0 Views

        หลี่โหยวคิดว่าหนังสือ “บันทึกประวัติศาสตร์ตามปีในหนังสือไม้ไผ่” เล่มนี้เป็นการดำรงอยู่อย่างโอนเอนในทางประวัติศาสตร์ แต่ในสุสานแห่งนี้กลับยังมีหนังสือที่บันทึกเก็บตกไว้เล่มหนึ่ง ไม่รู้ว่าข้างในได้บันทึกอะไรไว้ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์สะพรึงกลัวหรือตื่นเต้นอีก?

        มองดูม้วนหนังสือไม้ไผ่ในมือของหลิงหลง จู่ๆ หลี่โหยวก็มีแรงกระตุ้นคิดอยากดูให้เต็มตาสักครา

        แต่หลี่โหยวรู้ดีว่าถ้าเขากล้าที่จะทำเช่นนั้น โจรปล้นสุสานที่ข้างกายหลายคน อย่างเบาก็จะให้เขากินหมัดอิ่มสักครึ่งมื้อ อย่างหนักก็เจอกระสุนหนึ่งนัดหรือหลายสิบนัด ไอ้เจ้าพวกนี้ลงสุสาน ยังไม่ลืมที่จะแบกปืนไรเฟิลไว้ที่หลัง

        มองดูหลิงหลงที่ใส่ม้วนหนังสือไม้ไผ่เข้าไปในกล่อง ปิดผนึกให้ดีอย่างระมัดระวังด้วยความอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากกัน หลี่โหยวถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ในใจรู้สึกท้อแท้อาลัยอาวรณ์

        “ได้แล้ว” หลิงหลงเอาหนังสือไม้ไผ่ใส่เข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายหลังของตน ตบเป้ด้วยความพึงพอใจ ใบหน้าแสดงรอยยิ้มที่หายากออกมา ส่งสัญญาณให้คนถอยออกจากสุสาน ไม่มีใครบอกหมายต้องการที่จะนำศพหลายร่างบนพื้นดินออกไป

        หลี่โหยวไม่ได้ใส่ใจกับความเย็นชาของโจรปล้นสุสานเหล่านี้ ก่อนหน้านั้นม่อเหลียนเฉิงได้บอกกับเขาว่า โจรปล้นสุสานส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนยากจนชั่วร้ายสุดๆ ไม่ได้ใส่ใจกับชีวิตของตนเองและพวกพ้อง ถ้าเกิดอุบัติเหตุในกระบวนการของการปล้นสุสานแล้ว โจรปล้นสุสานน้อยคนนักที่จะนำเอาร่างของพวกพ้องออกไป แต่จะคงเก็บไว้ในสุสานโบราณ กล่าวกันว่ายังแฝงความหมายอะไรที่พิเศษ ประมาณว่าหมายถึงเอาเลือดและชีวิตแลกกับเจ้าของสุสาน เพื่อหยิบฉวยเอาทรัพย์สมบัติในสุสาน

        หลี่โหยวประหลาดใจกับความหมายแฝงในคำพูดของหลิงหลงที่มีไม่กี่คำ แต่ข้อมูลที่เปิดเผยออกมากลับไม่น้อย

        เห็นได้ชัดว่าก่อนที่จะเปิดโลงศพเหล็ก หลิงหลงก็ได้รู้ว่าข้างในมีของอะไรอยู่ มิฉะนั้นหยิบเอาหนังสือไม้ไผ่แล้วไหนเลยจะจากไปง่ายๆ เช่นนี้ จะต้องยังมีการค้นหาในห้องสุสานให้วุ่นไปหมดสักพัก

        หลี่โหยวมองไปที่ม่อเหลียนเฉิง ลองพยายามที่จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากเขา ในเมื่อบรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิงได้ทิ้งบันทึกเกี่ยวกับสุสานโบราณแห่งนี้ไว้ให้แล้ว ถึงเวลานี้ หลี่โหยวมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าบางทีหนังสือที่เรียกว่า “บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง” ในโลงศพสวมภายนอกเหล็กไม่ได้ง่ายอย่างที่ตนเองคิดแบบนั้น บางทีข้างในอาจจะมีความลับที่ยิ่งมากกว่าที่บันทึกไว้

