0 Views

        ได้ยินคำพูดนั้น ทั้งกองกำลังก็วุ่นวายขึ้นทันที ทุกคนกระจายไปทั่วทุกสารทิศ หาที่กำบังในพื้นที่นั้น กลายเป็นลักษณะค่ายป้องกันรูปแบบหนึ่ง เมื่อพวกเขาตั้งค่ายเสร็จ หลี่โหยวยังไม่ทันได้สติกลับมา ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าทำไมคนเหล่านี้ได้แผ่รังสีการฆ่าฟันพลุ่งพล่านน่ากลัวทันที

        หลี่โหยวสูดลมหายใจเย็นเยียบคราหนึ่ง จากปากศาสตราจารย์ฉีเขาได้ทราบเรื่องตัวตนของกลุ่มหลิงหลงนี้มาไม่น้อย และได้เรียนรู้ว่ากองกำลังของอาอู่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นทหารรับจ้าง มีเป็นสมาชิกของกลุ่มลึกลับนั้นเพียงไม่กี่คน แต่โดยทั่วไปต่างเคยรับใช้ในกองทัพทหารมาก่อนทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีทักษะชำนาญการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง

        ด้านหน้าไม่ไกลก็คือหม่าเจียถุน หม่าเจียถุนตั้งอยู่บนเนินเขาที่หันหน้าไปหาดวงอาทิตย์ เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นรั้วที่สร้างขึ้นด้วยหินของหมู่บ้านชั้นนอกสุด กลิ่นคาวเลือดลอยมาจากที่นั่น

        เพื่อความปลอดภัย อาอู่ส่งเจ้าหน้าที่สองคน ให้ม่อเหลียนเฉิงเป็นผู้นำทาง เดินไปตามกลิ่นคาวเลือด

        ไม่ถึงยี่สิบนาที วิทยุสื่อสารที่เอวของอาอู่ก็ส่งเสียงออกมา บอกว่าข้างในปลอดภัย

        หลี่โหยวเห็นม่อเหลียนเฉิงวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกมาจากข้างในหม่าเจียถุน วิ่งพลางก้มลงอาเจียนหลายครั้งเป็นพักๆ ปากก็เอ่ยว่า “น่าสังเวชเกินไปแล้ว…อ้วก…”

        “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” หลี่โหยวพยุงม่อเหลียนเฉิงขึ้นถาม อาอู่และคนอื่นๆ ได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในผ่านทางอินเตอร์คอม ดังนั้นจึงไม่สนใจม่อเหลียนเฉิง แต่ยังคงรักษาท่าทีระวังภัยไว้ตลอด เดินเข้าใกล้หม่าเจียถุนอย่างรวดเร็ว

        “คนตาย! มีคนตายหลายคน ตายอย่างน่าสยดสยองเกินไปแล้ว…อ้วก…” ม่อเหลียนเฉิงสีหน้าขาวซีด ทุกประโยคล้วนพูดได้ไม่ทันสมบูรณ์ เขาก็อาเจียนขึ้นมาอีกครั้งแล้ว

        ในใจหลี่โหยวกระตุกวูบ นับว่าม่อเหลียนเฉิงขวัญกล้าไม่เบา แต่ตอนนี้ก็กลัวจนกลายเป็นแบบนี้ ดูไปแล้วภายในหม่าเจียตุนต้องเกิดโศกนาฏกรรมที่น่าสยดสยองสุดขีดแล้ว

        “รีบๆ หน่อย” หลิงหลงที่ปกติเงียบสงบเหมือนน้ำ ท่ามกลางสภาพอารมณ์ในเวลานี้ก็ยังปรากฏคลื่นเล็กน้อยออกมา เร่งให้ทุกคนรีบเดินทาง

        ยิ่งเข้าใกล้หม่าเจียถุน กลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ทหารรับจ้างหลายนายที่ได้ผ่านการสู้รบมาหลายปีต่างแสดงสีหน้าสะพรึงกลัว เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งเข้มข้นนี้ ในใจหลี่โหยวกลับไม่กลัวมากนัก ตรงกันข้าม ในใจเขาเพียงรู้สึกโกรธเกรี้ยวสุดขีด สองหมัดกำแน่น หัวใจก็เริ่มเต้นเร็วขึ้น รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก

        ไม่รู้ว่าทำไม หลี่โหยวมักจะรู้สึกว่าหม่าเจียถุนและบ้านเกิดของเขาคล้ายกันมาก เป็นหมู่บ้านในภูเขาลึกแห่งหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่าจะยากจนไปบ้าง แต่กลับเงียบสงบและมีความสุข

