0 Views

        แต่เรื่องกลับมอาอู่หยิบแผนที่ออกมา เทียบเส้นทางบนแผนที่แล้วพยักหน้ากล่าวว่า “เป็นหุบเขาเล่อหม่าจริง เราจะพักที่นี่คืนนี้ พวกเจ้าพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า”

        เวลานี้เจ้าหน้าที่ในคณะมีสภาพล้าจนสุดขีดแล้ว ได้ยินคำพูดของอาอู่ต่างโล่งอกไปอีกครา ขืนเดินทางต่อไปอีกขาสองข้างคงต้องหักแล้ว

        หลี่โหยวเองก็เหนื่อยจนไม่ไหวแล้ว ตั้งแต่เช้าแทบจะไม่ได้พัก นอกจากเดินไม่หยุดหย่อนแล้ว ยังพบสิ่งที่น่าตื่นเต้นประเภทต่างๆ คนทั้งคนยังอยู่ในสภาพสติมึนงงเมื่อเทียบกับเขา สติของฉินอี้ดีกว่าเขามาก หลังจากเดินทางมาหลายสิบลี้ เธอยังคงมีเรี่ยวแรง แต่ไร้ชีวิตชีวา ดูเหมือนว่ายังอยู่ในเงามืดของการสังหารหมู่ที่หม่าเจียถุน

        หลี่โหยวไม่รู้จะปลอบใจหญิงสาวคนนี้อย่างไร ได้แต่นั่งเป็นเพื่อนด้วยอย่างเงียบสงบตลอดเวลา

        หุบเขาเปิดโล่งทั่วผืน ตรงกลางมีลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง เสียงน้ำในลำธารไหลจ๊อกๆ ทั้งสองด้านปกคลุมด้วยก้อนหินรูปไข่ห่าน บางส่วนมีเพียงทรายละเอียดเป็นชั้นหนาๆ ดูลักษณะไปแล้ว สถานที่นี้น่าจะกลายเป็นแม่น้ำไหลสายหนึ่งในช่วงฤดูฝน

        ตามหลักแล้ว การตั้งแคมป์ในสถานที่ซึ่งระดับน้ำสามารถเอ่อล้นขึ้นมาได้ทุกเวลาแบบนี้อันตรายมาก แต่เวลานี้กลับไม่มีใครสนใจที่จะหาสถานที่ที่ดีกว่านี้แล้ว ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงทั้งคู่เพียงแต่กางเต็นท์แบบลวกๆ แล้วมุดเข้าไปข้างในทันที ไม่นานก็ส่งเสียงกรนออกมา

        เสียงกรนของสองคนดังเกินไปจริงๆ เหมือนแตรรถยนต์ก็ไม่ปาน ฝูงชนอดไม่ได้แอบขมวดคิ้ว ได้แต่กางเต็นท์ห่างจากสองคนนั้นเกือบยี่สิบเมตร รวมตัวปักหลักตั้งค่ายอยู่ด้วยกัน

        ในสถานการณ์แบบนี้ อาอู่และคนอื่นๆ ไม่กลัวว่าม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงจะหนีไปแล้ว ในวันนี้ได้เข้ามาในป่าลึก การหนีออกจากกองกำลังตามลำพังเพียงคนเดียวยามดึกดื่น มีโอกาสสูงที่จะได้พบกับสัตว์ที่ดุร้ายหรืองูพิษ นอกจากไม่กลัวตายจึงทำเรื่องเช่นนั้นออกมาได้ ทั้งสองคนล้วนไม่มีขวัญกล้าขนาดนั้น

        หลี่โหยวเดินตามทุกคนไป เขาได้รับความเดือดร้อนจากทั้งสองมามากแล้ว มีโอกาสต้องไม่เต็มใจที่จะอยู่ร่วมกับสองคนอย่างเด็ดขาด พอดีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งตายไป วัสดุอุปกรณ์จึงว่างอยู่ชุดหนึ่ง เต็นท์พักว่างหลังหนึ่ง บวกกับคืนนี้การแสดงออกของหลี่โหยวน่ายกย่อง ค่าตอบแทนจึงมีเพิ่มขึ้น

        เพียงแต่หลี่โหยวปวดศีรษะมาก ฉินอี้กลับไม่ยอมห่างจากข้างกายเขาไปอาศัยอยู่กับหลิงหลง มุดเข้าไปในเต็นท์ของเขาด้วยแล้ว ทำให้หลี่โหยวรู้สึกอึดอัดไม่คุ้นเคย โชคดีที่ฉินอี้ยังเป็นสาวน้อยเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์เต็มที่ หลี่โหยวไม่อาจปฏิบัติต่อเธอด้วยอารมณ์เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน

