0 Views

        อาอู่กล่าวอย่างแปลกใจว่า “แต่เรายังไม่มี…”

        หลิงหลงแบมือ กล่าวว่า “ในเมื่อมีคนมาก่อน พวกเขาก็คงได้ไปแล้ว ของที่เราคิดจะเอาจากที่นี่ไม่น่าจะหลงเหลืออยู่อีก” หลิงหลงมองดูสาวน้อยแวบหนึ่ง

        อาอู่รับรู้ด้วยใจ พยักหน้าเล็กน้อยพูดกับเจ้าหน้าที่กองกำลังข้างกาย “ตรวจสอบตัวตนของซากศพเหล่านี้ แล้วรีบไป”

        หลี่โหยวพยุงสาวน้อยในอ้อมแขนขึ้นมา เธอยังคงความตกใจราวกับกระต่ายปานนั้น ไม่กล้าห่างจากเขา มือข้างหนึ่งยังคงดึงชายเสื้อของเขาไว้

        “ซากศพเหล่านี้ทำยังไง?” หลี่โหยวปลอบสาวน้อยพลางถามอาอู่

        “ใครบางคนจะมาจัดการ” อาอู่ตอบ แล้วเดินไปตรงหน้าซากศพร่างหนึ่ง ดึงแขนเสื้อของซากศพขึ้นมา หลี่โหยวพบว่าไม่เพียงแต่อาอู่ที่ทำเช่นนี้ เจ้าหน้าที่กองกำลังหลายคนต่างก็ทำสิ่งเดียวกัน หลี่โหยวเห็นแขนของทุกศพต่างมีรอยสักรูปหนึ่ง

        รอยสักมีลักษณะแปลกๆ ดูอย่างหยาบเหมือนสักเป็นเชือกป่านเส้นหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาอย่างชัดเจนจึงเห็นว่า รอยสักเป็นเหมือนงูสองตัวที่หัวและหางกระหวัดเกี่ยวไว้ด้วยกัน แต่แปลกที่รอยสักงูตัวเล็กสองตัว กลับมีเขางอกออกมาอย่างชัดเจน

        ซากศพนับสิบได้ถูกระบุตัวตนอย่างรวดเร็ว มีเพียงสองศพที่ไม่มีรอยสักเช่นนี้บนร่างกาย นั่นเป็นหญิงสาวสองคน “สองคนนี้น่าจะเพิ่งแต่งงานเข้ามาอยู่ในหม่าเจียถุนได้ไม่นาน ดังนั้นจึงไม่ได้มีรอยสักบนแขน” อาอู่ชี้ไปที่ซากศพสองร่างกล่าวกับหลิงหลง

        หลิงหลงพยักหน้ากล่าวว่า “ใช่ ได้กล่าวไว้ในข้อมูลที่รวบรวมก่อนหน้านี้”

        หลี่โหยวฟังบทสนทนาของทั้งสองคนด้วยความงุนงง ระหว่างทางเขาจึงได้รู้จากปากของม่อเหลียนเฉิงว่า เดิมคนของหม่าเจียถุนไม่ว่าชายหรือหญิงหนุ่มหรือเฒ่า จะสักรอยสักบนแขนข้างขวา เด็กเล็กที่คลอดมาเมื่อเต็มครบเดือนก็จะได้รับรอยสัก เจ้าสาวที่แต่งงานมาจากนอกพื้นที่ ก็ต้องสักรอยสักนี้ในวันสุดท้ายของทุกปี ประเพณีนี้ได้รับการถ่ายทอดในหม่าเจียถุนมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว

        หลี่โหยวยังถามเรื่องเกี่ยวกับหม่าเจียถุนอีกไม่น้อยจากม่อเหลียนเฉิง ม่อเหลียนเฉิงกลับไม่รู้อะไรเลย

        ม่อเหลียนเฉิง มีความเข้าใจที่ดีต่อหม่าเจียถุนไม่น้อยจริงๆ ก่อนหน้านี้เมื่อเขาและสือกว่างเซิงมาเก็บตก มีไม่น้อยต้องไปสถานที่เปลี่ยวห่างไกลเหล่านี้ เขามาหม่าเจียถุนเจ็ดแปดครั้งแล้ว แต่ละครั้งเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อย

