0 Views

        หลังจากศาสตราจารย์ฉีตกลงเงื่อนไขกับกลุ่มของหลิงหลงเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางออกไปจากกองกำลัง โดยบอกว่าจะกลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารลาออกจากงานตามขั้นตอนให้เสร็จ แล้วค่อยกลับมา กลุ่มของหลิงหลงก็สุภาพกับศาสตราจารย์ฉี ให้คนส่งเขากลับไป เดิมหลี่โหยวก็คิดอยากจากไปพร้อมกับศาสตราจารย์ฉี แต่ศาสตราจารย์ฉีกลับเอียงศีรษะมากล่าวว่า “ตอนนี้สายไปแล้วที่คิดจะจากไป ถึงยังไงข้าก็ต้องกลับมาที่นี่ เอ็งก็อย่ามัววุ่นวายกลับไปกลับมาเลย อยู่กับพวกเขาไปก่อนเถิด หากโชคดีคงจะเป็นประโยชน์ต่อเอ็งบ้าง”

        ศาสตราจารย์ฉีไม่ได้กล่าวคำพูดนี้เพียงแค่ขอไปที เขาใช้เวลาไม่น้อยเพื่อบอกความเป็นมาของคนกลุ่มนี้ให้หลี่โหยวรู้อย่างละเอียด

        หลี่โหยวถึงได้เข้าใจว่า กองกำลังของหลิงหลงขบวนนี้ยังแข็งแกร่งและน่ากลัวกว่าที่เขาได้เห็นมากนัก เบื้องหลังกองกำลังหลิงหลงนี้ยังมีคณะที่แข็งแกร่งและลึกลับอีกคณะหนึ่ง ซึ่งศาสตราจารย์ฉีก็รู้เพียงผิวเผินเท่านั้น พวกเขาคือกลุ่มยอดคนท่ามกลางแวดวงของ 3 ลัทธิ 9 กระแส คนหลากหลายประเภท ร้อยพ่อพันแม่มาผสมผสานอยู่ร่วมกันเป็นองค์กร เดิมทีคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งฐานะที่สูงในสังคม ซ้ำยังเป็นที่ดูถูกดูหมิ่นของผู้คนไปทั่วทุกแห่ง ดังนั้นเดิมคนเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ร่วมวิถีมากมายมาร่วมสมานฉันท์เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการถูกข่มเหงรังแก

        แต่ในความเป็นจริง เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ท่ามกลางแวดวงของ 3 ลัทธิ 9 กระแส ท่ามกลางผู้คนแปลกพิสดารไม่ธรรมดา มีหลายคนที่ยอมเป็นหัวหมาแต่ไม่ยอมเป็นหางราชสีห์ ดังนั้น องค์กรนี้จึงเป็นเพียงโครงร่างที่ประดุจนามสมมุติ ยิ่งหนึ่งรอบพันปีมานี้ พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ขององค์กรที่อยู่ในจิตใจผู้คนได้

        จนมาถึงสมัยสาธารณรัฐจีน ในที่สุดองค์กรก็มีบุคคลประหลาดคนหนึ่งปรากฏขึ้น แซ่หลู่ ชื่อจงเหยียน เขาเรียนรู้ทักษะที่ยอดเยี่ยมของทุกค่าย ทุกประเภท ทุกชนชั้นของ 3 ลัทธิ 9 กระแสจนคล่องมือ ได้กลายเป็นคนแรกที่รวบรวมคนกลุ่มใหญ่เข้าด้วยกันในหนึ่งรอบพันปีที่ผ่านมา หลู่จงเหยียนมีตำแหน่งสูงสุดในทุกค่าย เหล่าผู้อาวุโสในองค์กรก็เชื่อว่าองค์กรที่หละหลวมนี้ จะก้าวไปสู่ความสามัคคีด้วยมือของเขา

        ทว่าที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็คือ หลังจากที่หลู่จงเหยียนกลายเป็นผู้นำขององค์กรแล้ว กลับขับไล่กลุ่มชนผู้มีความสามารถกลุ่มใหญ่ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งทั้งหมดออกไปหมดสิ้น หลงเหลือเพียงเด็กกำพร้าที่เก็บมาจากที่ต่างๆ คนที่มีความเห็นต่างจะถูกฆ่าทิ้งอย่างโหดร้ายทารุณ ทำให้ผู้คนต่างหวาดกลัวจนไม่เป็นตัวของตัวเอง

        เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่าผู้คนหลากหลายประเภทได้ถอนตัวออกจากองค์กรนี้ไปแล้ว และทั้งองค์กรก็ได้ตกอยู่ในมือของหลู่จงเหยียนโดยสมบูรณ์

