0 Views

        ได้ยินคำพูดของสือกว่างเซิงที่มีความสุขมากเช่นนี้ หลี่โหยวก็หัวเราะ “คิกคัก” ออกมาเสียงหนึ่ง แล้วความตึงเครียดก่อนหน้านี้พลันก็หายไปในทันที ม่อเหลียนเฉิงที่อยู่ในสุสานโบราณข้างล่างกลับด่าทอเป็นชุด จับเท้าของสือกว่างเซิงแล้วดึงอย่างแรงพักหนึ่ง ในที่สุดก็ลากสือกว่างเซิงเข้ามาได้แล้ว

        หลังจากที่สือกว่างเซิงลงไป บนพื้นดินก็เงียบสงบทันที เทือกเขาในยามดึกยิ่งเหมือนสัตว์ยักษ์โบราณไกลโพ้นที่หน้าตาน่ากลัวเป็นตัวๆ กำลังอ้าปากใหญ่สีเลือด จ้องมองดูเหยื่อรอบด้านตาเป็นมัน

        เมื่อสิ่งแวดล้อมรอบด้านเงียบสงบลง ในใจหลี่โหยวกลับเกิดความไม่สงบเล็กน้อยขึ้นมา บางทีอาจเป็นเพราะการกระทำที่ผิดกฎหมายนี้เป็นครั้งแรก ความเงียบท่ามกลางภูเขาลำเนาไพรทำให้เขาแอบกลัวไปบ้าง แต่ในเวลานี้ เสียงแมลงหรีดหริ่งเรไรที่ร้องประสานเสียงท่ามกลางป่าเขาก็ค่อยๆ ลดลงไปแล้ว ทำให้บรรยากาศสภาพแวดล้อมโดยรอบกลายเป็นตึงเครียดหดหู่ขึ้นมา

        หลี่โหยวสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ลังเลอยู่สักครู่ก็รีบตามลงไปด้วย แม้ว่าเสือดุร้ายบนภูเขาจะน้อยลง แต่เสือดาวและหมาป่ากลับมีมาก มุดเข้าไปในสุสานโบราณยังจะปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอกคนเดียว

        เพราะกังวลว่ามีกลไกในสุสานโบราณ ม่อเหลียนเฉิงจึงสั่งหลี่โหยวให้ขุดหลุมไปทางซ้ายเป็นพิเศษ ใกล้ตำแหน่งห้องด้านข้าง แม้ว่าม่อเหลียนเฉิงจะขาดประสบการณ์การชิงชัยในการปล้นสุสานที่แท้จริง แต่ทางทฤษฎียังคงมีมาก

        ก่อนที่จะมุดเข้าไปในถ้ำโจร หลี่โหยวไม่ลืมที่จะใส่หน้ากากป้องกันแก๊สพิษบนหน้าตนเอง หลุมฝังศพถูกปิดเป็นพันๆ ปี แก๊สพิษข้างในต้องมีไม่น้อย เขาไม่คิดจะทิ้งชีวิตน้อยๆ ไว้ในภูเขาที่แห้งแล้งทุรกันดารนี้อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพียงแต่ใบหน้าถูกปิดด้วยสิ่งนี้ กลับทำให้บางคนรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออกแทบจะทนไม่ไหว

        ม่อเหลียนเฉิงไม่เต็มใจใช้สิ่งนี้ เพียงใช้ผ้าปิดปากและจมูกสองชั้น ปิดใบหน้าของตนเองแล้วก็หลบลงไป ทว่าสือกว่างเซิงแม้กระทั่งผ้าปิดปากก็ไม่ใส่ด้วยซ้ำ แต่หลังจากถูกม่อเหลียนเฉิงเตะอย่างรุนแรงไปครั้งหนึ่งแล้ว เขาจึงใส่หน้ากากป้องกันแก๊สพิษที่เหมือนจมูกหมูไปบนใบหน้าของเขาอย่างไม่เต็มใจ ในปากบ่นพึมพำว่าม่อเหลียนเฉิงทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ กล่าวว่าเมื่อก่อนขณะที่เขาเป็นทหารช่างในหน่วยงาน ก็ไม่ได้จู้จี้จุกจิกเช่นนี้

