0 Views

        เมื่อมองที่นิ้วมือของม่อเหลียนเฉิงที่เหมือนกรงเล็บไก่ หลี่โหยวถึงกับพูดไม่ออก การติดตามเถ้าแก่คนหนึ่งที่ยื่นนิ้วออกมาสี่นิ้ว แต่กลับพูดเป็นสามส่วน คิดอยากรวยดูแล้วไม่น่าเป็นได้

        หลังจากเข้าร่วมแก๊งอย่างเป็นทางการแล้ว ม่อเหลียนเฉิงดึงกระดาษสีเหลืองที่ยับย่นแผ่นหนึ่งออกมาจากอ้อมอก ส่งให้กับหลี่โหยว พอหลี่โหยวดูคราหนึ่ง กระดาษแผ่นนี้ดูค่อนข้างเก่ามาก ทั้งยังวาดแสดงภูมิประเทศโดยรอบนี้ มองดูใกล้ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนไปสองครา เขาอดที่จะอุทานเอ๊ะออกมาครั้งหนึ่งไม่ได้

        แผ่นกระดาษนี้ที่ดูไปแล้วเหมือนจะไม่ธรรมดา แต่กลับมีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดา เป็นสมบัติล้ำค่าที่ตกทอดจากบรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิง

        คนผู้นี้เกิดในปลายราชวงศ์ชิงจนถึงช่วงสมัยสาธารณรัฐ เชี่ยวชาญในด้านฮวงจุ้ยแนวชิงอู ศิลปะวิชาเกราะบังตาประตูจำแลงพิสดาร เขาเคยขโมยของในสุสานขนาดใหญ่มามากมาย ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจบารมีในโลกแห่งการปล้นสุสาน นอกเหนือจากการปล้นสุสานแล้ว งานอดิเรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการรวบรวมตำแหน่งของสุสานเหล่าขุนนางที่ร่ำรวยในสมัยโบราณ รวบรวมวาดเป็นชุดเพื่อแสดงให้ลูกหลานได้เห็นเป็นแบบอย่าง

        เขาเตือนลูกหลานชนรุ่นหลัง ถ้าไม่ถึงขั้นเข้าตาจนไม่มีทางไปแล้ว อย่าได้ไปขโมยสุสานโบราณอย่างเด็ดขาด ถ้าทั่วหล้าเกิดความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่โกลาหล และการครองชีพของลูกหลานถูกตัดขาดแล้ว ก็ให้เอาบันทึกที่เก็บไว้ไปเสาะหาตามภาพ ขโมยสมบัติล้ำค่า เพื่อแลกเอาเงินเป็นค่าอาหารให้ผ่านพ้นวิกฤติ

        การวาดแผนที่ลับเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์มาก ในสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์โดยรอบได้ทำเครื่องหมายพิกัดรายละเอียดเพิ่มเติม ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ภูเขาโดยรอบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ผสมผสานกับการที่หลี่โหยวเติบโตจากการเป็นนักศึกษาวิชาวิศวกรรมโยธา การต้องหาสุสานโบราณแห่งหนึ่งในสภาพภูมิศาสตร์ที่จำกัดก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

        ที่สำคัญที่สุดหลี่โหยวยังได้อ่าน “บัญญัติลับสิบประการ” มาก่อน ในนั้นได้แนะนำเรื่องวิธีการสร้างและรูปแบบโครงสร้างของสุสานโบราณ ระหว่างราชวงศ์โจวตะวันตกถึงราชวงศ์เป่ยซ่ง แต่โครงสร้างสุสานตั้งแต่สุสานจักรพรรดิจนถึงสุสานราษฎร ต่างมีลักษณะรายละเอียดของตัวเอง ดังนั้น แต่ละสุสานต่างมีเอกลักษณ์ของตนเอง ทว่าโครงสร้างหลักกลับแทบจะไม่เกินคุณสมบัติหลักอันพิเศษในช่วงยุคสมัยเดียวกัน

        อาศัยทักษะระดับมืออาชีพ หลี่โหยวใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็ได้ตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงออกมาแล้ว พลั่วลั่วหยาง1ขุดลงไม่กี่ครั้ง หลังจากขุดออกมาได้สี่หรือห้าเมตรแล้ว ก็ได้ดินอัดออกมาหนึ่งก้อน เมื่อได้เห็นแบบนี้แล้ว ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงก็ชูนิ้วโป้งให้หลี่โหยว

        “แท้จริงเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ค้นพบชั้นดินปิดผนึกได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้” ม่อเหลียนเฉิงบดดินอัดในมือ พยักหน้าไม่หยุด หลี่โหยวยิ้มแห้งตอบ ความเป็นมืออาชีพของเขาไม่ใช่ปล้นสุสาน แต่ไม่รู้ว่าทำไมมือที่กำพลั่วลั่วหยาง เขากลับรู้สึกคุ้นเคยตามสัญชาตญาณพักหนึ่ง เขาอดที่จะแอบหัวเราะเยาะตัวเองครั้งหนึ่งไม่ได้ หรือว่าเขาเหมาะที่จะเป็นโจรปล้นสุสานจริงๆ?