        เห็นสิ่งที่หม่าเจียถุนต้องประสบ ในใจเขากลับคิดถึงความปลอดภัยของบ้านเกิด แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น บ้านเกิดห่างจากที่นี่ถึงพันลี้ เพียงแต่เขาก็ยังกังวลเหมือนเดิม

        “ทุกคนที่นี่ดูเหมือนจะตายทั้งหมดแล้ว อวัยวะสำคัญล้วนถูกแทงด้วยอาวุธมีคม เวลาตายน่าจะเกินกว่าสองชั่วโมงแล้ว…” เจ้าหน้าที่สองคนที่ได้เข้าไปหม่าเจียถุนก่อนได้ถอนตัวออกจากประตูหมู่บ้าน แล้วเผชิญหน้ากับอาอู่ที่สีหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชา กล่าวว่า “ยังไม่พบผู้ที่รอด…”

        อาอู่พยักหน้าเล็กน้อย กล่าวว่า “ค้นหมู่บ้านทันที ดูซิว่ายังมีใครรอดชีวิตหรือไม่”

        “เสี่ยวโหยว เจ้าต้องเตรียมใจให้พร้อม…” มองดูหลี่โหยวที่รีบตามหลังกองกำลังอย่างใกล้ชิดเข้าไปในหมู่บ้าน ม่อเหลียนเฉิงมือข้างหนึ่งจับสือกว่างเซิง ทางหนึ่งตะโกนเรียกเขาไว้ “น่าสังเวชเหลือเกิน…ไม่สามารถทนดูได้จริงๆ…” ดูประหนึ่งม่อเหลียนเฉิงมีอสูรปีศาจขวางทางไว้ปานนั้น กล้าๆ กลัวๆ หดตัวถูไถเบาๆ อยู่ที่ประตูหมู่บ้าน ไม่เต็มใจที่จะก้าวเข้าไปข้างใน ดูไปแล้วภาพที่เขาเห็นก่อนหน้านี้คงกระตุ้นความหวาดกลัวในใจเขาอย่างลึกซึ้ง

        “ผมรู้แล้ว” หลี่โหยวพยักหน้าขอบคุณในความปรารถนาดีของม่อเหลียนเฉิง เขาสาวเท้าก้าวยาวเข้าไปในหม่าเจียถุน ทันใดนั้น เท้าได้เหยียบเข้ากลางกองเลือดแล้ว

        “บ้าฉิบ…” ถึงแม้ว่าหลี่โหยวได้เตรียมจิตใจมาแล้ว แต่เมื่อได้เห็นฉากนองเลือดกับตา เขาอดไม่ได้ที่จะระเบิดคำหยาบคายออกมา

        หลี่โหยวได้เห็นว่า ที่ลานนวดข้าวของหม่าเจียถุน มีศพหลายสิบร่างนอนระเกะระกะอยู่ ทั้งชายหญิง คนชรา เด็กเล็ก สภาพการตายที่น่าสยดสยองจนทนดูไม่ไหว เลือดหลั่งรินไปทั่วทุกแห่งหน ย้อมหม่าเจียถุนจนแดงไปกึ่งหนึ่งแล้ว

        “นี่เป็นเรื่องอะไรกัน…” หลี่โหยวหน้าซีดขาว สองมือกำแน่น เล็บจิกฝังเข้าไปในเนื้อแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ “ราวกับเดรัจฉานก็ไม่ปาน! ใครกันโรคจิตบ้าคลั่งเพียงนี้!” หลี่โหยวคำรามเสียงทุ้มต่ำ ทั่วร่างสั่นไปหมด

        ไม่มีใครตอบหลี่โหยว กองกำลังเริ่มที่จะขยายแนวค้นหาออกไปอย่างเป็นระเบียบ บางคนไปพลิกตรวจสอบซากศพที่ลานนวดข้าว เพื่อดูว่ายังมีคนรอดชีวิตไหม ส่วนคนอื่นๆ ไปค้นหาผู้ที่อาจโชคดีรอดชีวิตตามบ้านทีละหลัง

        อาอู่และหลิงหลงประสานสายตากันคราหนึ่ง หลี่โหยวกวาดตาผ่านไปแวบหนึ่ง ได้เห็นความตกใจในสายตาของทั้งสองคน

        “นี่มันเรื่องอะไรกัน?” ในช่วงเวลาสั้นๆ โทสะร้อนได้พลุ่งขึ้นจากในใจหลี่โหยว เกิดความกลัวต่ออาอู่และหลิงหลง วิ่งพุ่งเข้าไปตรงหน้าของสองคน เสียงสั่นเล็กน้อยถามว่า “ใครฆ่าคนเหล่านี้!” ในเสียงอันสั่นนั้น กลับแฝงไว้ด้วยรังสีการฆ่าฟันที่เหี้ยมโหดและความโกรธที่ไม่มีที่สิ้นสุด

        หลิงหลงมองดูแววตาของหลี่โหยวอดไม่ได้ที่จะแปลกใจทันที ในขณะที่อาอู่มีสีหน้าเปลี่ยนไปมาก กล้ามเนื้อมือทั้งสองพองขึ้นเล็กน้อย ย่างเท้าออกไปก้าวหนึ่ง แยกตำแหน่งของหลี่โหยวและหลิงหลงออกจากกันอย่างเงียบๆ กล่าวเสียงทุ้มลึกว่า “นายคิดจะทำอะไร!”

