นการเลี้ยงสั่งสมแมงป่องพิษไว้ในสุสานของขุนนาง แต่ไม่รู้ว่าทำไม จึงได้แพร่ทะลวงเข้าสู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้ และต่อมาได้แพร่เข้าสู่ราชวงศ์ถัง ผ่านการรวบรวมผสมผสานของผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาหนอนกู่ กลายเป็นเคล็ดวิชาหนอนกู่ที่น่ากลัวยิ่งขึ้น หนอนกู่สามารถซ่อนตัวอยู่ในหรดาลเป็นพันๆ ปีไม่เน่าเปื่อย ใช้ผิวหนังของคนตายปิดผนึก แต่เมื่อฉีกผิวหนังของมนุษย์ออกมาในบัดดล หนอนกู่เหล่านี้ก็ได้ฟื้นขึ้นจากความตาย ได้กลิ่นคนเป็นก็เขมือบกลืนกิน

        สัญชาตญาณบอกหลี่โหยวว่า เบื้องหลังภาพวาดผิวมนุษย์นางสนมในวังอาจจะซ่อนหนอนกู่ชนิดนี้ สือกว่างเซิงบังเอิญเปิดชั้นผิวหนังมนุษย์ออกมา ปลุกไอ้เจ้าหนอนเหล่านี้ตื่นขึ้นมาแล้ว

        แต่ว่าในช่วงเวลานี้ ผนังกำแพงก็ได้ดังโครมครามขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ภาพผิวหนังมนุษย์นางสนมในวังทั้งภาพก็ได้หลุดลอกออกจากผนังกำแพง เมื่อผิวหนังมนุษย์ได้ตกถึงพื้นแล้ว สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขาทั้งสามก็เป็นดินสีส้มชั้นหนึ่ง กลิ่นกำมะถันที่รุนแรงกระแสหนึ่งฟุ้งกระจายเต็มทั่วอากาศทันที นี่ไม่ใช่กำมะถัน แต่เป็นหรดาลหลังจากบดแห้งแล้ว หลี่โหยวก็เชื่อในการเดาของตนเองแปดส่วนแล้วโดยพลัน!

        “ทำยังไงดี?” หลี่โหยวพึมพำกับตัวเอง แต่ไม่ได้มีวิธีรับมือในทันใด ใน “บัญญัติลับสิบประการ” กลับมีวิธีที่จะจัดการกับหนอนกู่ แต่บนร่างสามคนกลับไม่ได้มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องด้วยติดตัวมา

        ฝุ่นละอองมากมายร่วงหล่นลงมาจากผนังกำแพงสีส้ม หลังจากนั้น “ซ่าๆ” เสียงกรอบแกรบก็ดังขึ้นราวกับตัวไหมกำลังแทะเคี้ยวใบหม่อนปรากฏขึ้น ถัดจากนั้นหนอนสีน้ำตาลแดงทั่วตัว มีเท้ามากมายก็ได้มุดผ่านชั้นหรดาลออกมาแล้ว คืบคลานไปมาบนผนังกำแพงอย่างต่อเนื่อง หนาแน่น บางครั้งบางคราวก็มีบางส่วนตกลงมาที่เชิงกำแพง กำลังค่อยๆ บิดตัวที่แข็งทื่ออย่างช้าๆ ค่อยๆ คืบคลาน เห็นได้ชัดว่ายังไม่สามารถฟื้นคืนมาจากการจำศีล

        หลี่โหยวและม่อเหลียนเฉิงต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างฝ่ายต่างเห็นถึงความหวาดกลัวในดวงตาของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นทั้งสองคนต่างก็ร้องเสียงดังออกมา ตามด้วยส่งสัญญาณลับวิ่งอย่างสุดชีวิตเข้าไปในส่วนลึกของทางเดินสุสาน

        สือกว่างเซิงเห็นสถานการณ์ไม่ดี ไม่รอทักหลี่โหยวและม่อเหลียนเฉิงก็ตามขึ้นมาแล้ว ยังรีบถามเสียงเร่งรีบด้วยว่า “นี่เป็นการเล่นอะไรกัน? แม่งน่าขยะแขยงจริง ๆ…”

        “หุบปากซะ!” ม่อเหลียนเฉิงหันกลับไปคำรามเสียงต่ำคราหนึ่ง “คิดจะมีชีวิตอยู่อย่าส่งเสียง!” ม่อเหลียนเฉิงมีการสืบทอดวิชาความรู้ของตระกูลตนเอง ในเวลาคับขันยังใช้ได้ดีกว่าสือกว่างเซิง ทางหนึ่งนำหลี่โหยวและสือกว่างเซิงวิ่งตะบึงลึกเข้าไปในสุสาน ทางหนึ่งดึงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลังของเขา ในเวลานี้ เสียงกรอบแกรบแถบหนึ่งดังมาจากข้างหลัง หลี่โหยวหันกลับไปดู อดไม่ได้ที่หนังศีรษะจะชาไปทั้งหมด ขนลุกไปทั้งร่างยับไปหมดทั่วตัว

        หนอนกู่ที่ตกอยู่บนพื้นดินได้รวมตัวกันราวกับสายน้ำไหลสายหนึ่ง ไล่ตามตำแหน่งของสามคนมาแล้ว ในชั้นหรดาล ยังมีหนอนกู่คลานขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หนอนกู่เหล่านี้ตัวใหญ่กว่าและแข็งแกร่ง ดูไปเหมือนแมงป่อง แต่บนร่างกลับมีข้อปล้องมากกว่าแมงป่อง พวกมันยึดติดกับผนังกำแพง คืบคลานไต่เกาะไปด้วยรยางค์อันทรงพลัง ปีนผนังกำแพงหินตะบึงมายังไม่กี่คนนี้ สะบัดหนามยาวๆ อันมีพิษที่ด้านหลัง…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)