0 Views

        บนใบหน้าของหลิงหลงปรากฏรอยยิ้มพอใจรอยหนึ่ง ยื่นกล่องปิดผนึกธรรมดาใบนั้นให้ศาสตราจารย์ฉี แล้วกล่าวว่า “สิ่งของที่อยู่ข้างใน ได้ผ่านการจัดการป้องกันความเสียหายแล้ว เพียงอ่านในที่ร่มรื่นสักนิดก็จะไม่เกิดปัญหา”

        ศาสตราจารย์ฉีพยักหน้าเล็กน้อย รับกล่องปิดผนึกมาอย่างระมัดระวัง เดินไปที่ร่มเงาใต้ต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำ หลี่โหยวก็เร่งฝีเท้าตามหลังศาสตราจารย์ฉีไป ไม่มีใครสนใจเขา

        ภายในกล่องปิดผนึกมี “บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง” วางไว้เด่นสะดุดตา หนังสือม้วนเล่มนั้นถูกนำออกมาจากสุสานโบราณเมื่อคืน ครั่งสีชาดได้ถูกแกะออก บนแผ่นไม้ไผ่ก็ทายาโปร่งใสที่ไม่รู้จักชื่อชั้นหนึ่งไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นไม้ไผ่สัมผัสกับอากาศ เห็นแบบนี้หลี่โหยวและศาสตราจารย์ฉีลอบพยักหน้าให้กัน หากแผ่นไม้ไผ่ไม่ได้ถูกเคลือบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เชื่อว่าหลังจากเอาออกจากสุสานโบราณได้ไม่นาน คงจะกลายเป็นแป้งฝุ่นกองหนึ่ง

        แม้จะมีการป้องกันความเสียหายแก่บันทึกโบราณแล้ว แต่ศาสตราจารย์ฉียังไม่กล้าประมาท หลังจากใส่ถุงมือแล้ว จึงคลี่ม้วนไม้ไผ่เปิดออกอย่างระมัดระวัง

        “ปฐมแห่งบทตามบรรพกาล       ไผสืบทอดวิถีทาง?

        บนล่างไร้รูปลักษณ์                  สอบถามได้ ณ ที่ใด?

        คืนวันระคนทั่ว                         ใครอาจเทียมทาน?

        เพียงอิงเวิ้งว้าง                        ไหนเลยรู้ได้?

        สว่างไสวมืดมน                       ยามใดอย่างไร?

        หยินหยางร่วมจักรวาล               ร่างเดิมใดพัฒนาไฉน?

        นพนภากลมเกลี้ยง                   ไผทรงสร้างอลังการ…”

        หลังจากคลี่ม้วนไม้ไผ่ออกมา หลี่โหยวที่ยืนอยู่ข้างหลังศาสตราจารย์ฉีก็ได้เห็นตัวอักษรลวี่ ที่ถูกแกะสลักลงบนแผ่นไม้ไผ่อย่างเป็นระเบียบ

        หลี่โหยวพึมพำอ่านข้อความ จากนั้นคิ้วค่อยๆ ขมวดขึ้นมา แม้เขาเป็นนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา แต่การหล่อหลอมเพาะบ่มด้านโบราณคดีและวัฒนธรรมจีนแบบดั้งเดิมก็ไม่ได้เลวร้าย จึงระลึกออกมาได้ทันที นี่คือบทกวีฉู่ฉือของชีหยวน เป็นอารัมภบทใน “สวรรค์ถาม”

        “สวรรค์ถาม” เป็นบทความที่น่าสนใจมากบทหนึ่ง ในบทนี้ชวีหยวนยกคำถาม 173 ข้อรวดเดียวในหนึ่งลมหายใจ ซึ่งรวมถึงฟ้า ดิน มนุษย์ ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และชีวิต ลึกซึ้งยิ่งนัก

        แปลกมาก! การที่หลี่โหยวได้เห็นบทกวีฉู่ฉือในม้วนหนังสือ ที่เขาคิดว่าจะเป็นส่วนที่ขาดหายไปของประวัติศาสตร์ ทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก

        เมื่อศาสตราจารย์ฉีค่อยๆ เปิดม้วนหนังสือออกเพิ่ม คิ้วที่ขมวดย่นของหลี่โหยวก็ค่อยๆ คลายออก ที่แท้เนื้อหาที่เลือกมาจาก “สวรรค์ถาม” เป็นเพียงคำนำเท่านั้น ต่อจากนั้นจึงเข้าสู่เป้าหมายหลักของผู้เขียน