        ไฟฉายเหมืองแร่บนศีรษะส่องแสงสีเหลืองสดใสออกมา ส่องทางเดินสุสานสว่างไสวไปหมด เข้าสุสานโบราณเป็นครั้งแรก ในเวลาเดียวกันก็เครียด ในใจหลี่โหยวยังมีความแปลกใหม่และความตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ความคิดแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นก็ได้ถูกกลิ่นเน่าที่ฟุ้งอยู่ในสุสานโบราณกลบไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งความรู้สึกจมดิ่งลงไปในซากปรักหักพังของกำแพงอิฐสุสานโบราณที่เผยโฉมออกมา

        ห้องด้านข้างมีขนาดไม่เล็ก ดูไปแล้วมีขนาดประมาณยี่สิบตารางฟุต นอกจากนี้ ทางเดินที่ขยายออกไปก็มีความยาวสิบกว่าเมตร จากตำแหน่งที่หลี่โหยวยืนอยู่ ยังคงสามารถเห็นห้องทางด้านขวาที่อยู่สุดปลาย สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังคือในห้องด้านข้างกลับว่างเปล่า นั่นก็กล่าวได้ว่า สิ่งที่ม่อเหลียนเฉิงเพิ่งส่งขึ้นไปไม่กี่ชิ้นนั้น คือสมบัติทั้งหมดของห้องด้านข้างแล้ว

        นี่ผิดปกติมาก ถึงแม้ว่าเป็นครั้งแรกที่ “ลงทะเล” แต่หลี่โหยวยังรู้ว่าภายในสุสานโบราณ ห้องด้านข้างเป็นสถานที่วางสิ่งของที่ถูกร่วมฝัง รูปแบบสุสานโบราณแบบนี้ ข้างในต้องมีสิ่งของร่วมฝังไม่น้อย เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านี้ คาดไม่ถึงว่ากลับสะอาดสะอ้านเพียงนี้ นั่นบ่งชี้ชัดว่าสุสานโบราณแห่งนี้มีผู้ร่วมอาชีพมาเยือนก่อนหน้านี้นานแล้ว และดูจากระดับของความสะอาด แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงโจรปล้นสุสานชุดหนึ่งที่ได้มาถึงสถานที่นี้ มิฉะนั้นข้างในจะไม่สะอาดถึงขนาดนี้

        แต่คิดว่ายังสามารถอธิบายได้ ตั้งแต่สมัยโบราณมา โจรปล้นสุสานก็ได้ก่อเกิดเป็นอาชีพแล้ว แม้ว่าสุสานโบราณแห่งนี้จะอยู่ในภูเขาลึก แต่สุสานของราชวงศ์ถังส่วนใหญ่มีรูปปั้นศิลาจารึกบวกกับฮวงจุ้ยที่ชัดเจน การถูกโจรปล้นสุสานจับจ้องก็เป็นเรื่องปกติวิสัยไม่เกินเลย และการแข่งขันในอาชีพก็รุนแรง ถูกขโมยไปหลายครั้งก็ไม่น่าแปลกใจ ได้แต่นับว่าเจ้าของสุสานเคราะห์ร้ายเท่านั้น

        กลิ่นเหม็นเน่าอันน่ารังเกียจที่โชยออกมาจากในสุสานโบราณ ทำให้ผู้คนอยากอาเจียน ถึงแม้ว่าหลี่โหยวได้สวมหน้ากากป้องกันแก๊สพิษแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าของที่ซื้อมาจากตลาดเป็นสินค้าด้อยคุณภาพ ประสิทธิผลที่ได้ไม่ชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด

        ไม่รู้ว่าทำไมหลังจากเข้าสุสานโบราณนี้แล้ว ในใจหลี่โหยวกลับรู้สึกขนพองสยองเกล้า นอกจากนี้ สิ่งที่ยิ่งทำให้เขาคาดคิดไม่ถึงก็คือ ฝันร้ายนับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นกับเขาในก่อนหน้านี้ สภาพการณ์ตรงหน้านี้ดูเหมือนเคยปรากฏขึ้นมาก่อน ทว่าเหตุการณ์คล้ายฝันไปประเภทนี้ก็เป็นเวลานานมาแล้ว เขาไม่แน่ใจว่าความเป็นจริงและสภาพแวดล้อมในความฝันได้เกิดซ้ำซ้อนกันหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความเหมือนกันมาก

        ด้วยความช่วยเหลือจากแสงไฟของไฟฉาย หลี่โหยวพิจารณาดูสภาพแวดล้อม สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขามากที่สุดคือผนังฝั่งตรงข้ามแห่งหนึ่ง ที่มีรอยขีดข่วนสีน้ำตาลเข้มเป็นปื้นๆ เหมือนมีคราบเลือดเป็นเส้นๆ อย่างคลุมเครือ เตะตาน่าตกใจ นอกจากรอยลากเหล่านี้แล้ว ยังมีฝ่ามือทิ้งไว้มากมาย เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ หลี่โหยวก็แอบตกใจ

        “พี่ม่อ” หลี่โหยวสูดลมหายใจ ชี้ไปที่ร่องรอยบนผนังอิฐกล่าวว่า “ที่นี่เคยมีคนมา นอกจากนี้…ดูเหมือนสิ่งที่พวกเขาประสบจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร” เขาพูดอย่างระมัดระวัง

        เมื่อได้ยิน ม่อเหลียนเฉิงก็หยุดลง ขมวดหัวคิ้วมองดูรอยฝ่ามือบนผนัง สำรวจไปรอบๆ อีกครั้ง หลังจากนั้นก็ชี้ไปยังหลุมโจรที่ขุดไว้ แล้วกระซิบว่า “หลังจากที่ข้าลงมาแล้วพักหนึ่งก็พบปัญหานี้ ตำแหน่งที่เอ็งขุดถ้ำโจร เมื่อก่อนผู้ร่วมอาชีพได้ขุดถ้ำโจรไว้แล้ว ประมาณว่าพวกเขาทิ้งร่องรอยเหล่านี้ไว้ ประเมินได้ว่าในสุสานนี้จะต้องมีกลไกกับดัก เหล่าผู้ร่วมอาชีพที่เมื่อก่อนได้เข้ามาก็ได้รับความเดือดร้อนไม่น้อย” เสียงของม่อเหลียนเฉิงยังคงเฉยชาสงบนิ่ง

        ม่อเหลียนเฉิงกล่าวพลางดึงกระบอกไม้ไผ่กองหนึ่ง ที่สั้นยาวไม่เท่ากันออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลัง พิจารณาอย่างถี่ถ้วนจึงพบว่าในกระบอกไม้ไผ่มีเชือกร้อยเรียงเชื่อมไว้ด้วยกัน ไม่รู้ว่าใช้อย่างไร เพียงเห็นม่อเหลียนเฉิงดึงเชือกที่สุดปลายด้านหนึ่ง หลี่โหยวประหลาดใจที่พบว่ากระบอกไม้ไผ่ที่กองซ้อนร่วมกัน แต่ละท่อนๆ กลับเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกลายเป็นเสาไม้ไผ่ยาวประมาณหกเมตรเสาหนึ่ง

        หลี่โหยวไม่เคยเห็นสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน เมื่อม่อเหลียนเฉิงเห็นเข้าก็งุนงงไปทั่วหน้า จึงอธิบายบอกว่านี่เป็น “ท่อนตะขาบ” หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการลักขโมยสุสานของบรรพบุรุษสืบทอดมา ใช้สำหรับการค้นหาทางเข้าสุสานโดยเฉพาะกิจ

        “ท่อนตะขาบอะไร นี่คือเสาไม้ไผ่ชัดๆ” สือกว่างเซิงที่อยู่ด้านข้างไม่สนใจเท่าใดนัก กล่าวอย่างเซ่อซ่าว่า “มันไม่สะดวกเหมือนเสาไม้ไผ่หรอกน่ะ” ถึงแม้ว่าจะพูดแบบนี้ แต่สือกว่างเซิงกลับรีบแย่งท่อนตะขาบหมอบไปบนพื้น แล้วใช้แรงกวาดพื้น ถ้ามีกลไกกับดักบนพื้นดิน ต้องพบเห็นแน่นอน