        ตอนนั้นหลู่จงเหยียนทะเยอทะยานมีใจฮึกเหิม หลังจากการบูรณาการรวบรวมอำนาจทั้งหมด ก็เริ่มต้นเคลื่อนไหวให้ผู้ที่มีความสามารถในองค์กร ออกไปรวบรวมทรัพย์สินเงินทองโดยวิธีมิชอบ กักตุนอาหารและเสบียงสำหรับกองทัพ เขาต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากความวุ่นวายทั่วหล้านี้ทำการใหญ่ของตนเอง บุคคลซึ่งเหี้ยมหาญชาญฉลาดเก่งกล้าเหนือผู้อื่นนี้ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์

        เหตุผลที่เขาไม่เป็นที่รู้จัก เพียงเพราะครั้งหนึ่ง หลู่จงเหยียนได้รับแผนที่ลายแทงซ่อนสมบัติฉบับหนึ่ง เชื่อได้ว่าเป็นขุมสมบัติที่สือต๋าคายทิ้งเป็นมรดกไว้เบื้องหลังในปีนั้น สุดท้ายหลู่จงเหยียนนำผู้แกร่งกล้าเยี่ยมยอดในองค์กร ออกมาทุ่มสุดกำลังจู่โจมแย่งชิง แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการล่าสมบัติ หลู่จงเหยียนและผู้แกร่งกล้าเยี่ยมยอดในกองกำลังทั้งหมด ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมา

        เมื่อสูญเสียผู้นำหลู่จงเหยียนคนนี้ไปแล้ว ทั้งองค์กรก็ตกอยู่ในภาวะที่แตกแยกกันอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นบุตรชายของหลู่จงเหยียนเป็นแกนนำ อีกส่วนหนึ่งก็ถูกบุคคลหลากหลายประเภทที่เดิมถูกไล่ออกไปจากองค์กร กลับมายึดอำนาจคืนและก่อร่างสร้างตัวอีกครั้ง

    หลังจากนั้นสงครามปลดปล่อยเริ่มขึ้น คนและม้าสองฝ่ายได้เข้าไปในค่ายที่แตกต่างกัน ในที่สุดส่วนหนึ่งไปฮ่องกง ไต้หวัน และสถานที่อื่นๆ แต่อีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในแผ่นดินใหญ่ แต่อย่างไรก็ดีทศวรรษแห่งความไม่สงบ ก็ได้ถูกกวาดล้างไปแล้ว

        กลุ่มของหลิงหลงนี้ก็คือกลุ่มที่ถอนตัวจากแผ่นดินใหญ่ในปีนั้น และกลุ่มที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่ก็เป็นลูกหลานของหลู่จงเหยียน แม้ว่าหลี่โหยวไม่เคยเห็นผู้ที่เป็นหัวหน้า แต่ยังเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง นั่นก็คือหลู่เชียนชิวที่ได้มอบหมายให้ม่อเหลียนเฉิงไปปล้นสุสาน

        เมื่อฟังเรื่องราวที่เกี่ยวพันซับซ้อนเหล่านี้ หลี่โหยวขมวดคิ้วแน่น ในใจเขาไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก จากคำพูดของศาสตราจารย์ฉี ฝ่ายคนของหลิงหลงไม่สมควรเป็นพวกเดียวกันกับหลู่เชียนชิวคนนี้ เหตุใดสุดท้ายหลู่เชียนชิวยังได้มอบหมายให้หลิงหลงและคนพวกนี้ช่วยทำการปล้นสุสาน?

        ต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติ หลี่โหยวถามศาสตราจารย์ฉี แต่ศาสตราจารย์ฉีกลับยิ้มอย่างเย็นชา กล่าวว่า “เด็กโง่ คำพูดที่คนอื่นกล่าวไม่ต้องเชื่อมากเกินไป มิฉะนั้นต่อให้เจ้าถูกขายไปแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

        หลี่โหยวเกาศีรษะยังคงไม่เข้าใจ แต่คราวนี้ศาสตราจารย์ฉีกลับไม่มีความอดทนพอที่จะตอบคำถามข้อสงสัยของเขา เดินกลับขึ้นเรืออย่างสง่างามจากไปแล้ว

        “หรือว่าเป็นอาอู่ คนพวกนี้ที่โกหก? พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหลู่เฉียนชิว เพียงแต่กำลังฉ้อโกงม่อเหลียนเฉิง? แต่ในความเป็นจริงพวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องโกหกเรานะ…” หลี่โหยววุ่นวายกับปัญหาไม่เลิก ตั้งแต่ต้นจนจบคิดอย่างไรก็ยังไม่เข้าใจ

