0 Views

        หลี่โหยวมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ พบว่าเป็นเวลาสองทุ่ม รอบด้านได้มืดไปหมดแล้ว ในท้องก็หิวมาตั้งนานแล้วเช่นกัน สถานที่ปักหลักเดิมเป็นหม่าเจียถุนแต่กลับประสบเหตุนองเลือดขึ้นจึงต้องเร่งออกจากที่นั่น

        ก่อนออกเดินทาง อาอู่ยังส่งคนรายงานไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ให้แจ้งรัฐบาลท้องถิ่นทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องอะไรที่จะเกิดขึ้นตามมาทีหลังนั้น กองกำลังของอาอู่ขบวนนี้ล้วนไม่สนใจแล้ว

        ภายในศาลเจ้าว่างเปล่ามีเพียงแท่นบูชาหนึ่งแท่น ไม่มีองค์พระอยู่บนแท่นบูชา แต่มีกระถางธูปขนาดเล็กหนึ่งใบและเชิงเทียนที่ด้านซ้ายและขวาสองข้าง มีภาพจิตรกรรมบนฝาผนังแต่ผ่านการรมควันและความร้อนมานาน ทำให้มองไม่ชัดว่าภาพอะไร อากาศรอบๆ ดูเหมือนยังเต็มไปด้วยกลิ่นคาวจางๆ แต่ไม่รู้ว่ากลิ่นคาวนี้มาจากไหน

        หลี่โหยวสังเกตเห็นว่าหลังจากที่ฉินอี้เข้ามาในศาลเจ้าเล็กๆ นี้แล้ว ก็ทำหน้าเครียดมากมาตลอด ก่อนหน้านั้นเธอจะดึงมุมชายเสื้อของหลี่โหยวไว้เสมอ แต่หลังจากที่เข้าใกล้ศาลเจ้า เธอก็เปลี่ยนมาจับแขนของหลี่โหยวไว้แน่น ไม่ให้ตามเข้าไป แต่หลี่โหยวกลับตบเบาๆ ที่หลังมือของเธอ ส่งสัญญาณว่าไม่มีอันตราย เพราะก่อนที่จะเข้าไปได้มีคนในกองกำลังเข้าไปสำรวจในศาลเจ้ารอบหนึ่งแล้ว

        ฉินอี้ดึงแขนของหลี่โหยวไว้ ให้ยืนอยู่ในตำแหน่งใกล้ทางเข้าประตูที่สุด ไม่ให้เขาเดินเข้าไปข้างใน อาอู่พ่นควันไปพลาง ทางหนึ่งเข้าใกล้กำแพงดูภาพวาดบนผนังอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่หลังจากจ้องมานาน ก็ยังไม่รู้ว่าภาพวาดบนนี้คือภาพอะไร

        หลังจากหลิงหลงเข้ามาศาลเจ้าเล็ก ก็เงียบไม่ส่งเสียงมาตลอด ราวกับตื่นตัวต่อสถานที่นี้มาก หลังจากนั้นไม่นานหลิงหลงจึงเอ่ยปากถามว่า “มีใครเคยมาที่นี่มาก่อนไหม?”

        อาอู่ตอบว่า “มี นี่เป็นศาลเจ้าพญางู เทพเจ้าแห่งภูเขาที่ชาวบ้านหม่าเจียถุนบูชา ที่นี่ยังเป็นสถานีแรกก่อนเข้าไปในภูเขาด้วย ตั้งแต่หลังจากที่รับการค้าขายชุดนี้แล้ว คนของเราเคยเข้ามาลาดตระเวนสำรวจเส้นทางที่นี่ ทำเครื่องหมายแสดงมันไว้บนแผนที่แล้ว”

        หลิงหลงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ฉันมักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติที่นี่” ขณะที่หลิงหลงพูดเสียงของเธอเบามาก แต่ก็เพียงพอที่จะให้ทุกคนในศาลเจ้าเล็กต่างได้ยินคำพูดของของ “ที่นี่สิ่งที่คนบูชาคืองูหรือ?” ทันใดนั้นหลิงหลงคิ้วขมวด พูดด้วยเสียงที่หนาวสะท้านบ้างว่า “ทราบประวัติความเป็นมาของชื่อศาลเจ้าไหม?”