        ก่อนเข้านอน ในที่สุดหลี่โหยวก็มีเวลาคุยกับฉินอี้ตามลำพัง เขาคิดซักถามเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับหม่าเจียถุนในวันนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาหลี่โหยวผิดหวังอับจนหนทาง คือสาวน้อยนอกจากพยักหน้าและสั่นศีรษะแล้ว ก็เพียงโบกมือทั้งสองไปมาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ในปากส่งเสียง “เออ อา” ตอบคำของหลี่โหยว

        หลังจากสอบถามไปแล้วเกือบหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดหลี่โหยวก็ถามทุกอย่างจบแล้ว

        หลี่โหยวเข้าใจแล้วว่า ในช่วงเช้ามีคนกลุ่มหนึ่งแต่งชุดพรางตัวประมาณสามสิบกว่าคน ในมือต่างถือปืนเข้ามาที่หม่าเจียถุน คนเหล่านี้ล้อมรอบหม่าเจียถุน บีบคั้นให้ทุกคนเดินเข้าไปในลานข้าว

        ชาวบ้านในหม่าเจียถุนฝึกวิทยายุทธ์กันทุกคน จึงมีคนที่ลุกฮือต่อต้านการโจมตี ทำร้ายฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บไปได้หลายคน แต่คนที่ลงมือต่อต้านเหล่านั้นต่างถูกปืนยิงตายจนหมดในที่เกิดเหตุแล้ว

        ทั้งชายหญิง ผู้เฒ่า ผู้เยาว์ทั้งหมดต่างถูกมัดไว้ในลานข้าว หลังจากนั้นถูกจัดวางเป็นรูปวงกลม จากนั้นชายวัยกลางคนคนหนึ่งในกลุ่มที่มาก็เดินไล่ถามคำถามไปทีละคน คนที่ตอบคำถามก็ถูกพวกเขาดึงออกไป ส่วนที่เหลือถูกชายคนนั้นส่งสัญญาณให้ฆ่าตาย เลือดหลั่งรินเป็นแม่น้ำ

        ชะตาของฉินอี้นับว่าไม่เลว

        พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตไปนานมาก และไม่มีญาติสายตรงในหม่าเจียถุนแล้ว เธอออกไปขุดสมุนไพรตั้งแต่เช้ากำลังเตรียมกลับบ้านไปกินอาหารเที่ยง สุดท้ายกลับได้เห็นภาพคนไล่ตามชาวบ้านทั่วสารทิศ จึงได้ซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ซึ่งอยู่ที่สูง ลอบมองดูการสังหารหมู่นี้ จนกระทั่ง หลังจากที่ฆาตกรเหล่านั้นจากไปแล้ว ฉินอี้จึงได้กลับเข้ามาที่หมู่บ้านซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมน้อยของตน กำลังอกสั่นขวัญแขวนไม่รู้จะทำอย่างไร ก็มีคนอีกกลุ่มเข้ามา

        กลุ่มนี้คือกลุ่มของหลี่โหยว เรื่องหลังจากนี้หลี่โหยวก็รู้แล้ว

        ส่วนเรื่องที่ทำไมฉินอี้จึงสนิทกับเขาแบบนี้ สาวน้อยก็ยังให้คำอธิบายไม่ได้ เพราะเธอรู้สึกว่าหลี่โหยวเป็นคนดี หรือบางทีอาจเป็นเพราะเหตุที่เป็นกำพร้าตั้งแต่เด็ก ฉินอี้มีชีวิตอยู่อย่างระมัดระวัง จนสามารถมองทะลุจิตใจของผู้คนได้ง่ายๆ เธอรู้สึกว่าคนอื่นล้วนไม่ใช่คนดี ดังนั้นจึงได้วิ่งมาหาหลี่โหยวเพื่อขอความช่วยเหลือ

        หลี่โหยวรู้สึกโล่งใจมาก เขาเองเป็นคนดีคนหนึ่ง สาวน้อยเป็นคนฉลาดมีไหวพริบรู้จักมองคนจริงๆ