        ตามทิศทางการเดินของสุสาน หลี่โหยวยังได้วาดภาพองค์ประกอบของสุสานโบราณด้านล่างออกมาบนพื้นดิน แล้วเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเพื่อให้ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงทำงาน หลังจากเข้าร่วมแก๊งแล้วก็เป็นผู้ถือหุ้น อีกทั้งยังเป็นการเข้าหุ้นทางเทคโนโลยี จึงไม่สามารถทำงานทั้งหมดเพียงคนเดียว

        ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงไม่สนใจการแอบเกียจคร้านของหลี่โหยว สองคนถูหมัดเช็ดฝ่ามือ สือกว่างเซิงยิ่งตะโกนว่าเขาเคยเป็นทหารช่าง งานประเภทขุดหลุมเขาคุ้นเคยมีและทักษะมาก เขาถ่มน้ำลายใส่ฝ่ามือไปคำหนึ่งทันที ใช้แรงนวดหนึ่งครั้ง เริ่มต้นขุดถ้ำโจรในตำแหน่งที่แน่นอนขึ้นมา ม่อเหลียนเฉิงก็เป็นลูกมือช่วยอยู่ด้านข้าง แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในการขุดหลุม ทั้งสองตำแหน่งล้วนพังทลายลงมาอย่างต่อเนื่อง ขุดไปอีกหนึ่งหลุม นั่นก็อย่าขุดถ้ำโจร พลิกสุสานออกมาโดยตรงก็แล้วกัน หลี่โหยวเห็นฉากนี้ ก็รีบตะโกนให้ทั้งสองหยุด

        “พี่ม่อ กว่างเซิง ถ้ำหลุมไม่ได้ขุดแบบนี้…” มองดูเพื่อนร่วมทีมเฉกเช่นหมูสองตัว หลี่โหยวถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง แม้แต่ถ้ำโจรยังขุดได้ไม่ดี ยังกล้ามาลักขโมยสุสาน? ช่างไม่รู้ว่าไม่กลัวเป็นตายหรือเป็นผู้ไม่รู้ความปราศจากความกลัวจริงๆ

        ดังนั้น เขาจึงส่งสัญญาณให้สือกว่างเซิงหลีกไป เลือกตำแหน่งอีกแห่ง คำนวณสถานการณ์ทางธรณีวิทยาด้านล่างและจุดสนับสนุน ขุดลงไปอย่างระมัดระวังอย่างรวดเร็ว ถ้ำโจรแห่งหนึ่งก็ได้ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างออกมาแล้วภายใต้ความพยายามของเขา…

        นี่ก็คือฉากที่ได้เห็นก่อนหน้านี้

        …

        เขาสูงที่อยู่ไกลจู่ๆ ก็มีแสงไฟสายหนึ่งแวบผ่านไป แต่แล้วก็ดับลงทันที หัวใจของหลี่โหยวพลันกระตุกขึ้นมาคราหนึ่ง ขมวดคิ้วแน่นขึ้นมา ถ้าไม่ได้จ้องมองแสงไฟนั่นที่ค่อยๆ หรี่ดับไปพอดี หลี่โหยวต้องสงสัยว่าตนเองตาลาย ที่จริงแล้วละแวกสิบลี้ล้วนไม่มีครอบครัวผู้คน แสงไฟที่สว่างขึ้นในทันใด ทำให้ในใจเขากังวลไม่สงบมาก

        ตั้งแต่โบราณกาลมาก็มีคำกล่าวว่า “เกิดในหางโจวซูโจว ตายในเป่ยหมัง” พันปีผ่านมาจนถึงวันนี้ ใครๆ ก็รู้กันว่าที่แท้ในเขาเป่ยหมังมีสุสานโบราณฝังอยู่มากน้อยเพียงไร แต่ยังเป็นเพราะภูเขาเป่ยหมังมีชื่อเสียงที่ดี ตั้งแต่สมัยโบราณมาก็มีโจรสุสานเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วน หลังจากการปลดปล่อยเสรีแล้ว กลุ่มโจรสุสานก็ได้เข้าสู่ยุคลดต่ำลงสมัยหนึ่ง แต่หลังจากตามมาด้วยการปฏิรูปเปิดเสรี ตลาดค้าวัตถุโบราณก็ได้เฟื่องฟูขึ้นอีกครั้ง ดังนั้น โจรสุสานจึงมีการฟื้นตัวขึ้นมา เพราะเหตุนี้ ทางการในท้องถิ่นก็ได้จัดตั้งทีมลาดตระเวนภูเขาทั้งกลางวันกลางคืน ลาดตระเวนไปทั่วภูเขา ไล่จับกลุ่มโจรสุสาน ได้เห็นแสงไฟในที่ไกล หลี่โหยวคิดได้เป็นครั้งแรกก็คือ มีตำรวจ!

