0 Views

        สุสานหงส์เก้าพบมังกร นับร้อยปีที่ผ่านมา โจรปล้นสุสานฝีมือดี ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งซึ่งสังกัดในองค์กรที่อาอู่อยู่ได้เป็นผู้ค้นพบ ผู้เชี่ยวชาญคนนี้แซ่ม่อ ในความเป็นจริงก็คือบรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิง เพียงแต่หลังจากนั้นเขาได้ออกจากองค์กรแล้วถ่ายทอดฝีมือให้กับลูกหลาน ต่อมาในยุคสมัยสาธารณรัฐจีน บรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิงได้ให้กำเนิดมือดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการปล้นสุสานอีกคนออกมา วิชาการปล้นสุสานของคนคนนี้ไม่เพียงฝีมืออยู่ในระดับสุดยอด แต่ยังได้รวบรวมข้อมูลสุสานโบราณนับร้อยปีที่ได้สืบค้นจนเข้าใจกระจ่างออกมาเป็นเล่ม ถ่ายทอดแก่ลูกหลาน นี่คือข้อมูลการปล้นสุสานที่อยู่ในมือของม่อเหลียนเฉิงแล้ว

        ผู้เชี่ยวชาญการปล้นสุสานในองค์กร หากพบสุสานโบราณที่มีคุณค่าต้องรายงานให้องค์กรทราบ ดังนั้นข้อมูลสุสานโบราณที่มีอยู่ในมือของม่อเหลียนเฉิง ตามความเป็นจริงในองค์กรนี้ต่างก็มีหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีสุสานโบราณที่มีคุณค่ามหาศาลเหล่านั้นอย่างแท้จริง ข้อมูลที่มีอยู่ในองค์กรเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่ในมือของม่อเหลียนเฉิงกลับละเอียดกว่ามากนัก เพราะสุสานโบราณทุกแห่งที่ได้มีการสืบค้นตำแหน่งแน่ชัด องค์กรล้วนต้องส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าสำรวจสืบค้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมแล้วก็เข้าปล้น

        แน่นอนว่า เรื่องนี้ก็มีข้อยกเว้นด้วย นั่นคือสุสานเก้าหงส์พบมังกร บันทึกในองค์กรมีเพียงข้อมูลภูมิศาสตร์ทั่วไปโดยสังเขปเท่านั้น แต่บรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิงเคยเข้าออกสุสานโบราณแห่งนี้นับครั้งไม่ถ้วน ทว่ากลับไม่มีข้อมูลทิ้งไว้เลย นอกจากนี้ หลังจากออกจากสุสานแล้ว ไม่นานนักเขาก็ได้ถอนตัวจากองค์กร ปิดบังไม่ระบุชื่อแซ่ ใช้ชีวิตช่วงครึ่งหลังที่เหลืออย่างสงบ ดังนั้นบันทึกที่แท้จริงของสุสานเก้าหงส์พบมังกร ก็เหลือเพียงเบาะแสเล็กน้อยที่ผู้เชี่ยวชาญคนนี้บันทึกไว้ก่อนออกเดินทางเท่านั้น

        แน่นอนว่าองค์กรยังมีข้อมูลอื่น ซึ่งล้วนเป็นการแนะนำสถานการณ์ทั่วไปของสุสานโบราณเก้าหงส์พบมังกร แต่ข้อมูลเหล่านี้ต่างเป็นสิ่งที่ยุคสมัยโบราณได้หลงเหลือไว้ เพียงสามารถใช้เป็นหลักฐานสมทบ ไม่สามารถเป็นจริงได้ ความจริงมีเพียงบรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิงที่รู้ชัดเจนเท่านั้น

        นั่นก็คือเหตุผลที่ม่อเหลียนเฉิงถูกคนขุดกับดักล่อตกน้ำไป แล้วกลายเป็นเจ้าหน้าที่ของกองกำลังนี้แล้ว เพราะความพยายามหลายปีขององค์กร จนได้สืบทราบว่าม่อเหลียนเฉิงก็คือชนรุ่นหลังของผู้เชี่ยวชาญการปล้นสุสาน ในสมัยยุคสาธารณรัฐจีนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมาผู้นั้น ในมือยังคงมีข้อมูลสำคัญที่บรรพบุรุษตกทอดมา กองกำลังยังมีเรื่องที่จะใช้เขาให้เป็นประโยชน์

        ตำนานถ่ายทอดกันมาว่า ในสุสานโบราณเก้าหงส์พบมังกรมีอะไรซ่อนอยู่ อาอู่ไม่อาจทราบได้ หัวข้อนี้เพียงพูดมาถึงเท่านี้ก็สิ้นสุดแล้ว พลันหัวข้อของอาอู่ก็เปลี่ยนไป กล่าวว่า “เอ็งยังหนุ่มแน่น ได้รับการศึกษาสูง เอ็งสงสัยในเรื่องของผีสางเทวดาย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ไอ้สิ่งที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่นี้ เป็นซากอสูรแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย”

