0 Views

        “กลางคืนห้ามออกมาเดินพล่าน!” น้ำเสียงอาอู่เข้มงวดมากเดินมาข้างกายหลี่โหยว “นี่ไม่ใช่คนเป็น เป็นซากอสูร!” อาอู่ดูๆ หลี่โหยว น้ำเสียงเย็นชาแข็งทื่อมาก กล่าวว่า “เจ้าไม่ได้รู้สึกว่ากลิ่นศพรอบๆ ตัวหนักมากหรือ?”

        หลี่โหยวมองดูอาอู่ด้วยความตระหนกไปครั้งหนึ่ง ยากที่จะจินตนาการได้ว่า เงาทะมึนที่เลียนแบบการพูดจาของม่อเหลียนเฉิง เป็นซากอสูรในตำนานที่เล่าขาน เขาตกตะลึงอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูกไปบ้าง ถามอย่างสงสัยว่า “จะมีเรื่องแบบนี้ได้ยังไง?”

        อาอู่โบกมือให้เจ้าหน้าที่กองกำลังไล่ตามขึ้นไป แต่เขากลับหัวเราะอย่างเย็นชาคราหนึ่ง กล่าวว่า “เอ็งไม่ใช่เพิ่งสำเร็จมรรคผลแก่พญางูไปเมื่อครู่มิใช่หรือ ทำไมพริบตาเดียวจึงไม่เชื่อว่าจะมีซากอสูรอยู่ในโลกแล้ว?”

        กล่าวถึงตรงนี้ จู่ๆ อาอู่ก็ผ่อนคลายน้ำเสียงในวาจา กล่าวว่า “คืนนี้เอ็งช่วยให้เราผ่านภัยพิบัติเรื่องหนึ่งไปได้ เราทั้งหมดล้วนเป็นหนี้ชีวิตของเอ็ง ดังนั้นบางสิ่งบางอย่างก็สามารถบอกเอ็งได้ เพื่อให้เอ็งจะได้ไม่ตายไปอย่างไม่รู้เรื่องราว”

        หลี่โหยวพยักหน้าต่อเนื่อง อาอู่และหลิงหลงต่างปิดปากไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องกองกำลังนี้เลย จวบจนบัดนี้ ความเข้าใจในกองกำลังนี้ของหลี่โหยว ก็จำกัดเพียงเท่าที่ศาสตราจารย์ฉีได้แนะนำเบื้องต้นเอาไว้ นอกเหนือไปกว่านี้ก็ไม่รู้อะไรอื่นอีก ประสบการณ์ที่ได้พบตลอดทางที่ผ่านมา ยิ่งทำให้หลี่โหยวรู้สึกว่าเรื่องราวซับซ้อนยากที่จะแยกแยะได้ชัดเจน และตกอยู่ในความสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ

        “กลับไปนั่งคุยกัน” อาอู่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เวลานี้ยังคงเป็นช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนอรุณรุ่ง

        เจ้าหน้าที่ที่ไล่ตามเข้าไปในหุบเขาถอยกลับมาอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของพวกเขาไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักอย่าง เงาทะมึนนั้นหนีได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่นักยิงปืนที่ดีเช่นอาอู่ ที่แม่นยำภายในร้อยก้าวยังยิงพลาดไป ในขณะที่คนอื่นๆ วิ่งไล่ตามเข้าไปในหุบเขา เงาดำนั้นก็ได้หายไปอย่างปราศจากร่องรอยแล้ว

        เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาอู่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเหตุสุดวิสัยมากเกินไป จึงส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่กองกำลังกลับไปพักผ่อน เขาและหลี่โหยวสามารถประจำการเฝ้ายามต่อได้

        กองไฟที่สุมเพื่อให้แสงสว่างตอนกลางคืนก็เริ่มลุกโชนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หลี่โหยวและอาอู่นั่งตรงข้ามกันรอบกองไฟ ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงสองคนเดินเข้ามาอย่างกระอักกระอ่วน หลังจากที่ได้รับความตกใจแล้ว พวกเขาไม่กล้าที่จะหลับต่อไปอีก เต็นท์ของพวกเขาอยู่ใกล้กับหุบเขามากที่สุด ดังนั้นหากในหุบเขามีสิ่งชั่วร้ายใดออกมาอีก พวกเขาทั้งสองจะได้รับการจู่โจมก่อน

        อาอู่ก็ไม่ได้ขับไล่สองคนแต่กลับบอกให้นั่งลงอย่างไม่คาดคิด ยื่นกาเหล้าให้เอง ดูเหมือนว่าหลังจากที่ได้ผ่านเหตุการณ์อวยชัยสถาปนาเมื่อคืน ท่าทีอาอู่ต่อทั้งสามคนก็ดีขึ้นมาก ต่างถือปฏิบัติต่อทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ในกองกำลังอย่างเป็นทางการแล้ว

