0 Views

        หลี่โหยวที่เพิ่งตื่นขึ้นมา การตอบสนองยังไม่ได้ว่องไวปราดเปรียวนัก เขาไม่ได้สังเกตเห็นอะไรผิดปกติ แต่กลับขมวดคิ้วทันที ถามว่า “พี่ม่อ นี่พี่เล่นลูกไม้อะไร…!”

        กล่าวมาถึงตรงนี้ จู่ๆ หลี่โหยวก็ร่างกระตุกวูบอย่างตื่นตระหนก คิดอะไรขึ้นมาได้ในทันใด หนังศีรษะเขาชาวูบ ตื่นเต็มตาทันที ท้องน่องสั่นกระตุกคราหนึ่ง ทั่วทั้งร่างแข็งทื่อไปหมดแล้ว

        “หลี่โหยว…หลี่โหยว…” เสียงของม่อเหลียนเฉิงในหุบเขาก็ยิ่งดังกระชั้นมากขึ้น หลี่โหยวฟันขบกันเสียงดังกึกๆ ทันที แต่เขาพยายามที่จะควบคุมจิตใจเอาไว้ ไม่ได้เดินตรงไปข้างหน้า แต่กลับก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ

        ในเต็นท์ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงสองคนโผล่ศีรษะออกมา มองดูเงาหลังของหลี่โหยว สีหน้าตื่นตระหนก ม่อเหลียนเฉิงยังดี สือกว่างเซิงที่ด้านข้างกลับหน้าถอดสี ถามนับครั้งไม่ถ้วนว่า “พี่ม่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมเสียงของพี่ถึงได้ปรากฏในหุบเขา…”

        “ข้าจะรู้ได้ไง!” ม่อเหลียนเฉิงดูไปแล้ว แม้ว่ายังนับว่าสงบ แต่ก็ดีกว่าสือกว่างเซิงไม่มากนัก เสียงตะโกนของหลี่โหยวสิบนาทีก่อนเขาก็ได้ยินแล้ว ยามตกใจกลัว เขาได้ปลุกสือกว่างเซิงตื่นขึ้นมาย้อมใจเขาให้กล้าหาญเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา สองคนซ่อนตัวอยู่ในเต็นท์สั่นเป็นเวลานานราวกับจับไข้

        เดิมพวกเขาคิดว่าจะทนไปแบบนี้จนถึงรุ่งสาง แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก ทั้งยังมีเสียงหลี่โหยวตอบรับ นี่แย่แล้ว ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงแอบบ่นซวย ได้แต่เพียงทำใจกล้าเรียกหลี่โหยวไว้

        หลี่โหยวหันกลับไปมองรอบๆ ก็เห็นเต็นท์เล็กหลังหนึ่งที่หน้าประตูมีม่อเหลียนเฉิงและซือกว่างเซิงโผล่ศีรษะออกมา มองเขาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว ม่อเหลียนเฉิงกวักมือเรียกเขาไม่หยุด “หลี่โหยว แม่ง เอ็งรีบข้ามกลับมาเร็ว!”

        หลี่โหยวเพิ่งได้สติกลับมา ไม่ว่าสิ่งที่เรียกเขานั่นเป็นมนุษย์หรือปีศาจภูตนรกอะไร ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะติดตามค้นหา สิ่งที่สำคัญคือต้องรีบออกจากสถานที่นี้โดยเร็ว นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว!

        “หลี่โหยว…”

        แต่ในเวลานี้ จู่ๆ หลี่โหยวกลับรู้สึกว่าตรงติ่งหูถูกคนเป่าอากาศเย็นคราหนึ่ง เสียงบ่นพึมพำเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างกาย ทั้งร่างพลันขนลุกขึ้นมาทันที

        “ใคร!” ถึงแม้ว่าในใจเต็มไปด้วยความหวาดผวา แต่หลี่โหยวจำได้ว่า “บัญญัติลับสิบประการ” มีบันทึกไว้ ในป่าภูเขาถิ่นทุรกันดารมีสิ่งชั่วร้ายมากมาย เมื่อโชคชะตาของมนุษย์ทรุดลง ก็จะประสบภัยได้ง่ายๆ