        ได้ยินอาอู่เอ่ยขึ้นถึงเรื่องนั้นอย่างจริงจัง หลี่โหยวรีบนั่งสำรวม รับฟังอย่างยำเกรง ฟังอาอู่เล่าอย่างละเอียดถี่ถ้วน

        อาอู่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ดึงปกเสื้อลงมาที่ไหล่ แสดงให้เห็นรอยแผลเป็นที่น่ากลัวรอยหนึ่ง หลี่โหยวขมวดคิ้วทันที มองปราดเดียวก็สามารถมองออกได้ว่า ขณะที่ได้รับบาดเจ็บจากแผลเป็นนี้ อย่างน้อยก็บาดเจ็บเข้าไปถึงในกระดูกแล้ว

        อาอู่ชี้ไปที่แผลเป็น กล่าวว่า “ขณะที่ข้ายังเยาว์วัย ข้าก็เหมือนเอ็ง ไม่เชื่อในปีศาจและความชั่วร้าย ได้ยินเรื่องปีศาจสยองขวัญที่ผู้เฒ่าเหล่านั้นเอ่ยขึ้นมา ซากอสูรจอมมารอะไรนั่น สีหน้าก็เต็มไปด้วยความไม่เต็มใจ รู้สึกว่าพวกเขาต่างกำลังคุยโม้เรื่องเทพมารกัน…จนไหล่ข้าได้รับแผลนี้ทันที” อาอู่หยุดพัก กล่าวอย่างใจยังหวาดผวา “นี่เป็นเรื่องสิบห้าปีก่อน ขณะข้าอยู่ในมณฑลเซียงซี ถูกไอ้หนุ่มคนหนึ่งจับไหล่ไว้ มันเป็นสิ่งที่อำมหิตดุร้าย ถ้าไม่มีผู้เฒ่าบางคนอยู่ในที่เกิดเหตุ แล้วช่วยข้าสะกดพลังซากศพให้แน่นิ่งไว้ ข้าก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่ในวันนี้แล้ว”

        บาดแผลอันน่าสยดสยอง ทำให้หัวใจของหลี่โหยวหนาวยะเยือก

        “คืนนั้นก็เหมือนวันนี้…” หลังจากที่เริ่มการสนทนา ชายเฒ่าที่เย็นชาอย่างอาอู่ก็กลายเป็นพูดไม่หยุดหย่อน

        หลี่โหยวเข้าใจประสบการณ์ของอาอู่ในปีนั้นอย่างง่ายดาย นั่นยังเป็นปี ค.ศ. 1981 อาอู่ถูกองค์กรส่งกลับไปยังประเทศจีนเพื่อทำภารกิจเรื่องหนึ่ง ไปเคลื่อนศพโบราณซากหนึ่งจากอำเภอเหยียนหลิง มณฑลเซียงซีไปยังฮ่องกง

        นั่นเป็นซากศพโบราณที่มีประวัติยาวนานหลายพันปี เพราะสถานที่ฝังศพแห้งสนิท ศพจึงไม่เน่าเปื่อยเป็นพันๆ ปี แต่ในนานาชาติมีเศรษฐีใหม่ชอบอวดรวย ซึ่งสะสมซากศพโบราณไม่น้อย หลังจากซากศพโบราณนี้ถูกขุดขึ้นแล้ว ก็มีนักสะสมได้เสนอราคาเพื่อเก็บสะสมซากศพโบราณนี้

        ตอนนั้นอาอู่กำลังหนุ่มแน่น เป็นลูกน้องตัวน้อยในกองกำลัง ขณะนั้นผู้รับผิดชอบกองกำลังเป็นผู้ขนศพที่มีความรู้มาก

        ตอนนั้นอาอู่ดูถูกวิชามารที่ชั่วร้ายเหล่านี้ เขาไม่ใส่ใจและไม่สนใจในข้อห้ามมากมาย ในคืนนั้นขณะที่อยู่ยามตอนกลางคืน เขาก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อของเขา เขาคิดว่ามีคนในกองกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่ ในที่สุดก็เดินตามเสียงข้ามไป ถูกเงาดำร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากป่ากระโจนใส่คว้าไหล่ของเขาด้วยมือข้างหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เขาเป็นหนุ่มและแข็งแรงและมีทักษะที่ค่อนข้างดี ก็คงหนีไม่พ้นจากการจู่โจมในเหตุการณ์นี้

        ผู้ขนส่งศพและนักพรตสองคนที่ได้ยินเสียงก็รีบมาทันที พวกเขาร่วมมือกันขับไล่ซากอสูร ช่วยเหลืออาอู่ไว้ได้ แต่ไหล่ของอาอู่ต้องใช้เวลาครึ่งปีเต็มๆ จึงจะฟื้นฟูสภาพบาดเจ็บให้ดีขึ้น