        “สิ่งที่ศาสตราจารย์ฉีได้พูดกับเอ็ง ข้าได้ยินแล้ว” อาอู่เก็บความทะมึนเย็นชาเหี้ยมโหดอย่างเมื่อก่อนนี้ลง หลังจากจิบสุราแล้วพ่นลมหายใจออกหนึ่งครา พูดกับหลี่โหยวว่า “วาจาเรื่องไร้สาระเหล่านั้นข้าไม่พูดแล้ว แต่จะพูดเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ให้เอ็งฟัง”

        หลี่โหยวส่งเสียง “อืม” เสียงหนึ่ง อาอู่ดื่มสุราไปอีกคำ กล่าวว่า “ในความเป็นจริงการทำงานครั้งนี้ของเรา แม้ว่าเป็นธุรกิจการซื้อขายส่วนตัว แต่งานส่วนหนึ่งของเราก็เพื่อทำงานแก่รัฐบาล เพียงแต่ไม่ใช่การร่วมมืออย่างเป็นทางการ เพียงได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการในบางพื้นที่ หลังจากดำเนินเรื่องแล้วก็รายงานสิ่งที่พบเห็นบางส่วนแก่พวกเขา…แต่ไม่ง่ายที่คิดจะได้รับคุณสมบัติดังกล่าวนี้ เราต้องได้รับการยืนยันจากบุคคลที่มีอำนาจบารมี เช่นครูของเอ็ง ศาสตราจารย์ฉี”

        หลี่โหยวพยายามที่จะเข้าใจวาจายืดยาวนี้ ปะติดปะต่อเหตุหน้าผลหลังแล้ว หลี่โหยวก็เข้าใจความหมายในคำพูดของอาอู่ได้อย่างรวดเร็ว

        “หากกล่าวเช่นนี้ การที่ศาสตราจารย์ฉีเข้าร่วมคณะของพวกคุณ ไม่ใช่ลาออกจากงานจริงๆ แต่เป็นตัวแทนรัฐบาลที่ดูแลพวกคณ ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ในระหว่างการทำงานของพวกคุณ?”

        อาอู่ส่งเสียง “อืม” คราหนึ่ง นึกชื่นชมในความตื่นตัวของหลี่โหยวพลางพยักหน้ากล่าวว่า “ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด ส่วนตัวศาสตราจารย์ฉีก็ยังได้ศึกษาบางสิ่งบางอย่าง ที่มีเพียงเราสามารถสนองให้เขาได้เท่านั้น นอกจากนี้เขายังมีศัตรูคนหนึ่ง งานวิจัยของพวกเขาสองคนเหมือนกันมาก ดังนั้นเขากังวลว่าเราจะส่งข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้ามด้วย”

        หลี่โหยวครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งทันที แล้วกล่าวว่า “ศาสตราจารย์ฉีคิดอยากได้ ‘บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง’? ศัตรูของเขาคือหลู่เชียนชิว? คุณไม่ใช่บอกว่าพวกเขาจ้างพวกคุณหรือ? นอกจากนี้ หลู่เชียนชิวไม่ควรเป็นศัตรูกับพวกคุณจึงจะถูกใช่ไหม?”

        อาอู่ยิ้มจนเห็นฟัน พูดคุยกับคนฉลาดก็ไม่ต้องเปลืองแรงมาก ก็สามารถปะติดปะต่อความสัมพันธ์จากคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้านี้ออกมาได้

        “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร แต่มีผลประโยชน์ที่เป็นนิรันดร์” ปากอาอู่ได้กล่าววจนะของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ออกมาคำหนึ่ง หลังจากนั้นกล่าวว่า “ใน ‘บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง’ มีสัญลักษณ์ลึกลับจำนวนมาก กล่าวกันว่าในโลกนี้มีเพียงสองคน ที่ช่ำชองวิธีการถอดรหัสนี้ หนึ่งคือหลู่จงเหยียนซึ่งเป็นปู่ของหลู่เชียนชิว” เมื่อกล่าวถึงหลู่จงเหยียน คำพูดของอาอู่ก็เต็มไปด้วยความเคารพยกย่องบูชา

        หลี่โหยวพยักหน้า เขาก็เคยได้ยินเรื่องราวของหลู่จงเหยียนบุรุษอัศจรรย์แห่งสาธารณรัฐจีนคนนี้ จากปากของศาสตราจารย์ฉี “อีกคนคือบรรพบุรุษของศาสตราจารย์ฉี?” หลี่โหยวกล่าวต่อไป คาดเดาคำพูดของอาอู่

