0 Views

        ฐานะเดิมของหลี่โหยวเป็นวิศวกรรมโยธา ได้ศึกษาปริมาตรน้ำหนักของวัสดุก่อสร้างทั่วไป ก็ได้ลองคำนวณคร่าวๆ จากการสัมผัสถึงปริมาตรและความหนาของโลงศพสวมภายนอกที่เป็นเหล็ก ก็คาดว่าน้ำหนักของโลงศพเหล็กชั้นนี้อย่างน้อย น่าจะระหว่างสองถึงสามตัน

        ในเหตุการณ์นอกจากหลิงหลงที่ไม่ได้ลงมือรวมทั้งหลี่โหยว มีผู้ชายรวมทั้งหมดแปดคนที่มีรูปร่างสูงและกำยำ เริ่มลงมืองัดโลงศพสวมภายนอกที่เป็นเหล็ก

        หลี่โหยวสามารถบอกได้ว่า โจรปล้นสุสานเหล่านี้ที่ดูไปแล้วเหมือนจะหยาบคายและโหดร้าย แต่พวกเขากลับมีคุณสมบัติของทหารช่าง แบ่งงานชัดเจน ขณะจัดสรรการทำงาน แต่ละคนต่างได้ใช้แรงบนคานงัด สามารถใช้พลังของแต่ละคนออกมากันหมด

        หลี่โหยวยิ้มอย่างขมขื่นทันที ในใจแอบพูดว่า “ตอนนี้คุณภาพของโจรปล้นสุสานสูงมากเช่นนี้แล้วหรือ?” คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกหดหู่อีกพักหนึ่ง เมื่อเทียบกับไอ้เจ้าคนกลุ่มนี้ คู่หูเช่นม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงแทบเป็นเศษสวะ

        “ใช้แรง งัด!” ผู้ชายที่แข็งแกร่งคนหนึ่งบนขอบโลงศพเหล็กคำรามเสียงต่ำออกมา พร้อมด้วยเสียงคำรามต่ำนี้ของเขาเสียงหนึ่ง บนใบหน้าทุกคนเผยเส้นเอ็นเขียวปูดโปนออกมา ใช้พลังทั้งหมดทั่วร่างไปบนคานเหล็กในมือกันหมด หลี่โหยวห่อปากเปลี่ยนอากาศคำโต แต่ไม่กล้าเกียจคร้าน เพราะเขารู้อย่างชัดเจนดีว่าถ้าตนเองเคลื่อนไหวทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ลงไป ต้องถูกไอ้เจ้าหมอนี่พบเห็นแน่ๆ ถึงเวลานั้นก็ตกสู่ความลำบาก

        “เอี๊ยดๆ อ๊าดๆ…” โลงศพเหล็กส่งเสียงโลหะเสียดสีกันเสียงแหลมคม ขณะค่อยๆ ถูกงัดขึ้นมา โจรปล้นสุสานได้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว โจรปล้นสุสานคนที่เป็นหัวหน้ารีบยกแม่แรง ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปทางด้านข้างทันที ในที่ที่สะดวกในการใช้แรงยันโลงศพเหล็กไว้แล้ว จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนค่อยๆ ถอนมือ งานต่อไปจะเสร็จสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้กำลังแล้ว โจรปล้นสุสานสามคนแบ่งงานกันอย่างชัดเจน และได้ใช้แม่แรงยกโลงศพเหล็กขึ้นมาแล้วอย่างรวดเร็ว

        หลังจากได้รับสัญญาณให้ออกห่างจากโลงศพเหล็ก หลี่โหยวไม่ลืมที่จะอยู่ห่างจากโลงศพเหล็กและคนเหล่านี้ไปไกลหน่อย ดูการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วของพวกเขา คิ้วของหลี่โหยวยิ่งขมวดแน่นมากขึ้น ตอนนี้เขาสามารถตัดสินใจได้โดยพื้นฐานว่า ไอ้โจรปล้นสุสานกลุ่มนี้ไม่มีวันที่มีฐานะเดิมเป็นคนป่า จากการแสดงออกของพวกเขาเพียงพอที่จะดูออกได้ว่า คนเหล่านี้อย่างน้อยไม่ได้ขลุกอยู่ในค่ายทหารช่างเป็นเวลานาน