        ซากอสูรที่จู่โจมอาอู่ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ยังคงใช้เวลาต่อเนื่องหลายคืนจู่โจมคนในกองกำลัง ในการเดินทางหลายวันออกจากภูเขาลึก มีเจ้าหน้าที่รวมทั้งอาอู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ยังมีสองนายบาดเจ็บเล็กน้อย หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่สามารถควบคุมพิษซากอสูรที่กำเริบได้ ต้องถูกผู้วิเศษในกองกำลังฆ่าตาย หลังจากนั้นเผาศพกลายเป็นเถ้าถ่าน

        เรื่องนี้ทำให้อาอู่ตกใจมาก ตั้งแต่นั้นมาเขาไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เห็นสิ่งแปลกๆ เรื่องประหลาดทุกชนิดมากมาย จนคุ้นเคยกับวิถีธรรมชาตินี้ เมื่อเขากลับมาที่สำนักงานใหญ่ อาอู่ได้ยินการอภิปรายของผู้ขนส่งศพและผู้วิเศษ พวกเขาต่างคิดว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างซากอสูรที่จู่โจมกองกำลัง และศพโบราณที่พวกเขาเคลื่อนย้าย ดังนั้นซากอสูรจึงติดตามจู่โจมกองกำลังไม่ลดละ พวกเขาดูเหมือนจะทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในการขนซากศพโบราณนั้นออกมา

        อาอู่ไม่ใส่ใจว่าเขาได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่อะไรแล้ว เพียงแต่หลายวันนั้นที่ได้พัวพันกับซากอสูร ก็รู้สึกไวต่อการตอบสนองต่อลมปราณซากอสูรมาก ดังนั้นคืนนี้ที่ซากอสูรได้ปรากฏขึ้นรอบๆ หุบเขา เขาจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นทันที

        “ไม่สมเหตุสมผลเลยที่ซากอสูรตามหาผม…” หลี่โหยวเอียงศีรษะมองดูอาอู่ ในใจกล่าวว่า หากซากอสูรนี้เป็นตัวเดียวกับที่เซียงซี มันควรจะมาหาอาอู่เพื่อแก้แค้น ไม่มีเหตุผลที่จะข้ามมณฑลเพื่อแก้แค้นแล้ว ยังระบุตัวผิดอีก! และยังกล่าววาจาที่พิลึกพิลั่นประโยคหนึ่งว่า ตัวเองอยู่กับกลุ่มของคนตายที่เป็นอยู่ ยังอยู่ด้วยกับคนอะไรด้วย? คิดถึงประโยคนี้ ในใจหลี่โหยวจู่ๆ ก็สั่นสะท้านหนาวเหน็บขึ้นคราหนึ่ง หรือว่าในวาจานี้ยังมีความหมายอะไรลึกซึ้งงั้นหรือ?

        อาอู่กลับยิ้มอย่างเย็นชาคราหนึ่ง กล่าวว่า “ไม่เกี่ยวอะไรกับเอ็งก็แปลกแล้ว ซากอสูรนี้น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตในพื้นที่นี้เช่นเดียวกับพญางูตัวนั้น ต่างเป็นสิ่งที่บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนาสู่วิถีสวรรค์ด้วยตนเอง แต่คืนนี้เอ็งได้อวยชัยสถาปนาพญางูสำเร็จ ก็หมายถึงว่าวันข้างหน้าพญางูนั้นปฏิบัติจำเริญภาวนาได้เร็วขึ้นดุจวันเดียวพันลี้ ไม่นานก็จะแย่งชิงพื้นที่การเจริญปฏิบัติภาวนาของสรรพสัตว์ในละแวกนี้ไปหมดสิ้น สรรพสิ่งเหล่านั้นจะไม่เกลียดเอ็งเข้ากระดูกได้หรือ? ไม่มาหาเรื่องเอ็ง หรือจะให้มาหาพวกเราหรือ?

        หลี่โหยวอ้าปากกว้าง ไม่สามารถหุบปากได้เป็นเวลานาน นี่เป็นสิ่งที่ใน “บัญญัติลับสิบประการ” และศาสตราจารย์ฉี ไม่ได้กล่าวถึงมาก่อน การอวยชัยสถาปนาสำเร็จไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดีหรือ? ทำไมฟังไปแล้วราวกับไปยั่วยุศัตรูมามากมายก่ายกองมาปานนั้นเล่า? เกิดอะไรขึ้นกับวิถีโลกนี้แล้ว ทำไมการทำสิ่งที่ดีถึงอันตรายเช่นนั้นเล่า? ในใจหลี่โหยวรู้สึกคับข้องใจอย่างประหลาด

        “ระวังตัวด้วยล่ะ” อาอู่ตบไหล่ของหลี่โหยวอย่างเห็นอกเห็นใจ กล่าวว่า “เกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนฟ้าแจ้ง เอ็งล้างหน้าแล้วไปหลับเถิด นอนหลับเอาแรง วันนี้ก็ยังต้องเดินทางไปอีกไกลนะ…”

        หลี่โหยวเพียงยิ้มอย่างไร้เรี่ยวแรง เขามักจะรู้สึกว่าหากตัวเองเดินทางต่อไปอีก ชีวิตน้อยๆ นี้ ก็อาจจะไม่ง่ายที่จะรักษาไว้ได้แล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)