        อาอู่กลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ผิดแล้ว เป็นนายหวังกั๋วเหว่ย”

        “หวังกั๋วเหว่ย?!” หลี่โหยวอึ้งไปทันที เขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่รู้จักหวังกั๋วเหว่ย “หลักพจนะท่ามกลางมนุษย์” ของผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจีนแห่งชาติคนนี้ หลี่โหยวที่มีความทรงจำดีท่องได้คล่องแทบจะกลับหน้าหลังได้หมด

        สำหรับอัตชีวประวัติของนายหวังกั๋วเหว่ย หลี่โหยวยังจำได้อย่างละเอียด สุภาพบุรุษผู้นี้ได้เรียนรู้ทั้งจีนและตะวันตก มีอิทธิพลต่อฝูงชนอย่างมาก ทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา และโบราณคดีต่างๆ แต่สุภาพบุรุษลักษณะเช่นนี้ ในปี ค.ศ.1927 กลับจมตัวเองในทะเลสาบคุนหมิงที่พระราชวังฤดูร้อนในปักกิ่ง ทิ้งเพียงจดหมายลาตายสั้นๆ ฉบับหนึ่งไว้เท่านั้น “ห้าสิบปี เพียงผ่านความตายคราหนึ่ง ผ่านการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ ความชอบธรรมไร้ความอัปยศอดสูอีกต่อไป” จดหมายลาตายฉบับนี้ชักนำให้เกิดการคาดเดาไร้ที่สิ้นสุด นักวิชาการด้านวรรณกรรมต่างได้อ่านมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่กลับไม่มีข้อสรุปที่ทำให้ผู้ใดเชื่อถือได้

        “ถ้างั้นศาสตราจารย์ฉีเป็นอะไรกัน?” หลี่โหยวถาม

        “ปู่ของศาสตราจารย์ฉีเคยเป็นนักเรียนของหวังกั๋วเหว่ยมาก่อน” อาอู่ขมวดคิ้วพลางกล่าว

        หลี่โหยวตกตะลึงอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูกไปบ้าง พูดตะกุกตะกักว่า “แต่ แต่ศาสตราจารย์ฉีเคยกล่าวไว้ บรรพบุรุษหลายรุ่นของเขาล้วนเป็นตระกูลนักพรเต๋า ปรมาจารย์หมอดูหยินหยาง! เป็นไปได้ยังไงที่จะเป็นเพียงนักเรียนของหวังกั๋วเหว่ย?”

        อาอู่กลับหัวเราะ “คิก” เสียงหนึ่งขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะเอ็งไม่รู้จักยุคสมัยนั้น ในยุคสมัยนั้น พระสงฆ์รูปหนึ่งสามารถเป็นปูชนียบุคคล ปรมาจารย์ต้นแบบของคนหลายสิบคน คนเที่ยวซ่องนางโลมคนหนึ่งอาจเป็นผู้นำการปฏิวัติก็ได้ ทำไมนักพรตเต๋ารูปหนึ่ง จะไม่สามารถเป็นนักเรียนของผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจีนแห่งชาติได้?”

        หลี่โหยวมึนไปหมดทั้งศีรษะ ตัวละครที่อยู่ในคำพูดของอาอู่เขารู้จักดี คนหนึ่งก่อนออกบวชชื่อหลี่ซูถงหลังออกบวชเป็นพระอาจารย์แล้วมีสมญานามว่าหงอี อีกคนหนึ่งเคยเป็นผู้นำของพรรคใดพรรคหนึ่งในอดีต ซึ่งเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านประวัติศาสตร์

        วาจาของอาอู่นี้ ทำให้หลี่โหยวรู้สึกศิโรราบอย่างลึกซึ้ง เดิมคิดว่าอาอู่เป็นเพียงผู้ชายที่เป็นแต่ต่อสู้ฆ่าฟันคนหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้คาดหวังว่าเขายังสามารถอธิบายประวัติศาสตร์ วรรณกรรมอ้างอิงราวกับจับวาง เห็นได้ชัดว่าคนจริงไม่ฉายแวว

        อาอู่ดึงหัวข้อเรื่องกลับไปที่หน้าที่ในความรับผิดชอบของขบวนกองกำลังอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวกองกำลังครั้งนี้ เพื่อออกไปหาสุสานโบราณแห่งหนึ่ง สุสานโบราณแห่งนี้หลี่โหยวก็เคยได้ยินชื่อมาก่อน นั่นคือสุสานหงส์เก้าพบมังกร


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)