0 Views

        “นำออกมา!” หว่างคิ้วอาอู่ดูอารมณ์ไม่แน่นอน แววตาขวางกวาดผ่านไปทั่วสถานที่เกิดเหตุ แล้วกลับมามองที่หลี่โหยวอีกครา

        สีหน้าของหลี่โหยวดูมีความสุข แน่นอนเขารู้ว่ามีคนรอดชีวิต หมายถึงคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมนี้อาจจะถูกค้นพบได้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลิงหลงและอาอู่ หัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังของหลี่โหยวกลับค่อยๆ เย็นเยียบลงช้าๆ

        เห็นซากศพทั่วทุกแห่งหน ยกเว้นความตกใจและแปลกใจในตอนเริ่มต้น อาอู่หรือหลิงหลงก็ไม่แสดงอารมณ์อื่นอีก นี่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่สนใจที่จะจับกุมฆาตกรเพื่อความยุติธรรมมากนัก นอกจากนี้ หลี่โหยวถึงกับยังเคยสงสัยว่าคนที่ฆ่าชาวบ้านในหม่าเจียถุนก็เป็นคนของทีมอาอู่นี้

        “กรี๊ด…” เสียงกรีดร้องที่หวาดกลัวเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในหมู่บ้าน เสียงค่อนข้างนุ่มนวล แต่กลับสูงและแหลม เกือบจะในเวลาเดียวกัน ในหมู่บ้านก็มีเสียงของเจ้าหน้าที่กองกำลังดังขึ้นมาแล้ว

        “โอ้ ไอ้บ้า อย่าหนีนะ!”

        “จับเขาไว้!”

        “วิ่งอีกก็จะยิง…”

        “…”

        เสียงนั้นดึงดูดความสนใจของหลี่โหยวทันที ในไม่ช้า ท่ามกลางเหตุการณ์วุ่นวายโกลาหล มีวัยรุ่นผอมบางสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ คนหนึ่งวิ่งออกมาจากหมู่บ้าน ดูไปแล้วอายุเพียงสิบสามหรือสิบสี่ปี รวดเร็วว่องไวมาก ชายหนุ่มแข็งแกร่งสามสี่คนก็จับไม่อยู่

        นอกจากนี้ เด็กคนนี้ยังฉลาดหลักแหลมนัก เส้นทางในขณะที่วิ่งหนีปรากฏเป็นรูปตัว S คิดจะจับเขาไม่ง่ายเลย เมื่อได้เห็นผู้คนที่ประตูของหมู่บ้าน เขาก็ร้อง “โอ้” เสียงหนึ่ง แล้วหมุนตัววิ่งหนีไปทางซ้าย

        “จะหนีไปไหน!” อาอู่เห็นลูกน้องมากมายไม่สามารถหยุดวัยรุ่นคนหนึ่งได้ ก็คิ้วขมวดขึ้นแล้วสาวเท้าก้าวใหญ่ออกไป

        “อาอู่ อย่าถึงขั้นลงไม้ลงมือกับสาวน้อยคนนั้นเลย เธอหนีไม่รอดแล้ว” หลิงหลงกล่าวอย่างเฉยเมย หากอาอู่ลงมือเอง ไม่มีคำนึงถึงความหนักเบา กระดูกสาวน้อยคนนั้นต้องหักละเอียดแน่

        “สาวน้อยเหรอ?” หลี่โหยวอึ้งไปทันที เขาไม่ทันสังเกตว่าวัยรุ่นที่หนีออกมาจากหมู่บ้านนั้นเป็นหญิงสาว ทว่าหลิงหลงสามารถมองออกได้อย่างไร?

        หลิงหลงไม่ได้ตอบข้อสงสัยของหลี่โหยว อันที่จริงตลอดทางที่ผ่านมา ท่าทีของหลิงหลงที่มองดูหลี่โหยวไม่ต่างจากอากาศธาตุเท่าไรนัก ราวกับเขาไม่มีตัวตน ขอเพียงหลี่โหยวไม่ก่อให้เกิดปัญหา เขาจะทำอะไรก็ตามแต่เขาเถอะ เพราะมีศาสตราจารย์ฉีเป็นที่พึ่งพิง ขวัญของหลี่โหยวก็ดีขึ้นเล็กน้อยแล้ว ไม่เหมือนม่อเหลียนเฉิง และสือกว่างเซิงที่เงียบสงบไม่ส่งเสียงเช่นนั้น เพียงหวังว่าคนอื่นจะเห็นพวกเขาเป็นอากาศ ไม่ใช่เป็นลมที่ผายออกมา