        เวลานี้ม่อเหลียนเฉิงเดินไปตามถ้ำโจรที่หลี่โหยวได้ขุดไว้ เข้าไปในทางเข้าสุสานแล้ว คาดว่ากำลังเปิดโลงศพล่าสมบัติล้ำค่าที่ด้านล่าง ส่วนสือกว่างเซิงเฝ้าอยู่ที่ด้านข้างถ้ำโจรพร้อมที่จะรับมือม่อเหลียนเฉิงทุกเวลา

        หลี่โหยวสูดหายใจเข้าลึกๆ พูดทุกอย่างที่เขาเห็นให้แก่สือกว่างเซิง แต่สือกว่างเซิงกลับแยกเขี้ยวยิงฟันโบกมือ ดูถูกปฏิกิริยาตอบสนองที่มากเกินไปของหลี่โหยว แล้วส่งเสียงขึ้นจมูก “เสี่ยวโหยวเอ๋ย นี่นายตีตนไปก่อนไข้น่ะ เป่ยหมังติดกับเทือกเขาฉินหลิ่งเป็นแนวยาวไปกว่าหลายร้อยลี้ ที่เราอยู่นี่ก็เป็นป่าดงดิบในส่วนลึกของภูเขาแท้ๆ หน่วยลาดตระเวนไม่มาถึงซอกหลืบแถบนี้แน่นอน วางใจเถิด” เขาตบที่หน้าอกเพื่อรับประกัน

        ในที่สุดยังสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะ พูดว่าก่อนหน้านี้เขากับม่อเหลียนเฉิงได้มารับซื้อสินค้าวัตถุโบราณในพื้นที่แถบนี้ เคยซักไซ้ไล่เลียงได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาจากชาวบ้านในท้องถิ่นไม่น้อยตั้งนานมาแล้ว ชัดเจนในพื้นที่แถบนี้ อย่าว่าแต่หน่วยลาดตระเวนภูเขาเลย แม้แต่โจรสุสานก็ไม่ค่อยมีมาอุดหนุน ประการสำคัญคือเปลี่ยวมากเกินไป โจรสุสานต่างไม่ยินดีเข้ามาอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นภูเขาหัวโล้น น้ำเป็นพิษ ชาวบ้านดุร้าย ชาวภูเขาแข็งกร้าวน่ากลัว ถ้าพบว่ามีคนขโมยหลุมฝังศพบรรพบุรุษของพวกเขา นั่นเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด สะเพร่าคราเดียวก็ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ อาชีพโจรสุสานก็มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว โจรสุสานทั่วไปต่างไม่เต็มใจที่จะขยายความเสี่ยงมากหรอก

        คำอธิบายของสือกว่างเซิงทำให้หลี่โหยวรู้สึกสบายใจ ขณะที่เขาพูดก็ได้เงยหน้าขึ้นมองไปทิศทางที่หลี่โหยวชี้แวบหนึ่ง เห็นความมืดทั้งแถบภายใต้ดวงดาวยามราตรี ยิ่งพูดอย่างผ่อนคลายมากขึ้นว่า “แสงไฟที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ อาจจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญจากผู้ร่วมอาชีพ” สือกว่างเซิงพูดอย่างจริงจัง หลี่โหยวก็เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ในระหว่างการสนทนา หลี่โหยวได้รู้ถึงความบ้าระห่ำปล้นอาละวาดของโจรสุสานในพื้นที่แถบนี้ ออกมาลักขโมยสุสานในยามเที่ยงคืน ผู้ร่วมอาชีพที่ไม่ได้เจอกันไม่กี่ครั้งต่างไม่ถือว่าเป็นมืออาชีพ

        ความหวั่นไหวในใจค่อยๆ คลายไป หลี่โหยวเริ่มตื่นเต้นบ้าง เห็นได้ชัดว่าสุสานใต้เท้าที่กำลังถูกขโมยเป็นสุสานของราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ถังเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่มีความยิ่งใหญ่มากที่สุดในประเทศจีนสมัยโบราณยุคหวาเซี่ย ในยุคนี้ สถาปัตยกรรมล้วนนิยมเป็นแบบอลังการ สุสานของจักรพรรดิและขุนนางต่างถูกสร้างขึ้นบนภูเขา ใช้รูปแบบพลังทรัพยากรมนุษย์และกำลังทรัพย์ในระดับที่ยากจะคำนวณได้