        แม้ว่าหม่าเจียถุนถูกเรียกว่าหม่าเจียถุน แต่แปลกที่ไม่มีครอบครัวใดที่นี่แซ่หม่า ในหม่าเจียถุนมีคนเพียงสองตระกูล หนึ่งแซ่ฉิน หนึ่งแซ่หลี่ กับหลี่โหยวนับเป็นตระกูลเดียวกัน ไม่รู้ว่าอาศัยอยู่ในหม่าเจียถุนเป็นเวลากี่ปีแล้ว

        หม่าเจียถุนดูเหมือนจะเป็นหมู่บ้านที่บุคคลในตระกูลใหญ่ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หนีภัยสงครามเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในภูเขาเปลี่ยวลึก เพราะขณะที่ม่อเหลียนเฉิงทำการแลกเปลี่ยนสินค้าโบราณที่หม่าเจียถุน ได้แลกเปลี่ยนสิ่งของดีๆ มากมายจากชาวบ้าน โต๊ะเก้าอี้ไม้พะยูงหอมอย่างดีเยี่ยม เขาได้แลกเปลี่ยนจากหม่าเจียถุนไปสองชิ้น ขายได้เงินมากมาย หากบรรพบุรุษไม่มีภูมิหลังครอบครัวที่แข็งแกร่ง ชาวบ้านธรรมดาไหนเลยจะมีของเช่นนี้ในครอบครองได้

        แต่สิ่งที่ทำให้ม่อเหลียนเฉิงภูมิใจมากที่สุดคือ เขายังได้แลกเปลี่ยนเครื่องลายครามของราชวงศ์หยวนตอนปลายหนึ่งชิ้น และเครื่องเคลือบดินเผาจากเตาเผาซวนเต๋อในยุคเจิ้งเต๋อปีที่สามหนึ่งชิ้นจากหม่าเจียถุน สิ่งของสองสิ่งนี้ เป็นของมีค่าที่สุดที่ได้รับในช่วงที่เขาเก็บตกมาหลายปี

        เห็นม่อเหลียนเฉิงเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา ไปยังเรื่องราวการเก็บตกในปีนั้นของเขา จึงรีบขัดจังหวะคำพูดของม่อเหลียนเฉิง นำหัวข้อกลับไปที่หม่าเจียถุนใหม่ ยังคงเน้นประเด็นรอยสักบนร่างกายชาวบ้าน เขามีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่าภัยพิบัติที่โชคร้ายน่าอนาถของชาวบ้านในหม่าเจียถุน อาจจะเกี่ยวข้องกับรอยสักอย่างมากมิฉะนั้นอาอู่และคนอื่นๆ ก่อนที่พวกเขาได้จากไป ก็คงจะไม่จงใจตรวจสอบรอยสักบนร่างของคนเหล่านี้

        เกี่ยวกับคำถามที่หลี่โหยวยกขึ้นมาถามนี้ ม่อเหลียนเฉิงกลับไม่สามารถพูดเหตุผลออกมาได้ เขาเพียงมาที่หม่าเจียถุนปีละครั้งหรือสองครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าวัตถุโบราณในสมัยก่อนแล้วก็จากไปเท่านั้น

        ดูเหมือนว่าหน้าที่ตอบคำถาม จะต้องตกอยู่กับสาวน้อยที่ข้างกายคนนี้แล้ว

        หลี่โหยวแอบถอนหายใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่ง่ายที่จะถามอะไรจากสาวน้อยคนนี้ เพราะเขาพบว่าสาวน้อยคนนี้เป็นใบ้

        ตั้งแต่ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของหลี่โหยวเป็นต้นมา สาวน้อยก็ไม่ออกห่างจากหลี่โหยวเกินครึ่งก้าว ดูเหมือนพึ่งพาหลี่โหยวจนเป็นธรรมชาติเสียแล้ว หลี่โหยวก็แปลกใจมากเช่นกัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นสาวน้อยคนนี้มาก่อน แต่เขารู้สึกมีความสนิทสนมชนิดหนึ่งกับเธออย่างธรรมชาติ เหมือนได้เห็นน้องสาวคนเล็กของเพื่อนบ้าน

        สาวน้อยจับมุมชายเสื้อของหลี่โหยวไว้ ดวงตามองไปรอบๆ จ้องดูคนรอบด้าน เมื่อหลี่โหยวพูดกับเธอ เธอเปิดปากก็ร้อง “อ่า เอ้อๆ…” สองมือยังทำท่าวาดขีดคราหนึ่ง แต่กลับไม่ใช่ภาษามือที่เป็นมาตรฐาน ดังนั้น หลี่โหยวจึงไม่อาจเข้าใจได้