        ตอนนี้ ดวงตาของหลี่โหยวลืมไม่ขึ้นแล้วจริงๆ เขาหลับไปอย่างมึนงง ดวงตาของฉินอี้ก็ปิดลงแล้วสักพัก หลังจากนั้นค่อยๆ ลืมขึ้นมาอีก ในความมืด ดวงตาสดใสกลับจ้องหน้าหลี่โหยวไม่วาง เป็นเวลานานมากๆ จึงค่อยๆ ถอนหายใจออกมา ริมฝีปากขยับคราหนึ่ง ในที่สุดใบหน้าก็ปรากฏลักยิ้มตื้นๆ สองรอย ค่อยๆ หลับไป

        …

        “หลี่โหยว…หลี่โหยว…เสี่ยวโหยว…”

        ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน ในห้วงฝันหลี่โหยวดูเหมือนจะได้ยินเสียงคนกำลังเรียกเขาให้ตื่นขึ้นจากการนอนหลับลึก หลี่โหยวขยี้ตาฟังเสียงหายใจสม่ำเสมอของฉินอี้ที่ข้างๆ เขาไม่ได้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวใหญ่โต เพียงคลานออกมาจากถุงนอนอย่างเงียบๆ และมุดออกไปนอกเต็นท์

        ถึงแม้ว่าเพิ่งเป็นเดือนสิงหาคม แต่ลึกลงไปในภูเขากลับค่อนข้างเย็นแบบฤดูใบไม้ร่วง มีเพียงหนอนแมลงที่ปรับตัวให้เข้ากับฤดูในภูเขา ส่งเสียงหรีดหริ่งเรไรไม่หยุดเหมือนเดิมเท่านั้น เจ้าหน้าที่ในกองกำลังดับกองไฟที่สุมเพื่อให้แสงสว่างตอนกลางคืนก่อนเข้านอนไปแล้ว ไฟได้กลายเป็นเถ้าถ่านอย่างรวดเร็ว ดูเวลาแล้ว เป็นเช้าตรู่ตีสี่สามสิบห้านาที อีกไม่นานก็จะฟ้าสว่างแล้ว ผู้เฝ้ายามช่วงกลางคืนเวลานี้กำลังนั่งหลับอยู่ข้างๆ กองไฟ สัปหงก ไม่ได้สังเกตเห็นหลี่โหยวออกมาจากเต็นท์

        หลี่โหยวเงี่ยหูฟัง ในที่สุดก็ได้ยินเสียงเพรียกเหมือนมีเหมือนไม่มีเสียงหนึ่ง “หลี่โหยว…หลี่โหยว…”

        เหมือนเสียงของม่อเหลียนเฉิง หลี่โหยวขยี้ตาอีกครั้ง หาวหวอดคราหนึ่ง ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย เช้ามืดแบบนี้ ม่อเหลียนเฉิงกำลังเรียกอะไร? หรือว่าไอ้เจ้าหมอนี่ยังไม่ยอมแพ้ คิดฉวยโอกาสหนีไปตอนกลางคืน?

        เพื่อไม่ให้คนอื่นตกใจตื่น หลี่โหยวไม่ตอบคำของม่อเหลียนเฉิง เขาเดินอย่างไม่รีบร้อนไปที่เต็นท์ของม่อเหลียนเฉิง แต่ก็พบว่าเสียงไม่ได้มาจากในเต็นท์แต่มาจากในหุบเขา

        ม่อเหลียนเฉิงเข้าไปในหุบเขาทำไม? ในใจหลี่โหยวเต็มไปด้วยความสงสัยไม่ได้คิดอะไรมาก สาวเท้าอ้อมผ่านเต็นท์ของม่อเหลียนเฉิง มุ่งเข้าสู่หุบเขา

        “หลี่โหยว…หลี่โหยว…เสี่ยวหลี่…” เสียงดังออกมาเป็นระยะๆ จากในหุบเขา หลี่โหยวที่เกือบจะเข้าไปในหุบเขาแล้ว ก็ใจร้อนเปิดปากตอบว่า “พี่ม่อ ไม่ต้องเรียกแล้ว ผมมาแล้ว เช้ามืดแบบนี้ พี่ทำอะไร? ออกไปถ่ายหนักแล้วไม่ได้พกกระดาษชำระหรือ? เรียกกว่างเซิงช่วยเอาให้ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ…”

        “เสี่ยวโหยว!” เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างหลัง น้ำเสียงยังมีความตื่นตระหนกและความเร่งรีบ “เสี่ยวโหยว เราได้ยินเสียงแล้ว อย่าเข้าไป!”

        นี่เป็นเสียงของม่อเหลียนเฉิง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)