0 Views

        คืนนี้ทั้งคืน หลี่โหยวพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ ในใจมีทั้งความหวาดผวาต่อโจรปล้นสุสานลึกลับกลุ่มนี้ และความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่รู้ว่าไปทางใด หลังจากได้สงบใจคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ เขาก็ได้ค้นพบในแง่ร้ายว่าชีวิตของเขาได้ถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง เกรงว่าจะไม่มีวันกลับไปหาชีวิตตามที่ตนเองรอคอยได้อีกแล้ว…

        ทว่าที่ขัดกับหลี่โหยวก็คือม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิง ซึ่งนอนลงได้ไม่นานก็หลับลึกไป ไม่รู้ว่าสองคนนี้มีเส้นประสาทใหญ่หรือยอมรับชะตากรรมนานแล้ว เสียงกรนสูงต่ำตลอดคืนยิ่งทำให้หลี่โหยวหงุดหงิดมากขึ้นจนทนไม่ไหว หลายครั้งเขาคิดจะออกจากเต็นท์ไปข้างนอกเพื่อสูดอากาศสักพัก แต่กลับต้องฝืนอดทนไว้ เพราะเสียงฝีเท้าถี่ๆ จากข้างนอกก็เห็นได้ว่าโจรปล้นสุสานเหล่านี้ ข้างในตึงเครียดภายนอกหละหลวม ภายนอกดูเหมือนจะวางใจพวกเขา ในความเป็นจริงกลับจ้องจับอย่างใกล้ชิด ถ้าตนเองฝ่าออกไปคนเดียว จะถูกเข้าใจผิดว่าคิดหนี ไม่ระวังจะถูกยิงเข้าหลายนัด นั่นมันอยุติธรรมเกินไปแล้วจริงๆ

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด หลี่โหยวหลับไปอย่างเคลิ้มๆ แต่ผ่านไปไม่นาน นอกเต็นท์ก็ได้ยินเสียงหยาบกระด้างของอาอู่ดังขึ้นมา กองกำลังจะรวมตัวกันออกเดินทางแล้ว

        หลังจากตื่นขึ้นมา ในใจหลี่โหยวค่อนข้างตกใจระคนประหลาดใจ ดูเหมือนจำนวนคนในกองกำลังจะน้อยลงไปมาก นอกจากพวกเขาสามคนแล้ว ไอ้เจ้าโจรปล้นสุสานเหล่านี้รวมทั้งอาอู่ยังมีหลิงหลงรวมเข้าด้วยมีแปดคน

        หลี่โหยวคิดจะซักถามว่าคนอื่นไปที่ไหนกันแล้ว คำพูดมาถึงปากแต่ในที่สุดก็กลืนกลับลงไป เพราะไม่รู้ว่าผู้คนเหล่านี้จะยอมตอบข้อสงสัยของเขาหรือไม่ ต่อให้ยินยอม ยิ่งรู้ความลับของคนเหล่านี้ยิ่งมากขึ้นหรือจะเป็นเรื่องดีไปได้?

        หลี่โหยวเป็นเหมือนน้ำเต้าที่อบไว้ ประสบเรื่องที่เดายากจนน่ากลุ้มปานนั้น หมอบไปบนพื้น เอาแปรงสีฟันและกาต้มน้ำจากกระเป๋าเป้สะพายหลังตนเองออกมาแปรงฟัน ล้างหน้า แต่เขาก็ยังคอยระวังภัย ในขณะที่แปรงฟันไปก็ฟังบทสนทนาของอาอู่และหลิงหลง บทสนทนาของสองคนนี้ก็ไม่ได้ระวังใครอย่างเจตนา เสียงของพวกเขาสื่อสารตามปกติ ระยะทางระหว่างหลี่โหยวและสองคนไม่นับว่าไกลเกินไปนัก การแลกเปลี่ยนสนทนาซึ่งกันและกันจึงเข้าหูของหลี่โหยวไม่น้อย

        ทว่าการสนทนาระหว่างพวกเขาทำให้หลี่โหยวสะดุ้งตกใจ พวกเขากำลังอภิปรายถึงขั้นตอนการเดินทางต่อไป เวลาเดียวกันก็กล่าวถึงความก้าวหน้าของโครงการการทำงานสามยุคสมัยที่ขาดจากกัน หลังจากนั้นหัวข้อการสนทนาของสองคนก็ได้ขยายไปยังการงานในยุคสมัยเซี่ย สมัยซาง สมัยโจว สามราชวงศ์ที่ขาดจากกัน