        อาอู่และหลิงหลงก็ได้ลองพยายามที่จะสื่อสารกับสาวน้อยคนนี้เช่นกัน แต่สุดท้ายก็ล้วนไร้ประโยชน์ บนลำคอของสาวน้อยใส่กุญแจสีเงินที่งดงามประณีตอันหนึ่งไว้ บนด้านหน้าของกุญแจสีเงินสลักตัวอักษรฉินด้านหลังสลักตัวอักษรอี้ ดังนั้นตามที่หลี่โหยวรู้ ชื่อของสาวน้อยคนนี้ควรเรียกว่าฉินอี้

        “ข้าก็ว่าแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่หลายคนถูกจับไปฆ่าตาย แต่ยังมีคนรอดชีวิตคนหนึ่งน่ะ? ที่แท้เป็นใบ้นี่เอง” อาอู่ถอนหายใจกล่าวกับหลิงหลงว่า “เธอร้องเพลง ‘หงส์สวรรค์’ ไม่ออก พาไปก็ไร้ประโยชน์ถึงแม้เราหาสถานที่นั้นพบแล้ว อย่างไรก็ไม่สามารถเข้าไปได้”

        หลิงหลงยังคงมีทีท่าสบายๆ ไม่เดือดร้อน “ไม่สำคัญ ยังมีคนรอดชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแน่นอน พวกเขาฆ่าคนเพียงเพื่อไม่ให้เราได้คนที่สามารถร้องเพลง ‘หงส์สวรรค์’ ได้ แต่ในมือพวกเขาต้องมีคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงเวลาเราแย่งคนมาจากพวกเขาก็ได้แล้ว สำหรับสาวน้อยคนนี้ ฉันมีที่ใช้อื่นอีก” ลึกเข้าไปในดวงตาของหลิงหลงเป็นประกาย

        อาอู่พยักหน้าแต่กลับไม่พูดอีก การตัดสินใจเป็นของหลิงหลง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เขามีหน้าที่เพียงดำเนินการอย่างเดียว โดยไม่มีสิทธิ์ที่จะซักถามหรือโต้แย้ง

        หลังจากที่กองกำลังได้ถอนตัวออกจากหม่าเจียถุนแล้ว ก็ไม่ได้กลับไปตามเส้นทางเดิม แต่มุ่งหน้าต่อไปตามถนนสายเล็กที่เกิดจากการถูกคนเหยียบย่ำ เส้นทางคดเคี้ยวเดินลำบากและเปลี่ยวร้าง จากร่องรอยที่ทิ้งไว้ตามถนน ได้มีคนเดินผ่านที่นี่เมื่อไม่นานมานี้

        เมื่อพบร่องรอยเหล่านี้ ในใจหลี่โหยวอดไม่ได้ที่จะกังวล คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นฆาตกรฆ่าชาวบ้านในหม่าเจียถุน หากต้องปะทะกับพวกเขาก็น่าเศร้าแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ากองกำลังขบวนของอาอู่ได้ค้นพบสภาพการดำรงอยู่นี้มานานแล้ว แต่กลับไม่มีการระมัดระวังมากเกินไป ยังคงไม่รีบไม่ช้าก้าวไปข้างหน้าเหมือนเดิม

        หลี่โหยวคุยกับอาอู่เกี่ยวกับความกังวลของเขาเอง แต่อาอู่กลับหัวเราะ “ฮ่าๆๆ” เขาตบไหล่ของหลี่โหยวพลางกล่าวว่า “ไอ้หนุ่ม เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ที่เอ็งต้องเป็นห่วง คนเหล่านั้นได้จากไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน พวกเขารู้ดีว่าเราจะมา แต่ไม่เต็มใจที่จะอยู่ให้เราเผชิญหน้าอย่างแน่นอน”

        มองดูอาวุธครบครัน กองกำลังที่มีรังสีสังหารดุเดือด ในใจหลี่โหยวจึงค่อยๆ สงบลงได้

        ที่ปลายสุดของถนนเป็นวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ครึ่งทางขึ้นเนินเขา วัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง กระเบื้องด้านบนหลังคาวัดแม้เต็มไปด้วยพุ่มไม้และต้นหญ้า แต่ดูไปแล้วยังค่อนข้างสะอาด เห็นได้ชัดว่าปกติมักจะมีคนทำความสะอาดและเผาธูปสวดอธิษฐานวิงวอน

        “นี่คือที่ที่เราจะปักหลักคืนนี้” อาอู่จุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นสูบ พูดอย่างสบายๆ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)