        อาอู่กลับส่ายหน้า กล่าวว่า “นี่กลับไม่ชัดเจน แต่ว่าอาจเป็นไปได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ความเชื่อของพวกเขา ลายสักของพวกเขาเป็นงูใช่ไหม”

         “นั่นเป็นชิวหลง มังกรตัวเล็กที่มีเขา ไม่ใช่งู” อาอู่แก้ไขข้อผิดพลาดของหลิงหลงที่ใจลอยราวกับลังเลอะไรบางอย่าง หลี่โหยวเห็นฉากนี้ก็แปลกใจ ตั้งแต่ที่เขาได้เห็นหลิงหลง ท่าทีของเธอดูมั่นคงและมักจะไม่หวั่นไหว นี่เป็นครั้งแรกที่พบว่าเธอลังเลในการตัดสินใจ

        “เราจะออกไปจากที่นี่” หลิงหลงกล่าวอย่างช้าๆ หลังจากสูดลมหายใจลึก

        “อะไร?” อาอู่มองหลิงหลงด้วยความประหลาดใจ วันนี้ทั้งวันขบวนเดินอย่างน้อยร้อยไมล์ผ่านภูเขา แม้จะเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่งแต่ก็ยังเหนื่อย เมื่อทุกคนเพิ่งถอดรองเท้าของพวกเขาและก่อไฟเตรียมกินอาหารพักผ่อน จู่ๆ เธอกลับให้พวกเขาจากไป นี่ก็ยากที่จะพูด แต่อาอู่รู้ชัดเจนดีว่าทางเบื้องหน้าจะเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปอีกอย่างน้อยยี่สิบกิโลเมตร ก่อนที่จะมีที่พักใหม่

        “ฉันรู้สึกว่าที่นี่อันตรายมาก” หลิงหลงอธิบาย “ให้ทุกคนเอาอาหารแห้งใส่ท้องแล้วรีบเดินทาง พวกเราไปที่อื่นก่อนแล้วค่อยวางแผน”

        “ได้สิ” เมื่อเขาได้ยินคำพูดของหลิงหลงเช่นนี้ อาอู่ตอบทันที ยกมือขึ้นแล้วก็เริ่มตะโกนออกมาว่า “เด็กๆ ได้ยินแล้วนะ เก็บของแล้วออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”

        เสียงหยาบของอาอู่ก็สะท้อนในศาลเจ้าที่ว่างเปล่า

        หลี่โหยวรู้สึกว่าร่างกายของเขาสั่น ที่แท้คือมือฉินอี้ที่ดึงชายเสื้อของเขาอยู่นั้นสั่นเล็กน้อย ฉินอี้ในตอนนี้มีสีหน้าซีดเซียว เปิดปากส่งเสียง “เออๆ อาๆ” ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความวิตกกังวล พยายามจะดึงแขนของหลี่โหยวลากออกไปข้างนอก

        “เงียบไปเลย!” หลิงหลงหัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน และอันตรายที่สัมผัสได้ตามสัญชาตญาณดูเหมือนจะใกล้เข้ามาแล้ว เธอรีบกล่าวห้ามอาอู่ส่งเสียง

        แต่ก่อนที่เสียงสะท้อนในศาลเจ้าเล็กจะหยุด ฝูงชนได้ยินเสียงของโลหะเสียดสีกัน “เอี๊ยดๆ” เสียงเหมือนเสียงจากใต้พื้นหรือคล้ายกับแผ่วเบาอยู่ข้างหู

        “นี่มันเสียงอะไรกัน?” หัวใจของอาอู่เย็นยะเยือก มือข้างหนึ่งคลำไปที่เอวดึงมีดทหารออกมา ถอยหลังไปหลายก้าว แล้วยืนอยู่ข้างกายของหลิงหลง

        “ว้าวว้าวปังตัง…”