        “คนพวกนี้ที่แท้เป็นใครกัน?” หลี่โหยวแอบคิดในใจ ในเวลาเดียวกันก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องสุสาน พยายามที่จะลองหาข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับสุสานของราชวงศ์ถังแห่งนี้

        แต่ที่ทำให้หลี่โหยวผิดหวังก็คือ สุสานได้ถูกทำลายไปพอประมาณ ภาพจิตรกรรมฝาผนังบางส่วนอันทรงคุณค่าเสียหายอย่างสมบูรณ์หมดสิ้น นอกเหนือจากนี้ ที่ทำให้หลี่โหยวรู้สึกทึ่งมากที่สุดอย่างไม่คาดคิดก็คือ มาตรฐานของทั้งสุสานโบราณยิ่งใหญ่มากสุด แต่ข้าวของที่ร่วมฝังกลับแทบไม่มี

        ไม่ว่าจะเป็นในห้องด้านข้างหรือห้องหลัก โดยพื้นฐานทั่วไปว่างเปล่า มีเพียงไม่กี่แห่งที่มีร่องรอยของการวางสิ่งของที่ได้ถูกเก็บไว้ แต่ในช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน สุสานโบราณแห่งนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับการเข้าเยี่ยมชมจากโจรปล้นสุสานนับครั้งไม่ถ้วน ข้าวของที่มีคุณค่าและสิ่งที่มีค่าน้อยซึ่งอยู่ข้างใน ต่างได้ถูกกวาดเรียบไปหมดแล้ว นอกจากโลงศพที่อยู่ในห้องหลัก

        หลี่โหยวเชื่อว่าโลงศพในสุสานโบราณยังคงเหมือนเดิมสมบูรณ์ไร้ความเสียหาย น่าจะเป็นบทบาทของห้าภูตลายเทาเที่ยอันทรงประสิทธิภาพ พลังภาพหลอนที่แกร่งกล้ายิ่งหรือพลังสั่นสะเทือนสยบของมัน ทำให้เหล่าโจรปล้นสุสานที่บุกรุกเข้ามาในสถานที่นี้ต้องถอยห่างออกไปไกลด้วยความสะพรึงกลัว ในที่สุดมันยังคงดำรงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

        คิดถึงห้าภูตลายเทาเที่ย ในใจหลี่โหยวก็เครียดมาอีกพักหนึ่ง ถ้าเกิดเป็นตามที่ “บัญญัติลับสิบประการ” ได้กล่าวไว้ เป็นไปได้ว่าข้างในนั้นมีซากอสูรอ๋องอยู่ การที่ขบวนของตนเองเปิดโลงเหล็กออกมา นั่นก็คือส่งแกะเข้าปากเสือแหละ!

        ในขณะที่หลี่โหยวคิดไปเรื่อยเปื่อย เหล่าโจรปล้นสุสานก็ได้งัดโลงศพเหล็กออกไปข้างหนึ่งแล้ว เผยให้เห็นโลงศพสีดำเหมือนกัน

        โจรปล้นสุสานหลายคนเคาะแล้วเคาะอีก โลงศพสะท้อนเสียงโลหะ “ตึ๊งๆ” ออกมา หลายคนต่างไม่ใส่ใจ รีบชิงกันยกเอาคานเหล็กขึ้นมาทันที เหวี่ยงคานเหล็กเข้าไปที่รอยต่องัดฝาที่ปิดไว้ แต่ขยับออกแรงไปมาหลายครั้ง โลงศพก็ไม่ขยับเขยื้อนสักนิด