        เอ่ยถึงใครต่อใครที่กำลังทำหน้าที่รับผิดชอบการงานในพื้นที่ใกล้เคียง ใครต่อใครที่ในปากพวกเขาได้เอ่ยถึง พอดีเป็นศาสตราจารย์เก่าแก่คนนั้นที่เขารู้จักในมหาวิทยาลัย แซ่ฉี มีนามว่า เหลียนไห่ เดิมเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียง เป็นที่นับถือ ชำนาญรอบรู้ในสาขาวิชาธรณีวิทยา มีฐานะทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เวลาที่หลี่โหยวไม่ได้ทำอะไร ก็จะไปนั่งเรียนเป็นบางครั้งบางคราว ภายหลังก็คลุกคลีกับศาสตราจารย์เก่าแก่จนคุ้นเคย หนังสือ “บัญญัติลับสิบประการ” เล่มนั้น ก็เป็นศาสตราจารย์เฒ่าที่ยัดให้เขา

        ก่อนจบการศึกษาหลี่โหยวได้รู้ว่า ศาสตราจารย์เฒ่าได้เข้าร่วมโครงการอภิไพศาลเฮ่าฮั่น ประดุจมหาสมุทรโครงการหนึ่ง เพียงแต่ไม่คิดว่าศาสตราจารย์เฒ่ากลับอยู่ใกล้ตัวเองขนาดนี้

        คิดถึงตรงนี้ หลี่โหยวยิ้มอย่างขมขื่นคราหนึ่ง ถ้าศาสตราจารย์เฒ่าพบว่าตัวเองถูกลักพาตัวมาเป็นหุ้นส่วนของโจรปล้นสุสานในซอกหลืบเขา อีกทั้งยังใช้ “บัญญัติลับสิบประการ” ที่ท่านมอบให้เขา ศาสตราจารย์เฒ่าจะโกรธจนกระอักเลือดหรือไม่?

        แต่ในไม่ช้าการสนทนาระหว่างพวกเขาทำให้หลี่โหยวยากที่จะเชื่อได้ เมื่ออาอู่กลับถามหลิงหลงว่าสิ่งที่ถูกนำออกมาจากสุสาน มอบให้หลู่เชียนชิวหรือมอบให้ฉีเหลียนไห่

        หลี่โหยวตกใจมาก หรือว่าศาสตราจารย์ฉีกลับมีความสัมพันธ์กับโจรปล้นสุสานเหล่านี้ ไปมาหาสู่กันอย่างคาดไม่ถึง? คิดถึงตรงนี้ กล้ามเนื้อบนใบหน้าของหลี่โหยวก็กระตุกอย่างรุนแรงระลอกหนึ่ง

        ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังศาสตราจารย์ฉีโม้ว่า เมื่อเขายังหนุ่มได้เดินทางไปทั่วสารทิศเหนือใต้ ได้พบเห็นมีความรู้กว้างขวาง ได้รู้จักบุคคลมากมายหลากหลายร้อยแปดพันเก้า บางครั้งดื่มมากเกินไป จนได้หลุดข่าวออกมาไม่น้อยให้หลี่โหยวฟัง

        หลี่โหยวฟังแล้วรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์ แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องจริงจัง เพียงถือว่าเป็นผู้เฒ่าที่พร่ำพรรณนารำพึงรำพันวิชาการเฉกเช่นขงจื๊อที่ไม่ได้ดื่มจนเมา กำลังคุยโม้คุยโตเท่านั้น แต่หลังจากได้ยินชื่อของศาสตราจารย์ฉีจากปากอาอู่แล้ว พลันหลี่โหยวก็รู้สึกว่าบางทีคำพูดของศาสตราจารย์เฒ่าก็ยังมีส่วนที่เป็นจริงบ้าง

        จู่ๆ ในใจหลี่โหยวก็มีความหวังบ้างว่า ฉีเหลียนไห่ที่ไอ้เจ้าคนเหล่านี้กล่าวถึง จะเป็นศาสตราจารย์เฒ่าที่เขาได้รู้จักจริงๆ เขาจะได้หนีให้พ้นจากทะเลแห่งความทุกข์ โดยผ่านช่องทางของศาสตราจารย์เก่าแก่

        คิดถึงตรงนี้ ในใจหลี่โหยวก็รวบรวมความกล้าขึ้นมา หลังจากล้างหน้าแปรงฟันอย่างลวกๆ แล้วก็เดินไปตรงหน้าสองคนที่กำลังพูดคุยกัน ถามอย่างระมัดระวังว่า “ขอถามสักนิด ฉีเหลียนไห่ ศาสตราจารย์เฒ่าที่พวกคุณเอ่ยถึง คือฉีเหลียนไห่ของมหาวิทยาลัย xx ภาควิชาธรณีวิทยาใช่ไหมครับ? ผมเป็นลูกศิษย์ของเขา พวกคุณสามารถให้ผมเจอหน้าท่านได้ไหมครับ?”

        อาอู่ขมวดคิ้ว มองหลี่โหยวอย่างพิจารณาขึ้นๆ ลงๆ สองสามครั้ง น้ำเสียงแปลกไปบ้าง “เอ็งเป็นลูกศิษย์ของเขา?”