        “…ข้าเคยได้ยินว่าตั้งแต่องค์บพิตรศักดิ์สิทธิ์จนถึงยุคจ้านกั๋ว มีข้อผิดพลาดมากมายในการงานประพันธ์ของหลีเอ่อร์และจงหนีสมัยชุนชิว จากนั้นได้แก้ไขในส่วนที่บิดเบือนเกินจริงให้กลับมาถูกต้องผ่าน ‘บันทึกปีประวัติศาสตร์จี๋จ่ง’ บันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่บนม้วนไม้ไผ่ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ หลักการในสมัยชุนชิวที่ทำเลยขีดจำกัดจึงไม่ถึงไหน กลับตาลปัตรผิดถูกชั่วดี ประวัติศาสตร์บนม้วนไม้ไผ่กลายเป็นเถ้า น่าแค้นนัก เนื่องจากต้องการเก็บตกซ่อมรอยรั่ว จึงได้เป็นบันทึกของตระกูล ขนานนามว่า ‘บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง’  เพื่อแถลงไขแก่ชนรุ่นลูกหลาน”

        ตัวอักษรที่แกะสลักบนไม้ไผ่มีขนาดเล็กมาก ตัวอักษรตัวหนึ่งขนาดเทียบได้กับหัวแมลงวันเท่านั้น ม้วนหนังสือไม้ไผ่แม้ว่าจะไม่ใหญ่นัก แต่ตัวอักษรสี่หรือห้าพันตัวที่อยู่ข้างบน กลับแกะสลักออกมาได้คล่องแคล่วสง่างามน่าประทับใจ ฝีมือการแกะสลักตัวอักษรทำให้หลี่โหยวอดไม่ได้ที่จะตะลึงงัน ทว่าเมื่อเทียบกับเนื้อหาภายในแล้ว ฝีมือการแกะสลักตัวอักษรนี้ยังไม่ถือว่ายอดเยี่ยม

        “บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง” เริ่มบันทึกตั้งแต่จิ้นซีฮ่องเต้รวบรวมหกรัฐเข้าไว้ด้วยกัน วิธีการเก็บรวบรวมคือใช้วิธีเขียนบันทึกตามรายปี เนื้อหาแถวแรกก็คือ “จิ๋นซีฮ่องเต้ปีที่สามสิบสี่ ระงับการสถาปนาแยกเมือง เผาตำราไสยศาสตร์ พิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาเต๋า ขอยึดครูบาอาจารย์ใช้ขุนนางวิชาการเป็นหลัก จิ๋นซีฮ่องเต้ปีที่สามสิบห้า เนื่องด้วยเรื่องมืดดำของผู้ครองแคว้น จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงพิโรธมาก ให้ขุดหลุมฝังนักพรตผู้ใช้ไสยเวทสี่ร้อยหกสิบสามคนทั้งเป็นที่เมืองเสียนหยาง จบสิ้น”

        หลายสิบกว่าตัวอักษรสั้นๆ นี้ แตกต่างอย่างมากจากบันทึกประวัติศาสตร์และสิ่งที่ผู้คนได้รับรู้ เพราะประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานี้ ได้มีคำสรุปสั้นๆ ที่มีชื่อเสียงมากกว่า “เผาตำรา ฝังปัญญาชนทั้งเป็น”

        ที่ทำให้หลี่โหยวประหลาดใจก็คือ แม้ว่าตัวอักษรหลายพันตัวถูกเขียนขึ้นบนม้วนไม้ไผ่ แต่เนื้อหาที่บันทึกถึงประวัติศาสตร์กลับมีไม่มาก หลังจากหนึ่งในสามผ่านไปแล้วก็เป็นสัญลักษณ์ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหนึ่งขีดขวางยาว “一” และสองขีดขวางสั้น “–” สัญลักษณ์นี้หลี่โหยวเข้าใจได้ไม่ยาก เป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงหยินหยางในหนังสือ “อี้จิง” จากสัญลักษณ์ทั้งสองนี้ประกอบขึ้นหมายถึงปากว้า และเหยาที่มีความหมายแตกต่างกันไป

        นอกจากนี้ บนแผ่นไม้ไผ่ยังสลักภาพหนึ่งแบบหยาบๆ หลี่โหยวมองดูแล้วไม่อาจเข้าใจโดยสมบูรณ์ว่า สถานที่ที่ภาพนี้ได้แสดงไว้เป็นสถานที่ใดกันแน่

        แต่ศาสตราจารย์ฉีกลับมองดูอย่างมีรสชาติ ในมือถือไม้พลองด้ามหนึ่ง คอยลองขีดเขียนคำนวณความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นไปบนพื้น บางครั้งก็พยักหน้า บางครั้งก็ถอนหายใจ ทำให้หลี่โหยวที่อยู่ด้านข้างรู้สึกสับสนไปพักหนึ่ง

        เดิมทีหลี่โหยวคิดจะสอบถามศาสตราจารย์ฉี ถึงความหมายของสัญลักษณ์เหล่านี้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าของศาสตราจารย์ฉีที่กำลังหลงใหลในสิ่งที่ดูอยู่ ในที่สุดจึงยับยั้งความคิดสงสัยของตัวเองเอาไว้ รอคอยอย่างสงบจนกว่าศาสตราจารย์ฉีจะเล่าเรื่องราวต่อไป

        อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ศาสตราจารย์ฉีอ่านม้วนไม้ไผ่จบแล้ว ก็เก็บสิ่งนี้อย่างระมัดระวัง ไม่สนใจหลี่โหยวที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เดินเข้าไปตรงหน้าหลิงหลงแล้วกล่าวว่า “อืม ผมได้ตรวจสอบแล้ว นี่เป็น ‘บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง’ ของจริง แต่ไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงหนึ่งในบันทึกทั้งหมดเท่านั้น อีกทั้งข้อความที่บันทึกในนั้นมีไม่มาก แม้ว่าผมยินดีเข้าร่วมโครงการของพวกคุณ แต่คงประสบความสำเร็จได้ไม่ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์”

        หลิงหลงกลับยิ้มน้อยๆ คราหนึ่ง “ท่านไม่ต้องเป็นห่วง หากท่านแน่ใจว่าต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการกับเราแล้ว เช่นนั้นเนื้อหาอื่นๆ จะถูกส่งมาถึงมือท่านในไม่ช้า”

        ศาสตราจารย์ฉีเงยหน้าขึ้นมาจากบันทึกไม้ไผ่ทันที ตาหงส์คู่นั้นมองหลิงหลงอย่างประหลาดใจ ใช้เวลาสักพักจึงได้ถอนหายใจคราหนึ่ง “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ในมือพวกเจ้ามีบันทึกฉบับอื่นๆ แล้วหรือ?”

        หลิงหลงยังคงรักษารอยยิ้มไว้ไม่เปลี่ยนแปลง พูดตรงๆ อย่างไม่กลัวเกรงว่า “ ‘บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง’ มีทั้งหมดเจ็ดม้วน ตอนนี้ในมือเรามีห้าม้วนแล้ว บันทึกม้วนที่สามและม้วนที่เจ็ดยังหาไม่พบ” น้ำเสียงเธอผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขณะที่เอ่ยคำพูดนี้

        ศาสตราจารย์ฉีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย เดิมตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับไป

        ศาสตราจารย์ฉีมองกลับไปที่หลี่โหยว ส่ายศีรษะบอกว่า “โอเค เรื่องราวก็ตกลงเช่นนี้แล้ว ผมจะลาออกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วมาเข้าร่วมกองกำลังของพวกคุณ”

        “ยินดีร่วมมือ” หลิงหลงยื่นมือเรียวบางออกมา แต่ศาสตราจารย์ฉีกลับแค่นเสียงอย่างเย็นชาคราหนึ่ง เดินเข้ามาใกล้หลี่โหยว เปิดปากกล่าวว่า “นี่คือชีวิตนะ…ข้าผู้เฒ่าเมื่อยังหนุ่มได้ดูดวงชะตาให้ตัวเอง พบว่าก่อนจะถูกฝังลงดินยังต้องถูกผู้คนพัวพันให้เดือดร้อน ม้วนเข้าสู่เหตุการณ์จริงเท็จถูกผิดขนานใหญ่ฉากหนึ่ง หลายปีมานี้ข้าใช้ชีวิตอยู่อย่างระมัดระวังแล้ว ไฉนเลยจะรู้ได้ว่าไอ้หนุ่มอย่างเจ้ากลับนำภัยพิบัติเหล่านี้มาให้ข้าได้ ทั้งยังไม่ใช่จริงเท็จถูกผิดทั่วไป…”

        หลี่โหยวมีสีหน้าละอายแก่ใจ กล่าวขอโทษขอโพยไม่หยุด “ศาสตราจารย์เฒ่า ล้วนเป็นผมที่ไม่ดี…”

        ศาสตราจารย์ฉีกลับโบกมือไปมา กล่าวว่า “พอแล้วๆ นี่เป็นคราวเคราะห์ครั้งหนึ่งในชีวิตของข้า เจ้าก็ไม่ต้องตำหนิตัวเองไป ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เจ้าก็ไม่ต้องทำอย่างอื่นอีกแล้ว ตามข้าผู้เฒ่ามาด้วยเถิด เมื่อเกิดอันตราย เจ้าจะได้แบกข้าใส่หลังวิ่งหนี…” ศาสตราจารย์ฉีลูบศีรษะที่เหลือเส้นผมเพียงหนึ่งในสามแล้วถอนหายใจ

        “อันตรายเหรอ?!” จู่ๆ ในใจหลี่โหยวก็เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีชนิดหนึ่ง

        “อยู่ด้วยกันกับคนเหล่านี้ ไฉนเลยจะบอกได้ว่ามีความปลอดภัย” ศาสตราจารย์ฉียักไหล่ ตบไหล่ของหลี่โหยวกล่าวว่า “เร็วๆ นี้เจ้าก็จะเข้าใจเอง”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)