        …

        “ข้างหน้าคือหม่าเจียถุนแล้ว” ม่อเหลียนเฉิงเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก ชี้ไปยังที่ราบสูงบนเนินเขาแห่งหนึ่งตรงหน้า กระหืดกระหอบ กล่าวว่า “เมื่อก่อนข้าเคยมาเก็บสินค้าแถบนี้ ไม่มีผิดพลาด” ม่อเหลียนเฉิงมองดูสีหน้าเศร้าหมองของอาอู่ รีบเสริมอีกประโยคแล้ว

        หลี่โหยวตบขาทั้งสองข้างที่เมื่อยล้า เมื่อได้ยินคำว่า “หม่าเจียถุน” สามพยางค์ ในที่สุดในใจก็โล่งผ่อนลมหายใจไปคราหนึ่ง

        หลังจากคณะของหลิงหลงพบปะกับศาสตราจารย์ฉีแล้ว ได้เปลี่ยนทิศทางไปอีกครั้ง มุ่งหน้าเข้าไปยังภูเขาลึก ยิ่งเดินยิ่งทุรกันดาร จนเวลาเกือบบ่ายแล้ว จู่ๆ อาอู่ถามม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงว่า รู้จักหมู่บ้านในบริเวณนี้ที่เรียกว่าหมู่บ้านหม่าเจียถุนไหม

        ม่อเหลียนเฉิงรู้ชัดว่าเหตุผลที่กลุ่มอาอู่ยังยินดีที่จะเก็บพวกเขาทั้งสามนี้ไว้ เป็นไปได้มากคือเพราะในกองกำลังขาดผู้นำทางท้องถิ่น พวกเขาได้แต่ต้องฝืนตอบว่ารู้จัก ทั้งยังตบหน้าอกสาบานด้วยสีหน้าจริงใจน่าเชื่อถือว่า เมื่อก่อนนี้เคยไปหม่าเจียถุนเพื่อเก็บวัตถุโบราณ

        ผลที่ได้คือ ภายใต้การนำทางวกไปเวียนมาของม่อเหลียนเฉิง กองกำลังเกือบจะเดินกลับไปที่เดิม ในที่สุดหลังจากโดนจ่อไรเฟิล 81 เข้าที่ท้ายทอย จึงทำให้ศักยภาพของม่อเหลียนเฉิงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ครั้งนี้จึงไม่ได้จำทางผิดอีก ขณะใกล้พลบค่ำ พวกเขาก็ค้นพบภูเขาที่คุ้นเคยแห่งหนึ่ง แต่หลังยืนยันเส้นทางที่สำคัญแล้ว ดูเหมือนใกล้แท้จริงยังอีกไกล ยังคงเหลือระยะทางเกือบสองชั่วโมงกว่า

        “ไปถึงหม่าเจียถุน เราจะพักที่นั่นคืนนี้ หลังจากศาสตราจารย์ฉีเข้าร่วมกับเราแล้ว ค่อยก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน” เนื้อหาของการสนทนาระหว่างอาอู่และหลิงหลงตกเข้าสู่หูของหลี่โหยว

        เมื่อได้ยินชื่อของศาสตราจารย์ฉี ในใจหลี่โหยวก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางกองกำลังที่ดุร้ายอีกทั้งความเป็นมาไม่ชัดเจน ไม่มีใบหน้าไหนที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย เขารู้สึกกระสับกระส่าย ถึงแม้ว่าจะเริ่มปรับตัวให้เข้ากับการมีคนเหล่านี้อยู่รอบข้างได้บ้างแล้วก็ตาม

        “หวังว่าจะถึงโดยเร็ว…” หลี่โหยวแอบคิดในใจ ทันใดนั้นจมูกของเขากระตุกทันที ฝีเท้าก้าวช้าลง

        “นี่กลิ่นอะไรกัน?” จู่ๆ หลี่โหยวก็กระซิบถามสือกว่างเซิงที่ตามมาอยู่เบื้องหลัง มีกลิ่นคาวๆ น่าสะอิดสะเอียนสายหนึ่งโชยมาตามลมที่เบื้องหน้า แผ่กระจายไปในอากาศ แต่กลับไม่เข้มข้นพอที่เขาจะชี้ขาดได้ว่าคืออะไร แต่ในใจของเขากลับนึกสังหรณ์ถึงสิ่งที่ไม่ดีขึ้นมา ดูเหมือนเขาจะเคยได้กลิ่นนี้มาจากที่ไหนสักแห่ง

        “มีกลิ่นคาวเลือด!” อาอู่กล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ทุกคนระวัง!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)