        ในไม่ช้าหลี่โหยวก็ค้นพบความลึกลับในเรื่องนี้ แม้ว่าสาวน้อยจะแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชาย แต่ผมที่ยุ่งเหยิงปรกทั่วหน้ายาวเกือบถึงเอว ในยุคสมัยนี้ ไอ้หนุ่มบ้านไหนจะชอบไว้ผมยาว วัยรุ่นในหมู่บ้านบนภูเขาล้วนโกนผมหรือโกนไปเกือบครึ่งศีรษะ ซากร่างของวัยรุ่นไม่น้อยในลานข้าวนี้ เพียงพอที่เป็นหลักฐานพิสูจน์

        หลิงหลงก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นธรรมดาที่การสังเกตย่อมละเอียดถี่ถ้วนกว่าผู้ชาย เพียงเห็นผมที่ยาวเต็มศีรษะนั้นก็ตัดสินแยกแยะออกได้ว่าเป็นผู้หญิงแล้ว หลี่โหยวคิดอย่างนี้ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเพราะเส้นผมที่ทำให้หลิงหลงตัดสินใจจากการมองครั้งแรก ทว่าเป็นขาเรียวยาวคู่งามนั้นของสาวน้อยต่างหาก

        สาวน้อยวิ่งตะบึงหนีอุตลุดไปทั่ว ทั้งทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก และยังกรีดร้องเสียงแหลมเป็นระยะๆ ยิ่งนานคนในกองกำลังยิ่งเพิ่มเข้ามา วงล้อมก็ถูกบีบอัดทันที ค่อยๆ บังคับให้เธออยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับหลี่โหยวและอาอู่ ก็คือข้างๆ ลานข้าว เมื่อสาวน้อยเห็นซากศพในลานข้าว ยิ่งกรีดร้องไม่หยุด น้ำตาไหลพลั่กๆ ลงมาบนใบหน้าที่สกปรก ปรากฏเป็นร่องรอยสีขาวผ่องสองสาย

        “อย่าวิ่ง ไม่ต้องกลัว มาหาผมนี่! พวกเขาจะไม่ทำร้ายเธอ” หลี่โหยวไม่อาจทนดูได้อีกต่อไปแล้วจริงๆ ชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ไล่ตามสาวน้อยคนหนึ่งที่เพิ่งประสบเหตุฆ่าล้างทั้งหมู่บ้านอย่างน่าสังเวช กล่าวอย่างไรก็เลวยิ่งกว่าเดรัจฉานเกินไปแล้ว เขารีบสาวเท้าก้าวใหญ่ไปหาสาวน้อยทันที

        เสียงของหลี่โหยวดังมาก เมื่อสาวน้อยเห็นหลี่โหยว ดวงตาที่กระจ่างใสก็หดตัวทันใด เธอก้าวถอยไปข้างหลังโดยพลัน แต่เกือบจะถูกเจ้าหน้าที่ที่กระโจนมากดจับไว้ ร้องเสียงดังลั่นทันที ฝืนร่างขยับไปทางขวาโดยพลัน หลังจากนั้นต่อยหนึ่งกำปั้นออกไปอย่างรุนแรง ซัดเข้ากระดูกซี่โครงของเจ้าหน้าที่กองกำลังคนนั้นแล้ว

        “โอ๊ย…” เจ้าหน้าที่กองกำลังคนนั้นส่งเสียงฮึ่มเสียงหนึ่ง สะดุดไถลไปหนึ่งก้าว แล้วล้มนั่งลงกับพื้น

        “สาวน้อยคนนี้เป็นวิทยายุทธ์?” หลี่โหยวสูดลมหายใจเย็นยะเยือกคราหนึ่ง ฝีเท้าหยุดลงทันที ตอนนี้เขาเพิ่งเข้าใจสิ่งที่อาอู่เอ่ยปากพูดไว้ ความหมายที่แท้จริงของประโยคที่ว่า “ทุกคนของหม่าเจียถุนล้วนฝึกวิทยายุทธ์” เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตำแหน่งที่สาวน้อยหลบ พลังท่าทางที่ลงมือ ล้วนยอดเยี่ยมมาก ถึงแม้เป็นการจู่โจมที่รีบร้อน แต่กลับทำให้เจ้าหน้าที่กองกำลังคนนั้นได้รับบาดเจ็บไม่น้อย

