0 Views

        จดหมายความยาวกว่าร้อยตัวอักษร หลี่โหยวใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจึงเขียนเสร็จ ระหว่างนั้นยังถูกอาอู่เร่งอีกหลายครั้ง หากไม่มีอาอู่กดดันอยู่ด้านข้าง หลี่โหยวคงไม่สามารถเขียนต่อไปได้

        หลี่โหยวหวังว่าเมื่อศาสตราจารย์เฒ่าได้รับจดหมายฉบับนี้แล้ว จะไม่คิดจริงจังอะไรกับเขาอีก แม้เขาอาจจะไม่ถึงกับสร้างความเดือดร้อนแก่ศาสตราจารย์เฒ่า แต่หากศาสตราจารย์เฒ่าถูกข่มขู่โดยคนเหล่านี้ จนต้องทำสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมจรรยา เขาต้องรู้สึกผิดไปตลอดชั่วชีวิตแน่

        เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับความกลัวในใจของหลี่โหยว อาอู่ยื่นจดหมายให้กับหนึ่งในลูกทีมแล้วนำฝูงชนเข้าไปในภูเขา กระนั้นหลี่โหยวกลับรู้สึกได้ว่า จริงๆ แล้วอาอู่ได้นำฝูงชนออกห่างจากส่วนลึกของภูเขาไปทุกที เดินไปตามเทือกเขาวกวนไปมา ค่อยๆ ออกห่างจากพื้นที่ผืนนี้

        หลี่โหยวแอบสังเกตและจดจำทิศทางที่ตนเองเดินผ่าน แต่หลังจากเดินอ้อมไปสองชั่วโมง เขาก็ลืมไปอย่างสิ้นเชิงว่าตนเองเดินมาจากทิศทางไหนแล้ว โชคดีที่เมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมงกว่า กองกำลังทั้งหมดก็ได้ออกจากป่าดิบเขา ปรากฏอยู่ริมแม่น้ำสายหนึ่ง

        นี่เป็นสาขาแยกของแม่น้ำหวงเหอ หลี่โหยวยิ้มอย่างขมขื่นทันทีเมื่อเขาเห็นแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ อย่างสงบอยู่ด้านหน้า ตามความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่จำกัดของเขา สามารถคาดคะเนตำแหน่งที่อยู่ของตนเองออกมาได้แล้ว

        ระหว่างทาง กองกำลังของอาอู่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติทหารอย่างชัดเจน ลักษณะกองกำลังดูเหมือนจะหละหลวม แต่กลับสามารถก่อร่างเป็นกองกำลังต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพขนาดย่อย และพร้อมเข้าสู่การต่อสู้ในทุกสถานการณ์ เทียบกับม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงที่เอาแต่เดินไปทุกชั่วโมงครึ่งก็ถอนหายใจ เหนือกว่ากันมากจริงๆ หลี่โหยวเห็นเพื่อนร่วมแก๊งทั้งสองคนที่ราวกับหมูปานนั้น ในแววตาก็เต็มไปด้วยความจนใจ

        เดินลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หลี่โหยวก็เห็นเรือดีเซลลำหนึ่ง แล่นมาตามลำน้ำ “ทู่ๆ” พ่นควันดำออกมา เมื่อเห็นเรือปรากฏออกมา อาอู่ก็ให้คนจุดไฟกองหนึ่งสุมเป็นควัน บอกชี้ทิศทางให้เรือแล้ว

        “ศาสตราจารย์ฉี…” หลี่โหยวเห็นจากระยะไกล ฉีเหลียนไห่ในชุดสูทคอจีนยืนอยู่หัวเรือ มือข้างหนึ่งยกขึ้นป้องกันแสงแดดที่หน้าผาก จ้องมองไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ

        “ไอ้เด็กบ้า เจ้าลูกเต่า ที่แท้เป็นเอ็ง!” เมื่อเห็นหลี่โหยวจากที่ไกลๆ ฉีเหลียนไห่ก็เริ่มถลกแขนเสื้อขึ้น หากไม่ใช่ว่ายังอยู่ในเรือ เขาคงกระโจนเข้าไปตั้งนานแล้ว