        เมื่อเผชิญสายตาซักถามของหลี่โหยว ม่อเหลียนเฉิงกลับส่ายหน้า เมื่อได้เห็นว่าภายในโลงศพเหล็กมีเพียงม้วนหนังสือหนึ่งม้วนเท่านั้น เขาก็โง่งมไปแล้ว นี่ไม่สอดคล้องกับบันทึกที่บรรพบุรุษของเขาได้สืบทอดลงมาอย่างสาหัส ถึงกับไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย จากผู้เริ่มต้นได้กล่าวไว้จนมาปล้นสุสานอย่างมาก แต่สำหรับม่อเหลียนเฉิง ข้อมูลที่ได้รับจากบรรพบุรุษของเขาถูกหรือผิดล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องแล้ว ตอนนี้ทั้งเรื่องได้ก้าวมาถึงตอนนี้ ทั้งหมดอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขาแล้ว รวมถึงตัวเองก็ตกอยู่ในมือของผู้อื่นทั้งสิ้น

        “เป็นแบบนี้ได้ยังไง…” ม่อเหลียนเฉิงกล่าวอย่างขวัญหนีดีฝ่อ สือกว่างเซิงยังคงแยกเขี้ยวยิงฟันเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าในใจหลี่โหยวและม่อเหลียนเฉิงตกใจกลัวราวกับพายุบุแคม

        ขณะถอยออกจากสุสาน เวลาที่หลี่โหยวเดินผ่านตำแหน่งของภาพวาดนางสนมในวัง ในใจพลันก็รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที รู้สึกราวกับตัวเองได้ลืมอะไรไป เดิมเขาคิดจะหยุดฝีเท้าลงแล้วคิดดูดีๆ สักพัก กลับถูกโจรปล้นสุสานที่อยู่ข้างหลังเขาผลักทีหนึ่ง มิอาจไม่สาวเท้าก้าวเร็วขึ้นอีกหน่อย

        “หานซาน อย่าแกล้งคน” หลิงหลงดูเหมือนจะอารมณ์ดี เอ่ยปากปรามหานซานที่ผลักดันหลี่โหยว

        ได้ยินเสียงของหลิงหลง ดูเหมือนหลี่โหยวทั้งร่างราวกับถูกไฟฟ้าช็อตไปครา ร่างแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง แม้ว่าสีหน้าเรียบเฉย แต่ในความเป็นจริงแล้วในใจได้เกิดคลื่นพายุตกใจกลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

        ภาพนางสนมในวังบนผนัง ไม่ใช่มีสีหน้าที่สง่างามและประณีตเหมือนหลิงหลงหรอกหรือ? แม้ว่ารูปร่างของใบหน้าและเสื้อผ้าที่สวมใส่แตกต่างกัน แต่ว่าแววตานั้นกลับเหมือนกันมาก

        “นี่มันเรื่องอะไรกัน?” หลี่โหยวสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง แอบคิดตรองว่า “หรือว่าเจ้าของสุสานแห่งนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับหลิงหลง?”

        แต่หลี่โหยวส่ายหน้าเยาะเย้ยตัวเองอย่างรวดเร็ว นี่เป็นสุสานที่ไม่รู้จักชื่อแห่งหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นสมบัติของยุคราชวงศ์ถังเจริญรุ่งเรือง ไหนเลยจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับหลิงหลง?”

        หลังจากออกจากสุสานโบราณ หลี่โหยวสูดอากาศบริสุทธิ์เฮือกใหญ่ เพื่อระบายลมหายใจขุ่นมัวออกมาอีกหลายเฮือก จึงรู้สึกว่าความอึดอัดในใจของเขาเริ่มจางหายไปแล้ว

        “เราจะตั้งค่ายที่นี่คืนนี้ พรุ่งนี้แต่เช้าเราต้องรีบเดินทางเวลา น่าจะยังทันเวลา” หลิงหลงและอาอู่คุยกันสักพัก อาอู่ได้ตัดสินใจอย่างหนึ่งที่ทำให้หลี่โหยวงง เดี๋ยวนี้โจรปล้นสุสานหาญกล้าบังอาจจริงๆ หลังจากปล้นสุสานแล้ว กลับไม่รีบจากไปทันที ยังกล้าที่จะตั้งค่ายในจุดที่พักนี้ เพียงความกล้าหาญนี้ก็เพียงพอที่จะให้หลี่โหยวเหลียวมอง

        แต่ในไม่ช้า หลี่โหยวก็เข้าใจว่าทำไมคนเหล่านี้จึงได้ขวัญกล้าบังอาจเช่นนี้

        ฝูงชนที่ได้รับคำสั่งจากอาอู่ต่างไม่พูดจา แต่เอาเต็นท์แบบพกพาออกจากกระเป๋าเป้สะพายหลังของพวกเขาแต่ละคน พากันปักเสาขึ้นมา เต็นท์เป็นสีพรางตัวซึ่งยังพิมพ์ตัวอักษรจีนสีขาวบนนั้น หลี่โหยวดูใกล้ๆ ในดวงตาก็เต็มไปด้วยความหวาดผวา