        “เศษสวะ!” เห็นเจ้าหน้าที่ที่ต่อสู้เป็นเยี่ยมถูกสาวน้อยซัดหมัดเดียวหมอบไป อาอู่เกลียดที่เหล็กมิอาจกลายเป็นเหล็กกล้าจึงกล่าวประโยคหนึ่งออกมา เขากำลังจะถลกแขนเสื้อขึ้น แต่สาวน้อยกลับฉวยโอกาสในตำแหน่งที่ว่างเปล่าวิ่งทะยานเข้าหาหลี่โหยวแล้ว

        “ไอ้หนุ่ม ระวัง!” อาอู่ตะโกนประโยคหนึ่ง จากการแสดงของสาวน้อย เขามีเหตุผลที่จะเชื่อว่าสาวน้อยคิดจะจับตัวหลี่โหยว

        แต่หลี่โหยวกลับไม่คิดอย่างนั้น เขาได้เห็นแววหวาดกลัวในสายตาของสาวน้อย การหลบหลีกและตอบโต้ก่อนหน้านี้ต่างเป็นปฏิกิริยาจากสัญชาตญาณ จากแววตาของสาวน้อยเขาไม่ได้เห็นว่าเป็นคนอันตราย

        “โอ้ว้าวๆ…” สาวน้อยส่งเสียงร้องออกมา กระโจนเข้าไปในอ้อมอกของหลี่โหยวทันที หลี่โหยวยังไม่ทันได้โต้ตอบประเดี๋ยวเดียว ถูกดึงกลับไปยังพื้นข้างหลัง หกล้มลงในลานข้าว ทั้งยังกดทับซากศพร่างหนึ่งไว้ด้วย

        “หลี่โหยว!” ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงกรีดร้องออกมา สีหน้าอาอู่และหลิงหลงก็เปลี่ยนไปด้วยทันที อาอู่ไม่ได้สนใจคำพูดก่อนหน้านี้ของหลิงหลงอีก พลันกระโดดข้ามมา ก็มาถึงตรงหน้าหลี่โหยว เอื้อมฝ่ามือใหญ่ออกมา จับไปที่ด้านหลังคอของสาวน้อย

        แม้ว่าหลี่โหยวจะล้มลงไปพื้น สายตากลับเห็นได้ชัดเจน รีบโอบสาวน้อยในอ้อมแขนไว้ ตะโกนใส่อาอู่เสียงกร้าวว่า “อย่า!”

        ได้ยินนั้น อาอู่อึ้งไปโดยไม่คาดคิด มือที่ได้สัมผัสคอสาวน้อยแล้ว กลับขยุ้มไม่ลง

        “สุดยอดไปเลย…” ได้เห็นฉากนี้ ม่อเหลียนเฉิงที่ได้สติกลับมา ก็ค่อยๆ ชูนิ้วหัวแม่โป้งหันไปทางสือกว่างเซิง กล่าวว่า “ไอ้หนุ่มน้อยหลี่โหยวนี่…ขวัญกล้านัก เขากล้าพูดแบบนี้กับคนดุร้ายเหี้ยมเกรียมอย่างไอ้หมอนี่ได้…” สือกว่างเซิงพยักหน้าต่อเนื่อง เห็นด้วยอย่างยิ่ง

        “ไม่เป็นไรแล้ว” หลี่โหยวตบเบาๆ ที่ไหล่ของสาวน้อยในอ้อมแขนที่กอดเขาไว้แน่น เขารู้สึกได้ชัดว่าร่างของสาวน้อยยังสั่นระริก แล้วรีบทำมือแสดงว่าปลอดภัยกับอาอู่ที่มีสีหน้าเศร้าหมอง ไม่ได้พยุงสาวน้อยขึ้นมาทันที

        แม้ว่าหลี่โหยวไม่ได้ศึกษาวิชาจิตวิทยามาก่อน แต่เขารู้ว่าเมื่อคนผ่านเหตุการณ์ที่น่าตกใจเกินไป สถานที่ใดที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุด พวกเขาต่างจะดิ้นรนเข้าใกล้อย่างสุดแรง เช่นเดียวกับคนจมน้ำคว้าจับวัชพืชที่ไม่สามารถแบกน้ำหนักได้โดยสิ้นเชิง

        อาอู่ถอนหายใจยาว หันกลับไปประสานสายตากับหลิงหลงแวบหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย

        หลิงหลงกลับไม่แสดงสีหน้าใดๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่

        “พาสาวน้อยคนนี้มาเถอะ เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ทันที” หลิงหลงกล่าวกะทันหัน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)