        เห็นหลี่โหยวมองเขาด้วยน้ำตานอง ศาสตราจารย์ฉียังด่าเป็นชุดเหมือนเดิม เมื่อลงจากเรือแล้ว มือหนึ่งก็บิดหูของหลี่โหยวแล้วเริ่มด่า “เจ้าไม่ใช่บอกว่าไปเมืองเผิงเฉิงเพื่อทำงานหรือ? ทำไมมาอยู่ไอ้สถานที่เฮงซวยนี่ได้ แล้วยังริฝึกเป็นโจรปล้นสุสาน? ไอ้สารเลว แกเรียนสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา ไม่ใช่โบราณคดี ไม่ใช่ขุดหลุมนะ! คิดว่าแค่ได้อ่าน ‘บัญญัติลับสิบประการ’ เล่มหนึ่งก็สามารถสำเร็จการฝึกงานแล้วงั้นสิ! เยี่ยมจริงๆ ข้าเองในปีนั้นยังก้าวหน้าเทียบเจ้าไม่ได้…”

        แม้ว่าศาสตราจารย์ฉีจะด่าอย่างเกรี้ยวกราด แต่ก็ไม่ได้ออกแรงที่มือสักนิด ทำให้หลี่โหยวรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง เขาพยายามเอ่ยปากโต้ตอบ แต่สุดท้ายกลับไม่กล้าพอ ในใจมีเพียงความรู้สึกละอายใจ สำนึกผิด และซาบซึ้งใจ ตาเฒ่าฉียังนับว่าดูแลเขาดียิ่ง สภาพแวดล้อมเช่นนี้ยังดึงดันออกมาช่วยเขา เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจหลี่โหยวเต็มไปด้วยความวิตกกังวล กังวลว่าอาอู่ หลิงหลง และคนทั้งหมดจะเป็นอันตรายต่อศาสตราจารย์ฉี

        ในที่สุดศาสตราจารย์ฉีก็ด่าหลี่โหยวจนจบ แล้วจึงได้ระบายลมหายใจขุ่นมัวเฮือกหนึ่งออกมา ถามด้วยใจที่สงบขึ้นว่า “ไอ้หนุ่ม ที่แท้เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมจึงไปยั่วไอ้คนกลุ่มนี้มาได้?” ระหว่างพูด ตาเขาก็จับจ้องพิจารณาไปบนร่างอาอู่และหลิงหลง ทั้งยังเหลือบตาไปดูม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงด้วย

        อาอู่และหลิงหลงเมื่อเห็นชัดว่าเป็นศาสตราจารย์ฉีที่ก้าวลงจากเรือ ก็ดาหน้าขึ้นไปต้อนรับ แต่ศาสตราจารย์ฉีมองสถานการณ์พวกเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว จึงมัวยุ่งสอนหลี่โหยวอยู่ที่ด้านข้าง

        หลี่โหยวรู้สึกตนเองเหมือนพี่สะใภ้เสียงหลินเหลือเกิน ในเวลาอันสั้นไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ เขาเริ่มที่จะพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์น่าเศร้าของตนในไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นครั้งที่สอง

        ศาสตราจารย์ฉีหรี่นัยน์ตาหงส์ ฟังการชี้แจงของหลี่โหยวไปพลาง พยักหน้าไปพลาง ฟังอย่างถี่ถ้วนระมัดระวัง บางครั้งก็ขัดจังหวะหลี่โหยว รอจนหลี่โหยวเล่าเรื่องเสร็จสิ้นทุกอย่างแล้ว ศาสตราจารย์ฉีจึงถอนหายใจยาวๆ ออกมาคราหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “นี่เป็นโชคชะตา!”

        หลี่โหยวยังคงรู้สึกสับสน ไม่สามารถอธิบายสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ศาสตราจารย์ฉีกลับกล่าวว่า “ตอนแรกที่ดูโหงวเฮ้งให้เอ็ง ก็แปลกใจว่าเอ็งเป็นเด็กแต่กลับมีโหงวเฮ้งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ มีอุปสรรคมากนัก ทั้งยังดูดวงอย่างคร่าวๆ พบว่าในชีวิตของเอ็งอาจจะเกิดคราวเคราะห์เช่นนี้ จึงได้ให้เอ็งอ่าน ‘บัญญัติลับสิบประการ’ ไม่แน่ว่าอาจสามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่อย่างไรชะตาก็ได้กำหนดไว้แล้ว เรื่องเป็นดังที่คาดคะเนไว้เช่นนั้นจริงๆ!”