        จู่ๆ ไม่รู้ว่าแท่นบูชาถูกอะไรกระแทกจากข้างใต้อย่างรุนแรง กระถางธูปและเชิงเทียนที่อยู่ด้านบนก็ล้มลงบนพื้นทันที ถึงแม้ว่าหลี่โหยวถูกฉินอี้ดึงให้ถอยกลับ แต่ตายังจ้องเขม็งไปยังการเคลื่อนไหวบนแท่นบูชา

        “ฟ่อๆ…”

        เสียงโลหะเสียดสีดังขึ้นอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีเงาดำร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากข้างใต้ทันที ไฟในมือของทุกคนรวมตัวกันส่องไปที่เงานั่นทันที

        “งู!”

        “งูยักษ์!”

        เสียงของคนในขบวนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ฝีก้าวยังคงก้าวเป็นระเบียบและรวดเร็ว มุ่งไปที่ตำแหน่งของหลิงหลง แต่ไม่มีการโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้าหรือหนีเอาตัวรอด พวกเขาปกป้องหลิงหลงให้ค่อยๆ ถอยออกไปข้างนอก

        หลี่โหยวสูดอากาศเย็นเยียบ งูที่โผล่ออกมาจากใต้ดินของแท่นบูชา ลำตัวหนากว่าต้นขาของผู้ใหญ่หลายรอบ ความยาวไม่ชัดเจน เพราะยังมีส่วนลำตัวที่อยู่ในหลุมมืดใต้แท่นบูชา หัวงูขนาดใหญ่เท่ากับบาสเกตบอลสองลูก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับหลี่โหยวคือ งูยักษ์นี้ไม่ได้เป็นงูเหลือมป่าที่ค่อนข้างเชื่อง แต่เป็นงูเห่าหัวสามเหลี่ยม!

        “เป็นงูเห่าตัวใหญ่มาก” หัวใจของหลี่โหยวเต้นแรง “ทำไมถึงใหญ่ขนาดนี้”

        งูเหลือมมักมีขนาดใหญ่มากและไม่ค่อยโจมตีมนุษย์ มันมักจะโจมตีเช่นนี้เมื่อหิวเป็นเวลานาน แต่งูเห่าจะแตกต่างกัน ในเวลาปกติเมื่อพบคนอาจจะชูคอขึ้นและกัดได้ ไม่ต้องพูดถึงพญางูขนาดใหญ่ปานนี้

        “กลับไป ฆ่าคนเก็บรวบรวมข้อมูล!” อาอู่ดูเครียด แต่ยังไม่วายที่จะแสดงความเหี้ยมโหด เพียงแต่เขาไม่ได้มุ่งไปที่งูยักษ์ซึ่งอยู่ตรงหน้า

        “ฟ่อๆ …” งูยักษ์แลบลิ้น หัวงูที่ดำทะมึนน่ากลัวจ้องทุกคน ดวงตาอมเทาเย็นยะเยือก ราวกับว่ากำลังพุ่งไปที่ฝูงชนเพื่อระบายความโกรธที่ไร้ขีดจำกัด

        “รีบถอยออกมา!” หลี่โหยวถูกฉินอี้ดึงออกมาจากศาลเจ้า ได้เห็นแววตานี้ของงูยักษ์ ในใจรู้สึกเย็นเยียบไปหมด จู่ๆ กลับคิดถึงอะไรขึ้นมาได้รีบพูดว่า “อย่าอ้าปากพูดเด็ดขาด มังกรตัวนี้มีอายุมากแล้ว อย่าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เฟิงเจิ้ง สำเร็จมรรคผลให้เขา นำภัยมาถึงตัว!”

        เมื่อได้ยินคำว่า “เฟิงเจิ้ง (สำเร็จมรรคผล)” คนส่วนใหญ่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าคำพูดนี้ของหลี่โหยวหมายถึงอะไร แต่อาอู่และหลิงหลงกลับมีสีหน้าหนักใจ กล่าวว่า “เมื่อครู่ใครเป็นคนพูด ถอนคำพูดซะ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)