        ม่อเหลียนเฉิงส่งสากเหล็กท่อนหนึ่งให้หลี่โหยว หลี่โหยวรีบกำไว้ในมือแน่น เมื่อในมือมีอาวุธ ในใจย่อมรู้สึกมั่นคงมากขึ้นบ้าง แต่ในใจหลี่โหยวจู่ๆ ก็มีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง เขามักจะรู้สึกว่ามีอะไรที่จ้องมองพวกเขาอยู่ในที่มืด การขุดเปิดถ้ำโจรทำให้มีลมผ่านได้มาก เมื่อกระแสลมพัดไหวส่งเสียงครางฮือๆ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวให้แก่สุสานโบราณไม่น้อย

        หลี่โหยวมองไปรอบๆ ขึ้นและลงอีกครั้งแล้วก็ไม่พบอะไร แต่ในเวลานี้สือกว่างเซิงได้เดินออกจากห้องด้านข้างไปยังทางเดินสุสาน แม้ว่าม่อเหลียนเฉิงได้เปิดไฟจ้าสว่างไสวส่องทางเดินให้สือกว่างเซิง และยังได้คอยเตือนสือกว่างเซิง ให้สนใจมุมอับของทางเดินสุสานเป็นระยะ

        เขาพบว่าตัวเองล้าหลังคนทั้งสองไปสองสามเมตร หลี่โหยวจึงรีบไล่ตามขึ้นไป

        ทางเดินหลักสุสานกว้างขวางมาก กว้างอย่างน้อยสามเมตร แต่ความยาวก็ยังทำให้หลี่โหยวตกใจบ้าง เพราะขณะที่แสงไฟจ้าอันสว่างไสวในมือของม่อเหลียนเฉิงซึ่งส่องออกไปยังที่ไกลๆ แต่เขากลับไม่ได้เห็นถึงจุดสิ้นสุด แน่นอน นี่ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย ส่วนใหญ่เป็นสือกว่างเซิงที่ใช้ท่อนตะขาบสำรวจนำทาง ทำให้ฝุ่นหนาเตอะบนพื้นดินฟุ้งกระจายขึ้นมา ความสามารถในการส่องออกไปไกลของแสงไฟจึงถูกรบกวนสาหัส แต่ถึงกระนั้น หลี่โหยวซึ่งเรียนจบวิศวกรรมโยธากลับเห็นชัดเจน สุสานโบราณแห่งนี้ดูภายนอกเหมือนจะไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตานัก แต่ภายในมีเฉียนคุน ตามการบันทึกใน “บัญญัติลับสิบประการ” ว่าด้วยเรื่องสุสานโบราณ สุสานโบราณแห่งนี้อยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง ทั้งยังเป็นสุสานใหญ่ของอ๋องที่มีฐานะพิเศษด้วย

        ตรงด้านหน้าเป็นสีเทาไปหมดทั้งแถบ ไม่สามารถเห็นอะไรได้ชัด หลี่โหยวเดาฐานะเจ้าของสุสานไปพลาง สนใจผนังทั้งสองด้านของทางเดินสุสานไปพลาง บนผนังเป็นสีเทาทั้งปื้นราวกับเป็นราชั้นหนึ่ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าไม่สมเหตุผลไปบ้าง

        เรื่องปกติที่จะมีราขึ้นในสุสานโบราณ ขอเพียงอากาศและความชื้นภายในพอดี ข้างในเกิดเชื้อราในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ แต่หลี่โหยวเข้าใจสถานการณ์ทางธรณีวิทยาอย่างชัดเจน ตำแหน่งของสุสานโบราณแห้งแล้งมากอย่างชัดเจน น้ำใต้ดินไม่สามารถขึ้นมาถึงความสูงขนาดนี้ นอกจากนี้ น้ำผิวดินไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาได้…ขณะขุดถ้ำลักขโมย จากดินอัดแน่นชั้นหนานั้นและชั้นที่อัดซ้อนข้างในยังคงเป็นถ่านไม้แห้งแล้ง ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้ว