        นอกจากนี้ ยามที่ได้พบสิ่งชั่วร้ายต้องไม่ตื่นตระหนก แต่ต้องพยายามที่จะสร้างขวัญให้ตนเองกล้าหาญทุกวิถีทาง ขวัญกล้าย่อมมีเลือดลมปราณเพียงพอ คนที่มีเลือดลมปราณเพียงพอ วิญญาณชั่วร้ายย่อมยากที่จะกล้ำกรายได้ แม้แต่ผู้ที่พบสิ่งดังกล่าว หากยามปกติมีการบำเพ็ญเพียรเจริญภาวนาในความดี สร้างคุณธรรมสั่งสมความดี ยังมีเจิ้งชี่ลมปราณต้านโรคเต็มเปี่ยมคุ้มครองปกป้องทั่วร่าง พานพบวิญญาณชั่วร้ายเพียงตวาดเสียงดุดันไปครา ก็สามารถทำให้สิ่งชั่วร้ายนั้นขวัญกระเจิงไปไกลได้

        หลี่โหยวตวาดอย่างดุดันเสียงหนึ่ง ก็คิดเลียนแบบตามวิธีที่บันทึกไว้ในหนังสือ

        แต่ประโยคนี้ คำว่า “ใคร” ยังไม่ทันได้ตวาดออกมา หลี่โหยวก็พบว่าตัวเองทั่วร่างแข็งทื่อ กลืนเสียงกลับเข้าไปอย่างแข็งขืน

        “หลี่โหยว…” เสียงทุ้มได้ดังที่ข้างหูของหลี่โหยวอีกครั้ง เกือบจะทำให้ขวัญกล้าที่หลี่โหยวอุตส่าห์รวบรวมปลุกปลอบขึ้นมาได้อย่างยากลำบากนั้น แตกกระเจิงไปแล้ว

        “ใคร!” เส้นเลือดเขียวบนขมับของหลี่โหยวปูดโปน ฝืนตะโกนออกมาจากส่วนลึกเสียงหนึ่งอย่างหนักแน่น เมื่อเขาตะโกนประโยคนี้ออกมาได้ ก็สัมผัสถึงความรู้สึกผ่อนคลายรอบๆ ตัวเขาได้พักหนึ่ง ความรู้สึกไม่สบายนานัปการก่อนหน้านี้ได้หายไปหมดแล้ว

        เวลานี้ มีเสียงดังกรอบแกรบขึ้นระลอกหนึ่งในหุบเขา ในใจหลี่โหยวคอยรักษาความตื่นตัวไว้ เดินถอยหลังไปหลายก้าว เพ่งมองอย่างตั้งใจ ในความมืดมิดคลับคล้ายคลับคลาเห็นเงาคนตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งเดินออกมาจากส่วนลึกของหุบเขา

        คนนั้นไม่ได้เดินออกมาภายนอก แต่ยืนอยู่ในที่ที่มืดผืนหนึ่ง จ้องหลี่โหยวไม่วางตา

        คนนั้นยืนห่างจากหลี่โหยวเกือบสิบเมตร ในยามวิกาลมืดมิดยื่นมือออกไปมองไม่เห็นห้านิ้ว หลี่โหยวไม่สามารถแยกแยะลักษณะที่ปรากฏของฝ่ายตรงข้ามได้จริงๆ ถึงกับมิอาจคาดเดาความสูงและอายุทั้งหมดได้ แต่หลี่โหยวกลับสามารถสัมผัสถึงแววตาของฝ่ายตรงข้ามที่กวาดพิจารณาบนร่างตนเอง แม้กระทั่งประกายตาอันเยือกเย็นยามสาดต้องร่าง

        หลี่โหยวอดไม่ได้ต้องสั่นสะท้านไปคราหนึ่ง เขามีลางสังหรณ์ว่าเงาที่เห็นตรงหน้านี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนเป็นเสียแล้ว

        “หลี่โหยว…” เสียงของคนนั้นคล้ายคลึงกับม่อเหลียนเฉิง หากไม่ได้หันศีรษะกลับมาเห็นม่อเหลียนเฉิงยังอยู่ในเต็นท์เหมือนเดิม เขาเกือบจะตัดสินว่าคนที่แกล้งทำเป็นผีหลอกก็คือม่อเหลียนเฉิงแล้ว แต่เมื่อฟังให้ดี ยังมีความแตกต่างระหว่างสองเสียง แม้ว่าเสียงของม่อเหลียนเฉิงจะไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไร แต่เสียงที่เกิดจากเงาทะมึนนี้ กลับทำให้ผู้คนสัมผัสถึงลมหายใจที่เย็นยะเยือก กล่าวได้ว่า ในเสียงของเขาไร้ซึ่งชีวิต

