0 Views

        อย่างไรก็ตาม เมื่อโลงศพเหล็กเปิดออก แต่หลี่โหยวไม่ได้รู้สึกยินดีสักนิดเลย กลับตื่นตระหนกตกใจทั่วหน้า รีบถอยร่นไปข้างหลังพักหนึ่ง กลุ่มโจรปล้นสุสานที่อยู่ข้างหลัง หลังจากที่ได้ยินเสียงโลงศพเหล็กเปิดออกมาแล้ว ก็ได้ปกป้องหลิงหลงให้เข้าไปในทิศทางของทางเดินสุสาน ต่อให้มีกลไก ก็ไม่กลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อพวกเขา

        ที่ทำให้หลี่โหยวรู้สึกโชคดีก็คือ หลังจากที่โลงศพเหล็กเปิด แต่ก็ไม่มีกลไกการฆ่ามนุษย์ปรากฏออกมา ไม่มีซากอสูรอ๋องพันปีโดดออกมาจากภายใน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดูดเลือด หินขนาดใหญ่ที่แขวนในใจเขาค่อยๆ วางลงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไม ในใจของหลี่โหยวกลับแฝงความผิดหวัง นี่หมายความว่า บันทึกใน “บัญญัติลับสิบประการ” มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว แน่นอนสำหรับหลี่โหยวความผิดหวังเล็กน้อยเทียบกับชีวิตน้อยๆ แล้วยังไม่เพียงพอที่จะสำนึกเสียใจ

        หลังจากความผิดหวังผ่านไปแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นของหลี่โหยวก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีก เขาคิดอยากรู้มากว่าเจ้าของสุสานในโลงศพเหล็กนี้ เป็นหลุมฝังศพของเทพไท้องค์ใด ในทางเดินสุสานจัดวางกลไกที่แปลกพิลึกน่ากลัวขนาดนี้ และยังใช้โลงศพเหล็กที่สร้างด้วยเหล็กกล้าอย่างดีเยี่ยม ว่ากันอย่างไรก็เป็นชนชั้นระดับท่านอ๋องด้วยเถิดนะ?

        แม้ว่าหลี่โหยวจะเป็นบัณฑิตสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา แต่ปกติก็ได้พลิกอ่านคำบันทึกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับประเพณีพื้นบ้านประวัติศาสตร์ไม่น้อย ก็เข้าใจบุคคลทางประวัติศาสตร์มากพอควร เพียงแต่ความรู้เข้าใจทั่วไปเหล่านี้ ตรงกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หรือไม่ก็ไม่อาจกล่าวได้

        หลี่โหยวหายใจเข้าลึกๆ และเดินไปข้างหน้าสองก้าว ไฟฉายเหมืองแร่เหนือศีรษะส่องต้องกระทบเข้าไปในโลงศพเหล็กสีดำ ดวงตาจับจ้องเข้าไปในนั้น การปล้นสุสานครั้งแรกในชีวิต ในใจเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นบ้างเล็กน้อย แม้ว่าในใจเขาได้มีการเตรียมพร้อมไว้แล้ว การมองไปแวบหนึ่งครั้งนี้ น่าจะได้เห็นโครงกระดูกแห้งในหลุมฝังศพ ที่ถูกกองเครื่องประดับอัญมณีเงินทองหมกไว้โครงหนึ่ง

        แต่เมื่อหลังจากที่สายตาได้จ้องเข้าไปในโลงศพเหล็กแล้ว หลี่โหยวกลับอึ้งไป เขาส่ายศีรษะไปมา ใช้แรงขยี้ตาอย่างหนัก ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเห็นทุกอย่าง แต่หลังจากที่ได้ลองทำซ้ำแล้วสักพัก ในที่สุดเขาก็ยืนยันยอมรับว่าเขาไม่ได้ตาฝาด

        เวลานี้ หลิงหลงและคนอื่นๆ เดินเข้ามาใกล้จากด้านหลัง แต่จังหวะฝีเท้าบ่งบอกได้ว่าค่อนข้างระมัดระวัง

        “มีอะไรอยู่ในนั้น?” ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงถูกคนเบียดกันไปอยู่ด้านหลัง อารามรีบร้อนก็รีบตะโกนขึ้นมาทันที พยายามที่จะได้รับคำตอบที่พวกเขาคิดต้องการได้ยินจากปากของหลี่โหยว

        หลี่โหยวตอนนี้ในสมองกลับว้าวุ่นไปพักหนึ่ง ไม่ได้ยินเสียงม่อเหลียนเฉิงถามทั้งสิ้น ขณะนี้เขาค่อนข้างงุนงง โลงศพเหล็กขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่มีเงินทองหรือเครื่องประดับใดเลย หรือแม้แต่โครงกระดูกของเจ้าของสุสานก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีสิ่งของอะไรทั้งหมด ตรงกลางโลงศพเหล็กมีม้วนไม้ไผ่ที่ประทับตราครั่งม้วนหนึ่ง แสดงอย่างชัดเจนว่ามันมีอยู่จริง