        หลี่โหยวทั้งอับอายทั้งจนใจ เขารู้จักศาสตราจารย์ฉีมาหลายปีแล้ว ได้ยินเขาโม้คุยโวมามาก แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าศาสตราจารย์ฉีจะสามารถดูดวงดูโหงวเฮ้งจับยามสามตาอะไรนั่นได้ คำพูดเหล่านี้ของศาสตราจารย์ฉีเขาล้วนไม่เชื่อสักนิด

        ยามเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหลี่โหยว ศาสตราจารย์ฉีกลับมองเขาด้วยแววตาหมิ่นแคลน เหยียดหยาม คางเชิดสูงขึ้น แค่นเสียงขึ้นจมูกทันทีกล่าวว่า “ผู้ชายที่สง่างามอย่างข้านี้ หรือว่ายังต้องบอกเอ็ง เกจิอาจารย์ของข้าได้รับสืบทอดการดูนรลักษณ์ขั้นเทพขนานแท้จากพรรคหนึ่ง เป็นศิษย์ผู้สืบทอดรุ่นที่ 21”

        หลี่โหยวเงียบไปสักพัก ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังศาสตราจารย์ฉีบ่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาในครอบครัวของเขาซึ่งค่อนข้างซับซ้อน ปู่และพ่อต่างเป็นอาจารย์ผู้ดูฤกษ์ยามและพื้นภูมิอันเป็นสิริมงคลของสุสาน การศึกษาในครอบครัวก็สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่ในที่สุดเขาก็กลายเป็นปัญญาชนคนหนึ่ง

        ในยุค ค.ศ. 1960-1969 ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่รุนแรงอย่างยิ่งในสมัยนั้น พ่อของศาสตราจารย์ฉีถูกตีจนเป็นพวกกเฬวราก ส่วนเขาก็ถูกกีดกันออกไปกลายเป็นไอ้ตัวเหม็นในสังคม บ้านแตกสาแหรกขาด ต่อมาหลังจากการต่อต้านสงบลง เขาเคยดูถูกตัวเองยินยอมล้าหลังไปสักพัก ท่องไปทั่วทุกหนทุกแห่งทำตัวตามกระแส หลี่โหยวได้ยินสิ่งที่เล่าส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ในที่สุดหลังจากระเห็จระเหเร่ร่อนไปได้ไม่กี่ปี เขาก็กลับไปที่หน่วยงานเดิม ยังคงสอนหนังสือและทำงานด้านวิชาการต่อไป ตำแหน่งทางวิชาการจึงค่อยๆ พลอยสูงขึ้นตามผลงาน

        นี่คือการรับรู้ทั้งหมดของหลี่โหยวต่ออดีตที่ผ่านมาของศาสตราจารย์ฉี เกี่ยวกับความรู้ด้านการดูโหงวเฮ้ง จับกระดูกดูดวงของศาสตราจารย์ฉี เขาเพียงแค่ฟังๆ ไว้เท่านั้น

        ศาสตราจารย์ฉีถอนหายใจอีกครา แล้วส่งสัญญาณบอกให้หลี่โหยวไม่ต้องรีบร้อน จากนั้นเดินเข้าไปตรงหน้าอาอู่และหลิงหลงกล่าวว่า “พวกเอ็งต้องรู้นิสัยข้าก่อน คนแบบข้าไม่ใช่จะยอมให้ผู้คนข่มขู่ได้ง่ายๆ แบบนี้ หากคิดให้ข้าร่วมมือกับพวกเอ็ง พวกเอ็งต้องเพิ่มเบี้ยประกัน”

        ปกติศาสตราจารย์ฉีมักจะเป็นกันเอง แต่ขณะที่เขากล่าวคำพูดนี้ ได้ทำให้หลี่โหยวรู้สึกถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาหงส์คู่นั้น ที่ตอนนี้เปล่งประกายคมกริบเย็นเฉียบสว่างวาบออกมา ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนว่าเป็นผู้เฒ่าวัยกว่าหกสิบปี

        อาอู่ไม่พูดไม่จา แต่หลิงหลงกลับเอื้อมมือไปล้วงกล่องใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลัง ยิ้มๆ กล่าวว่า “เมื่อคืนนี้ สิ่งที่เราได้เชิญออกมาจากสุสานราชวงศ์ถังแห่งนั้น สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านได้คาดคิดไว้ทุกประการ หากท่านไม่ร่วมมือกับเรา เช่นนั้นพวกเราก็ได้แต่ต้องร่วมมือกับคุณลู่เท่านั้น ท่านควรรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสิ่งของดังกล่าวนี้ตกไปอยู่ในมือของเขาน่ะ?”

        ได้ฟังดังนั้น ศาสตราจารย์ฉีถอนหายใจอีกคำรบหนึ่ง พลางส่ายหน้าบอกว่า “เอาเถอะ เอาเถอะ เอาของมาให้ข้าดูก่อน ข้าต้องยืนยันสักครา” ในความหมายของคำพูดนี้ ได้ยอมรับและตกลงตามความต้องการของฝ่ายตรงข้ามแล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)