        หลี่โหยวไม่ตอบ หากใครเรียกชื่อของเจ้าในภูเขาถิ่นทุรกันดารและยามหลับฝัน จะดีที่สุดถ้าทำเป็นไม่ได้ยิน ยิ่งอย่าตอบรับการเพรียกหา นั่นจะล่อปัญหามาได้ หลี่โหยวเชื่อว่า ตนเองได้ล่อปัญหามาแล้ว บางทีอาจเป็นเรื่องขณะที่ได้อวยชัยสถาปนาพญางูก่อนหน้านี้ เส้นประสาทของหลี่โหยวขยายใหญ่มากขึ้น หลังจากความกลัวในใจผ่านไปพักหนึ่ง จึงค่อยๆ สงบลงเตรียมสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลง มองดูคนที่ปลอมแปลงเป็นม่อเหลียนเฉิงตรงหน้าคนนี้ว่า เป็นเทพไท้องค์ใดจำแลงมา

        แน่นอนเหตุที่หลี่โหยวมีความมั่นใจมาก เป็นเพราะก่อนหน้านี้เมื่อเขาดึงศพที่ถูกพญางูกลืนกินไปออกจากศาลเจ้า ยังได้เก็บเอาปืนสั้นกระบอกหนึ่งและกริชเล่มหนึ่งบนซากศพนั้น เข้าไปไว้ในอกเสื้ออย่างเงียบๆ ขณะที่กำลังหลับ ก็พกปืนไว้ที่เอว เวลานี้ยิ่งแอบเอาปืนออกมากุมไว้ในมือ

        “หลี่โหยว…” เสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง “รีบเข้ามา…เป็นอสูรคนตายที่เป็นขึ้นมาได้แล้วฝูงหนึ่ง พวกเขาจะพาเจ้าไปที่สุสานราชันอสูร…”

        หลี่โหยวสะดุ้งในใจอีกครา

        ยิ่งคนนั้นพูดมากขึ้น หลี่โหยวก็แยกออกถึงสิ่งที่แตกต่างกับเสียงของม่อเหลียนเฉิง แต่เขาก็แปลกใจมาก เสียงนี้ฟังขึ้นมาแล้วเป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินชัดๆ แต่ก้นบึ้งจิตใจกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก

        “คุณเป็นใคร?” หลี่โหยวมั่นใจว่าเขาน่าจะรู้จักคนคนนี้ แต่ไม่ใช่ในฐานะคนที่คุ้นเคย กระทั่งหลี่โหยวย้อนคิดทบทวนชีวิตของเขายี่สิบกว่าปีมานี้ แต่กลับไม่สามารถรำลึกคนที่เป็นเจ้าของเสียงนี้ได้เลยสักคน

        “เอ็งรู้ว่าข้าเป็นใคร…” จู่ๆ เสียงนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นลอยละล่องไปมา ร่างก็เริ่มค่อยๆ ถอยออกไปด้านหลัง “เอ็งคิดดีๆ ดูสิว่าข้าเป็นใคร…” เงาร่างกลืนหายไปในความมืด

        หลี่โหยวขมวดคิ้วคราหนึ่ง ขณะยังไม่ทันได้ตอบสนองกลับมา จู่ๆ ด้านหลังกลับมีเสียง “ปัง” ดังขึ้นมาเสียงหนึ่ง หินผาที่เงาทะมึนได้ยืนอยู่ก่อนหน้านั้นมีควันระเบิดคลุ้งขึ้นมาระลอกหนึ่งทันที

        “แกล้งทำเป็นผีสางเทวดา!” เสียงของอาอู่ปรากฏอยู่ข้างหลังเขาไม่ไกลนัก

        หลี่โหยวหันศีรษะกลับไป อาอู่กำลังสืบเท้าก้าวข้ามมา ยังมีเจ้าหน้าที่กองกำลังอีกสามหรือสี่คน ในมือกุมไรเฟิล 81 ไว้แน่น เมื่อเห็นอาอู่ยิงปืน พวกเขาก็ยิงรัวเข้าไปในหุบเขา

        “อย่ายิง! จับเป็น!” หลี่โหยวหัวใจกระตุกวูบคราหนึ่ง แม้ว่าคนนั้นมีพฤติกรรมแปลกๆ แต่ดูเหมือนไม่ได้มีท่าทีเป็นศัตรูอะไรกับเขา ถึงกับอาจเป็นคนที่คุ้นเคยคนหนึ่ง หลี่โหยวไม่คิดหวังให้เขาถูกยิงรัวๆ จนตาย นอกจากนี้เขายังคิดอยากรู้ว่าคนคนนี้อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ที่แท้มีเหตุผลเพื่ออะไร ทำไมจึงได้ทุ่มเทความคิดแบบนี้ ชักนำเขาออกมา ยังได้พูดบางอย่างที่ไร้ต้นสายปลายเหตุน่าพิศวงเช่นนี้ออกมาอีก


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)