        หลี่โหยวพยักหน้ากึกๆ เหมือนไก่จิกข้าวต่อๆ กัน ยังตบหน้าอกบอกว่าตนเองและศาสตราจารย์เฒ่าฉีมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ยามปกติเวลาว่าง ยังมักจะดื่มด้วยกัน

        อาอู่ “แฮะๆ” หัวเราะแบบเจ้าเล่ห์ กล่าวอย่างไม่ปรารถนาดีว่า “ถ้างั้นก็ดี ข้ากำลังกังวลว่าฉีเหลียนไห่ไอ้เฒ่าตายยากจะไม่ยอมจ่ายราคาดี ตอนนี้มีคู่หูคนหนึ่ง เขาน่าจะคล่องมือบ้างหรอกนะ?”

        ได้ยินคำพูดนั้น ในใจหลี่โหยวก็หยุดกระตุกวูบครั้งหนึ่ง รู้สึกไม่ค่อยดี เสียงของอาอู่แหบแห้งไปบ้าง ก็ดังมาอีกครั้ง “หลิงหลง เธอไปบอกไอ้เฒ่าฉีเหลียนไห่นั่นที บอกเขาว่า ลูกศิษย์เขาคนหนึ่งได้เข้าร่วมทีมของเราแล้ว ให้เขาร่วมมือกับงานของเราสักครา หนังสือม้วนไม้ไผ่สามารถให้เขาศึกษาอ้างอิงได้ มิฉะนั้นก็ให้ไอ้หนุ่มนี่ไปแจ้งความเขา บอกว่าเขาสั่งให้ลูกศิษย์เข้าร่วมในการปล้นสุสาน ไอ้หนุ่ม เอ็งเห็นด้วยไหมกับการทำแบบนี้?” อาอู่หัวเราะแฮะๆ น้ำเสียงภูมิใจมาก

        “เอ่อ…” หลี่โหยวเซ่อไปบ้างแล้ว ถึงเวลานี้ เขาจึงเข้าใจว่าฉีเหลียนไห่และโจรปล้นสุสานกลุ่มนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดใดๆ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายกลับตึงเครียดมาก เพียงแต่ฉีเหลียนไห่มีความอยากได้หนังสือม้วนไม้ไผ่ในมือของไอ้เจ้าหมอนี่ แต่ไม่ยินดีที่จะร่วมมือกับไอ้กลุ่มนี้ทำธุรกิจลับอะไรกัน

        “คุณทั้งสอง จริงๆ แล้วผมไม่ได้มีอะไรกับฉีเหลียนไห่…” หลี่โหยวปั้นรอยยิ้มที่แข็งทื่อออกมา ผมเพียงแต่ได้ยินชื่อของเขา นึกว่าเขารู้จักคุ้นเคยกับพวกคณดีมาก เลยคิดจะฉวยโอกาสในเหตุการณ์ชุลมุนเท่านั้น…” หลี่โหยวหัวเราะฮ่าๆ คิดจะถอยหลังลงไป แต่มือราวพัดโบกของอาอู่ก็ได้แตะมาจับไหล่ของหลี่โหยวไว้แล้ว เขาหัวเราะพร้อมกับหรี่ตามองไปที่หลี่โหยว กล่าวว่า “ไม่เป็นไร นายรู้จักเขาหรือไม่ ไม่สำคัญหรอก ถ้าเขารู้จักนายก็ดีแล้ว” กล่าวถึงตรงนี้ เสียงของอาอู่ก็เพิ่มความดังขึ้นมามากอย่างฉับพลัน “ไอ้หนุ่ม เขียนจดหมายถึงฉีเหลียนไห่ บอกว่าเอ็งอยู่ที่นี่กับเรา” น้ำเสียงนั้นไม่สามารถปฏิเสธได้

        หลี่โหยวใบหน้าเศร้าราวร้องไห้ เดิมคิดจะปฏิเสธไม่ยอมจำนน ตัวเองก็มืดมนพอแล้ว แต่ยังทำให้ศาสตราจารย์ฉีเดือดร้อนอีก ท่านผู้สูงอายุคนนี้เดือดร้อน นั่นยิ่งมิอาจให้อภัยกับสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีของตัวเองได้

        ทว่าอาอู่กลับกล่าวเสียงเหี้ยมเกรียมว่า “ถ้าไม่เขียน ข้าก็จะต้องปลดเอาอะไรบางอย่างลงจากตัวเอ็งเป็นสิ่งยืนยัน มอบให้ไอ้เฒ่านั่นแล้ว” ดวงตาของเขายังคงมองร่างของหลี่โหยวอย่างพินิจพิจารณาไม่หยุดหย่อน ในที่สุดก็จ้องไปบนหว่างขาของเขายิ้มๆ หลี่โหยวรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่างทันที รีบยอมจำนน “ผมเขียน ผมจะเขียนทันที…”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)