        “อึก…” หลี่โหยวอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายทีละอึก เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลย ถึงกับว่าไปแล้วออกจะไร้สาระ หลุมสุสานที่แปลกน่ากลัวแห่งหนึ่งเช่นนี้ ในโลงศพกลับมีเพียงม้วนไม้ไผ่หนึ่งม้วน? นี่มันอะไรกัน? สุสานม้วนไม้ไผ่?

        หลี่โหยวคุ้นกับไม้ไผ่ชนิดนี้ นี่เป็นสิ่งที่คนโบราณคิดค้นเพื่อทำกระดาษออกมา นำมันมาใช้ในการบันทึกข้อความ เขาอดคิดไม่ได้ว่า หรือว่านี่เป็นผู้ที่มีกระเป๋าหนักคนใดที่มีชีวิตที่ไม่ธรรมดา คิดว่าตนเองเขียนหนังสือเรื่องท่านอ๋องที่ฝืนชะตาฟ้าออกมาเล่นๆ สร้างสุสานขนาดใหญ่ที่ขายให้พวกเขา หลังจากนั้นยังรู้สึกว่าไม่เหมาะสม แถมยังได้ติดตั้งกลไกกับดักหลุมพราง ป้องกันโจรปล้นสุสานมาเยือน?

        “นี่เป็นลูกเล่นอะไรกันเนี่ย?!” ไม่เพียงแต่หลี่โหยว เหล่าโจรปล้นสุสานที่ล้อมรอบเข้ามาได้เห็นฉากนี้ แต่ละคนตะลึงงันไม่ขยับไปด้วย ครู่หนึ่งจึงได้มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ตามแนวคิดของพวกเขา เจ้านายของพวกเขาได้ใช้ความคิดมากมายนับไม่ถ้วน จึงได้หาสถานที่ที่แน่นอนของสุสานได้ คาดไม่ถึงว่าข้างในกลับมีเพียงเศษไม้ไผ่เหล่านี้เท่านั้น หากข่าวแพร่ออกไปจะมิใช่ให้ผู้ร่วมอาชีพหัวเราะจนตายหรือ?

        ท่ามกลางฝูงชนในที่เกิดเหตุ มีเพียงหลิงหลงที่สีหน้าปกติ หลังจากได้เห็นม้วนไม้ไผ่ในโลงศพเหล็ก สีหน้าเธอดูเหมือนจะผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็กล่าวว่า “หยิบกล่อง เอาไม้ไผ่ออกไป” พลางสวมถุงมือสีขาวคู่หนึ่ง โน้มตัวไปข้างหน้า ประคองไม้ไผ่ออกมาจากโลงศพเหล็กอย่างระมัดระวัง

        เมื่อเห็นท่าทางที่สงบเงียบของหลิงหลง ในใจหลี่โหยวก็แอบตกใจคราหนึ่ง ในใจแอบกล่าวว่า “หรือว่าสิ่งที่พวกเขากำลังมองหาแท้จริงคือไม้ไผ่ไม่ใช่ของอย่างอื่น?” คิดถึงตรงนี้ ความผิดหวังในใจของเขาก็หายไปพลัน แทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างเต็มเปี่ยมในเนื้อหาที่อยู่ในไม้ไผ่

        ม้วนไม้ไผ่ชุดนี้สีเขียวสดใสสวยงาม เห็นได้ชัดว่าผู้ผลิตใช้ความคิดที่ดี บวกกับการรักษาสิ่งแวดล้อมก็ไม่เลว แม้ว่าจะผ่านไปหลายพันปี แต่สีก็ยังคงดีไม่ตก ไม่มีร่องรอยของการเน่าเปื่อย รอยร้อยเชื่อมหนังวัวก็ไม่มีที่เสียหาย มีเพียงตราประทับที่ปิดผนึกสีแดงชาดได้เลือนรางไปเท่านั้น แต่ตัวอักษรที่ปรากฏกลับสดใสชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด

        ถึงแม้ว่าขณะที่หลิงหลงหยิบม้วนไม้ไผ่ขึ้นมาดู เหมือนจงใจปกปิดตัวอักษรและตราประทับสักครู่ แต่หลี่โหยวที่ตาไวยังได้เห็นตราประทับที่คลุมเครือ ดูเหมือนเป็นภาพแกะนูนรูปปลาหยินหยาง ตัวอักษรที่ด้านหลังของไม้ไผ่คือ “บันทึกปีเก็บตกประวัติศาสตร์จี๋จ่ง…” ตัวอักษรจ้วงขนาดเล็กไม่กี่ตัว ด้านหลังยังควรมีลายเซ็นของผู้เขียน แต่ตำแหน่งพอดีถูกมือของหลิงหลงปิดไว้ จึงไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคืออะไร

        หลี่โหยวขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเขาเห็น “บันทึกปีประวัติศาสตร์จี๋จ่ง…” ตัวอักษรสี่ตัว ชื่อของหนังสือเล่มนี้ดูไปแล้วเหมือนจะเป็นหนังสือเรียบเรียงประวัติศาสตร์เล่มหนึ่ง โดยเฉพาะ “เก็บตก” สองคำที่ข้างหลัง ก็ยิ่งเห็นจุดนี้ได้ชัดมากขึ้นอีก น่าจะเป็นการประพันธ์ที่เสริมรอยรั่วที่ตรวจพบในหนังสือโบราณ ถึงแม้ว่าหนังสือดังกล่าวไม่ได้มีมากในสมัยราชวงศ์สุ่ยถัง แต่ก็มีไม่น้อยจริง ผู้เขียนไม่ได้แกล้งทำเป็นว่ามีค่าเลอเลิศอย่างสิ้นเชิง ต้องเก็บซ่อนราวกับขุมทรัพย์เช่นนี้

        “จี๋จ่ง…” หลี่โหยวส่ายหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกว่าชื่อนี้ดูเหมือนจะคุ้นหูอยู่บ้าง

        หลี่โหยวรู้สึกว่าค่อนข้างเหลือเชื่อ แต่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าดูเหมือนเขาเองจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อน หรือเห็นชื่อหนังสือมาก่อน

        ตบๆ ศีรษะ พลันสมองหลี่โหยวก็เกิดความคิดแวบขึ้นมาคราหนึ่ง! ใช่แล้ว! เขาเคยอ่านหนังสือเล่มนี้! ในช่วงที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ยังเป็นเล่มที่เย็บร้อยด้วยด้ายยืมมาจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย แต่ว่าหนังสือที่เขาอ่านเล่มนั้น เรียก “บันทึกประวัติศาสตร์ตามปีในหนังสือไม้ไผ่” ทุกคนที่คุ้นเคยกับหนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักกันว่า ครั้งแรกสุด ผู้คนต่างขนานนามหนังสือเล่มนี้ว่า “บันทึกปีประวัติศาสตร์จี๋จ่ง…”

        ที่เรียกว่า “บันทึกประวัติศาสตร์ตามปีในหนังสือไม้ไผ่” เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยขุนนางนักประวัติศาสตร์ของสองช่วงสมัย ซึ่งแบ่งออกเป็นรัฐจิ้นในช่วงชุนชิว และรัฐเว่ยในช่วงจ้านกั๋ว แต่เวลาที่ขุดค้นพบก็ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงได้ถูกผู้คนรวบรวมเรียกว่า “บันทึกประวัติศาสตร์ตามปีในหนังสือไม้ไผ่”

        หนังสือประวัติศาสตร์ส่วนนี้ ได้ถูกโจรปล้นสุสานนำออกมาในช่วงสมัยราชวงศ์เว่ยจิ้น ซึ่งในส่วนของประวัติศาสตร์ที่ได้บันทึกไว้ ส่วนใหญ่จะขัดแย้งกับ “สื่อจี้” ของซือหม่ากง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ตบหน้าราชันเทพไท้ศักดิ์สิทธิ์ในยุคโบราณหลายองค์หลายสถาบันไป เช่น “การล่มสลายของเหยาเต๋อซึ่งถูกขังอยู่ในคุกโดยซุ่น” “ไท้เจี่ยฆ่าอีหยิ่น” บันทึกอะไรพรรค์นี้ หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางก่อนราชวงศ์ถัง และมีนักวิชาการหลายคนได้เก็บบันทึกย่อไว้ แต่หลังจากมาถึงราชวงศ์ซ่ง ลัทธิขงจื๊อเฟื่องฟูขึ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักของพิธีกรรมที่ได้แพร่ออกไปเป็นกระแสหลัก แล้วได้ลืมหายไปนานช่วงหนึ่งหลังจากราชวงศ์ซ่ง

        “บันทึกประวัติศาสตร์ตามปีในหนังสือไม้ไผ่…?!” หลี่โหยวพึมพำเสียงหนึ่ง ในน้ำเสียงสั่นกลัวอยู่บ้าง ชื่อนี้ดูเหมือนจะมีเวทมนตร์ปานนั้น สะท้อนกลับไปมาในห้วงสมองของหลี่โหยว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)