        แม้ว่าสุสานราชวงศ์ถังที่ใต้เท้าจะไม่นับว่าอลังการ แต่อย่างน้อยก็เป็นบุคคลประเภทอ๋องที่มีกำลังทรัพย์ กำลังวัสดุจึงสามารถสร้างขึ้นมาได้

        สุสานรูปแบบเช่นนี้ สิ่งที่ฝังร่วมย่อมมากมายแน่นอน อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ถ้าสามารถล้วงเอาเครื่องกระเบื้องเคลือบถังซานไฉ่ชิ้นหนึ่งออกมาได้ ก็เพียงพอที่จะให้กลุ่มลักทรัพย์หลี่โหยวอย่างพวกเขามีความสุขแล้ว

        หลี่โหยวไม่ได้โลภ ขอเพียงมีเงินไม่มากสักก้อน สามารถให้เขาประทังชีวิตไปหางานก็เพียงพอแล้ว ขโมยหลุมฝังศพเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ หลี่โหยวไม่คิดจะถลำลึกเกินไปอย่างแท้จริง ล้อเล่นอะไรกัน เขาเป็นนักศึกษาของภาควิชาวิศวกรรมโยธาที่มีอนาคตสดใส ไม่ไปหางานดีๆ ทำให้ดีสุดชีวิต มามุดภูเขาขุดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษนับเป็นอะไร?

        “กว่างเซิง…รีบดึงของขึ้นไป…แม่เอ็งเร็วๆ หน่อย…” เสียงม่อเหลียนเฉิงดังมาจากในถ้ำโจร หลี่โหยวและสือกว่างเซิงมีความสุขทันที ดึงเชือกในคราเดียว ดึงร่างแหตาข่ายผืนหนึ่งขึ้นมาแล้ว ยามค่ำคืนมืดสนิท มองสิ่งที่อยู่ข้างในไม่ชัดว่าคืออะไร แต่ได้ยินเสียงชนกัน ฟังออกว่ามีเครื่องทองแดงและเครื่องปั้นดินเผา

        “พี่ม่อ หยิบทุกอย่างออกมาหมดแล้วเหรอ?” สือกว่างเซิงเสียงสั่นเล็กน้อย อดีตสองคนเข้าหุ้นไปเก็บสินค้า ล้วนพึ่งสือกว่างเซิงระบุชนิดสินค้า เขาซึ่งมาจากทหารช่าง ขุดหลุมไม่ได้เรื่อง แต่การแยกแยะโบราณวัตถุกลับมีความสามารถอยู่บ้าง มือคลำวัตถุในร่างแหตาข่าย สือกว่างเซิงตื่นเต้นมากจนไม่เป็นตัวของตนเอง

        “ไม่…” มีชั้นดินหนากั้นไว้ เสียงของม่อเหลียนเฉิงฟังขึ้นมาดูเหมือนมีเสียงก้องบ้างอย่างเห็นได้ชัด “ข้ายังอยู่ในห้องด้านข้าง ข้างล่างนี้มืดเกินไป…พวกเอ็งลงมาสร้างขวัญให้ข้า…” ม่อเหลียนเฉิงไม่ได้ปกปิดความตึงเครียดในใจ ถึงแม้ว่าความคิดในการปล้นสุสานจะเป็นเขา แต่ในความเป็นจริงเขากับหลี่โหยวแทบไม่ต่างกัน นี่เป็นการลักขโมยสุสานครั้งแรก ต่างก็เป็นมือใหม่

        สือกว่างเซิงรับคำคราหนึ่ง ยัดเหล็กท่อนหนึ่งเข้าไปในถ้ำที่ถูกขโมย ก่อนจะปีนลงไป แต่ปากถ้ำขโมยหลี่โหยวได้ขุดขึ้นตามสัดส่วนร่างกายของตนเอง เขาเข้าออกได้สบายมากเกินพอ ม่อเหลียนเฉิงที่ผอมราวกับไม้ไผ่ยิ่งสะดวกมากขึ้น แต่สือกว่างเซิงที่มีหลังเสือเอวหมีกลับดูเหมือนจะค่อนข้างยากอย่างเห็นได้ชัด ติดอยู่ที่เอวไม่สามารถมุดเข้าไปได้เลย เขาคำรามโฮกๆ โดยตรง “พี่ม่อ ผมติดแล้ว ช่วยดึงน้องที ดึงผมเข้าไป…”

****************

1 พลั่วลั่วหยาง พลั่วชนิดหนึ่งที่ใช้ขุดสุสาน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)