        “กลุ่มสำรวจทางธรณีวิทยายุคเซี่ยซางโจว…” หลี่โหยวปากบ่นพึมพำอ่านตัวอักษรภาษาจีนที่พิมพ์อยู่บนเต็นท์ ทั้งคนได้โง่เขลาไปบ้างแล้ว เจ้าหนุ่ม หรือว่าคนเหล่านี้เป็นคนของทางการ? อีกทั้งยังเป็นเจ้าหน้าที่ของโครงการยุคแบ่งช่วง

        แม้ว่าหลี่โหยวรู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับราชวงศ์เซี่ย ราชวงศ์ซาง ราชวงศ์โจว ทั้งสามราชวงศ์ที่ตัดแบ่งออกจากกัน แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น เขาเคยอ่านรายงานจากหนังสือพิมพ์ รู้ว่าประเทศได้เปิดโครงการที่เรียกว่าเฮ่าฮั่นอย่างเป็นทางการในปีนี้ รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี นักธรณีวิทยา นักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์ ผู้มีอำนาจในด้านอื่นๆ หลายร้อยคนทำงานโครงการนี้ อาจารย์อาวุโสของสถาปัตยกรรมและธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัยของเขาสองท่าน ต่างได้รับเชิญให้เข้าร่วมในโครงการวิจัยนี้

        ในไม่ช้าหลี่โหยวก็ได้ฟื้นคืนจากอาการช็อก เขาส่ายหัวแล้วปฏิเสธว่าคนเหล่านี้มีฐานะเป็นราชการอย่างเป็นทางการ เหตุผลง่ายๆ คือ ไอ้เจ้าคนกลุ่มนี้ โดยพื้นฐานมีฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไม่กี่คน นอกจากอาอู่และหลิงหลงซึ่งมองให้ทะลุปรุโปร่งได้ยากแล้ว คนอื่นไม่มีข้อยกเว้น ต่างเหมือนมีพื้นหลังเป็นทหารช่างหรือนักรบ ดึงคนเหล่านี้ไปฆ่าคนแย่งชิงทรัพย์สมบัติก็เพียงพอแล้ว แต่โบราณคดี…ช่างเถอะ ไอ้กลุ่มนี้ควรเป็นการย้อมแมวขาย ภายใต้ฐานะของกลุ่มย่อยแบ่งยุคสมัย พฤติกรรมเกกมะเหรกเกเรไร้ข้อห้าม อย่างไรๆ ในสถานที่มุมซอกหลืบนี้ ก็ไม่มีใครมองทะลุ “ตัวตนอย่างเป็นทางการ” ของพวกเขาแล้ว

        หลี่โหยวยิ้มอย่างขมขื่นทันที และไม่รู้ว่าตัวเองติดอยู่ในกลุ่มโจรปล้นสุสานที่ผิดกฎหมายในที่นี้ สุดท้ายจะมีผลบั้นปลายเป็นอย่างไร เขามองดูรอบๆ ตัวเขาคราหนึ่ง เห็นภูเขาสูงป่าที่ติดกันทั้งเทือกเขาเป็นสันเป็นแนวมืดปกคลุมทั่วทั้งแถบ เขาถอนหายใจในใจอีกครั้ง ความคิดที่จะหลบหนีไปอย่างลับๆ ก็เป็นอันถูกล้มเลิกไป

        หลี่โหยว ม่อเหลียนเฉิง สือกว่างเซิง ในที่สุดก็แบ่งได้เต็นท์แคบหลังหนึ่ง เดิมเป็นเต็นท์ขนาดเล็กนอนคนเดียว แต่ในที่สุดก็อัดทั้งสามคนเข้าไป ที่ทำให้หลี่โหยวรู้สึกเหนือความคาดหมายคือ โจรปล้นสุสานดูเหมือนจะไม่กลัวว่าพวกเขาสามคนจะหนีไป ได้จัดตำแหน่งให้พวกเขาอยู่ใกล้กับค่ายรอบนอก ตอนแรกม่อเหลียนเฉิง สือกว่างเซิงยังส่งสัญญาณให้หลี่โหยวหาโอกาสหลบหนีไปด้วยกัน แต่หลังจากที่พวกเขาพบว่าหน่วยลาดตระเวนเฝ้ายามกลางคืนแบกปืนไรเฟิล พวกเขาก็ล้มเลิกความตั้งใจ ได้แต่รอชะตากรรมฟ้าลิขิต


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)