        “บางทีอาจเป็นเพราะสุสานโบราณถูกขโมยหลายครั้ง น้ำผิวดินจึงซึมเข้าไป” หลี่โหยวแอบวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการเกิดเชื้อราที่ปรากฏบนผนัง แต่มองเข้าไปใกล้ๆ กลับไม่เหมือนเชื้อรา เขาคิดแล้วคิดอีก ความอยากรู้อยากเห็นกระตุ้นให้เขาใช้สากเหล็กขูดเบาๆ ไปบนผนังกำแพงครั้งหนึ่ง

        หลังจากนั้นหลี่โหยวสาบานในใจ เวลานั้นเขาแค่สัมผัสเบาๆ เบามากจริงๆ เมื่อเทียบกับการเกายังไม่แรงมากนัก แต่ปฏิกิริยาบนผนังกลับใกล้เคียงกับสถานการณ์โยนระเบิดมือลูกหนึ่งไปบนผิวน้ำแข็ง ผนังกำแพงสีเทาถูกขีดเป็นช่องเล็กๆ เส้นหนึ่ง ข้างใต้ปากแคบ ได้ปรากฏสีเหลืองหม่น หลังจากนั้นสิ่งที่ทำให้หลี่โหยวคาดไม่ถึงคือสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาดังต่อไปนี้ เชื้อราสีเทาบนผนังกำแพงทั้งแผ่นมีรอยร้าวปรากฏเหมือนแก้วร้าว หลังจากนั้นก็หลุดร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว

        “อุ๊บ…โอ้ว…” เชื้อราสีเทาที่หลุดร่วงมากระพือขึ้นเป็นหมอกควันสีเข้มระลอกหนึ่งในทางเดินสุสาน แสงไฟพลันมืดครึ้มลงมาทันที

        “แค่กๆ…เกิดเรื่องอะไรขึ้น!” ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงตกใจขึ้นมาทันที ขาสองข้างของม่อเหลียนเฉิงโค้งเล็กน้อย ทำท่าเตรียมพร้อมที่จะหนีได้ทุกเวลา หลี่โหยวก็ตกใจกับวิสัยทัศน์อันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากอึ้งไปวินาทีหนึ่ง จึงพูดขึ้นอย่างติดอ่าง “ผม ผมก็ไม่รู้ ผมสัมผัสผนังกำแพงไปแค่ครั้งเดียว…”

        หมอกควันจางหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่วาจาเขายังไม่ได้กล่าวจบ หมอกควันที่มีผลต่อวิสัยทัศน์ก็ได้หายไปไม่เห็นแล้ว กระทั่งฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศก็ลดลงไปมาก แสงในทางเดินสุสานก็สว่างขึ้นมา!

        บนผนังกำแพงที่มีเชื้อราสีเทาได้หลุดล่อนร่วงลงแล้ว ก็ปรากฏฉากที่เขามิอาจจินตนาการได้มาก่อน! บนผนังสีเหลืองหม่นปรากฏภาพนางสนมในวังขนาดใหญ่ครึ่งร่างตรงหน้าสามคน! ราวกับนี่ไม่ใช่ผนังกำแพง แต่เป็นม้วนภาพขนาดใหญ่มหึมาม้วนหนึ่ง

        ภาพนางสนมในวังแสดงให้เห็นถึงลักษณะโฉมสะคราญอันสง่างาม สวมใส่เสื้อผ้าราชวงศ์ถัง ทักษะการวาดภาพที่ยอดเยี่ยมเสื้อผ้าโบกพลิ้วไหวไปตามลม องค์ประกอบใบหน้าทั้งห้าวิจิตรงดงามแต่กลับแฝงความสูงส่งบางส่วน มีเสน่ห์เป็นพิเศษ แต่ในแววตาลึกๆ ราวกับแฝงความเศร้าหมองเล็กน้อย คลับคล้ายคลับคลาในใจมีเรื่องราวไม่มีที่สิ้นสุด แต่กลับไร้ผู้คนบอกกล่าวได้

        ถึงกระนั้นบนภาพวาดทั้งภาพที่แปลกเป็นพิเศษที่สุดก็คือ ไม่ว่ายืนอยู่ที่มุมใด ต่างสามารถรู้สึกว่าหญิงสาวในภาพกำลังประสานสายตากับตน ด้วยแววตาที่น่าสงสาร ดึงดูดใจคนให้หลงใหล


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)