        แต่หลิงหลงกลับตบไหล่ของอาอู่จากด้านหลังไปครั้ง พูดเสียงอ่อนโยนประโยคหนึ่งว่า “ไม่มีอะไร” หลังจากนั้นก็พูดพึมพำกับตัวเองว่า “เรื่องราวยังสามารถควบคุมได้ชั่วคราว…เพียงแต่ไม่คิดว่าคนเหล่านั้นจะลงมืออำมหิตขนาดนี้…”

        หลี่โหยวเห็นอาอู่ท่าทีสีหน้าเต็มไปด้วยดูความเย็นชา แต่ไม่กลัว ความโกรธและเพลิงพิโรธหลายวันที่ได้อยู่ด้วยกันนี้ดูเหมือนจะปะทุขึ้นมาพร้อมกัน เตรียมต่อสู้กับอาอู่ให้ถึงขั้นถ้าเจ้าไม่ตายข้าก็ตาย แต่ตอนนี้หลิงหลงกลับผลักอาอู่ออกไป กล่าวกับหลี่โหยวที่ขมวดคิ้วแน่นว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า เอ็งยังคงดูอย่างเงียบๆ ที่ด้านข้างเถอะ หากสงสัยอยากรู้ว่าเพราะอะไร รอเฒ่าฉีมาเจ้าก็ไปถามเขาเอง”

        หลี่โหยวคิ้วขมวดอีกครา แต่กลับไม่มีอะไรจะพูด ถึงเวลานี้แล้ว จู่ๆ เขาจึงได้นึกถึงฐานะของตนเอง ที่เป็นเพียงเชลยศึกของผู้อื่นเท่านั้น หากไม่ใช่เห็นแก่หน้าของศาสตราจารย์ฉี ดีไม่ดี ตนเองคงได้เป็นหนึ่งในซากศพบนภูเขาที่แห้งแล้งกันดารไปแล้ว

        หลังจากถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หลี่โหยวก็ไม่สนใจหลิงหลงและอาอู่อีก เขาเดินเข้าไปในลานนวดข้าว พลิกซากศพบนพื้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ดูซิว่าสามารถค้นหาคนเป็นได้หรือไม่

        แต่หลังจากได้สัมผัสซากศพบนพื้นดินที่แข็งตัวไปแล้ว หลี่โหยวจึงได้รู้ว่าความคิดของเขาเป็นเพียงความปรารถนาฝ่ายเดียวเท่านั้น ซากศพส่วนใหญ่บนพื้นดินมีบาดแผลเพียงหนึ่งหรือสองแห่งเท่านั้น แต่เกิดที่หลอดเลือดแดงบนลำคอและตำแหน่งขั้วหัวใจ ซึ่งล้วนเป็นบาดแผลร้ายแรงถึงชีวิตทั้งสิ้น

        ที่ทำให้หลี่โหยวรู้สึกขนพองสยองเกล้าก็คือ เขาพบว่ามือและเท้าของซากศพทั้งหมดถูกมัดด้วยเชือกก่อนที่จะถูกฆ่า เหยื่อเหล่านี้ยังมีการเคลื่อนไหวหนีเอาชีวิตรอดก่อนที่จะเผชิญกับความตาย แต่ไม่มีใครสามารถก้าวออกไปจากลานนวดข้าวได้เลยแม้สักครึ่งก้าว

        นี่เป็นการสังหารหมู่ที่ได้วางแผนไว้! ในใจหลี่โหยวแอบนับอย่างเงียบๆ มีหกสิบสี่ศพในลานนวดข้าว

        ในขณะที่หลี่โหยวกำลังนับศพอย่างช้าๆ จู่ๆ ก็พบว่า ศพเหล่านี้ดูเหมือนจะปะติดปะต่อกันเป็นรูปภาพหนึ่ง

        “นี่เป็นภาพอะไรกัน…” หลี่โหยวปากบ่นพึมพำ คลับคล้ายคลับคลา รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ซากศพได้จัดวางเป็นภาพขนาดใหญ่เกินไป เวลาเพียงชั่วขณะห้วงสมองมิอาจปะติดปะต่อภาพที่แม่นยำได้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)