        หลิงหลงซึ่งไม่พูดไม่จาอยู่ด้านข้างก็ได้แหวกฝูงชนอีกครั้ง “ถอยไป” เดินเข้ามาใกล้ บอกว่า “โลงศพไม่ได้เปิดแบบนี้” เธอถือตะเกียงไฟที่สว่างจ้าดวงหนึ่งไว้ในมือ แสงไฟส่องกระทบต้องบนโลงศพ กล่าวว่า “โลงศพนี้ต้องมีกลไก หาดู” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ประกายตาของหลิงหลงก็จับจ้องไปที่ร่างของหลี่โหยว บนใบหน้าของเธอเผยรอยยิ้มที่มีความหมายไม่ชัดเจนรอยหนึ่งออกมา กล่าวว่า “นายมานี่!”

        หนังศีรษะหลี่โหยวชาไปพักหนึ่ง เขาคิดเอาเองว่าตั้งแต่ได้พบหลิงหลง ไม่ว่าทางวาจาหรือทางสายตาก็ไม่เคยขัดใจหลิงหลงมาก่อน แต่ประกายตาของหลิงหลงกลับตั้งใจบ้างไม่ใส่ใจบ้าง กวาดมองเขาตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เขารู้สึก “ตื่นตะลึงเพราะได้รับความเมตตาอย่างคาดคิดไม่ถึง”

        ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงที่มองประกายตาของหลี่โหยวเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ แต่เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ เรื่องให้พวกเขาไปทำแทนนั้นมิอาจทำได้อย่างเด็ดขาด

        เหล่าโจรปล้นสุสานได้ยินคำพูดของหลิงหลง ต่างพากันวางงานในมือของพวกเขาลง แล้วถอยกลับไปที่ข้างกายหลิงหลง ทำท่าตั้งรับป้องกันภัย เห็นได้ชัดว่ากลัวว่าในโลงศพมีกลไกอื่นๆ อีก

        ภายใต้ประกายตาที่บีบคั้นของหลิงหลงและเหล่าโจรปล้นสุสานทั้งหลาย สีหน้าของหลี่โหยวเต็มไปด้วยความจนใจ แต่มิอาจทำอะไรได้ ได้แต่เดินไปก้าวแล้วเหลียวกลับสามครั้ง ราวกับเข้าสู่แดนประหารบั่นศีรษะปานนั้น เดิมเขาคิดจะพูดอะไรบางอย่างกับม่อเหลียนเฉิง ความหมายคือถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเองแล้ว จะได้ให้ม่อเหลียนเฉิงส่งข่าวอะไรไปให้ทางบ้านเขา แต่เมื่ออ้าปากขึ้น ในที่สุดคำพูดนี้ก็ไม่สามารถพูดออกมาจากปากได้ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้มีความมั่นใจในตัวม่อเหลียนเฉิงคนนี้มากนัก พูดกับเขาอีกมากก็ไร้ประโยชน์

        แม้แต่ม่อเหลียนเฉิงยังรู้สึกว่าหลี่โหยวอาจจะเจออันตรายได้ เห็นหลี่โหยวดูเหมือนมีคำพูดบางอย่างที่จะมอบหมาย จึงสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่งถามว่า “เสี่ยวโหยว เอ็งมีอะไรจะพูดกับเหล่าม่อ สิ่งที่ข้าสามารถทำได้ ไม่คลุมเครือเด็ดขาด”

        ได้เห็นท่าทางที่ม่อเหลียนเฉิงตบหน้าอก ใบหน้าแดงไปทั่ว หลี่โหยวก็รู้สึกตื้นตันเต็มเปี่ยม “พี่ม่อ พี่มีฐานะเดิมในครอบครัวเป็นโจรปล้นสุสานมาชั่วอายุ พี่มาลองไหม?” หลี่โหยวเต็มไปด้วยคาดหวังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

        “…” ม่อเหลียนเฉิงเงียบเป็นเป่าสากไปสักพัก หลังจากนั้นก็ลูบๆ คลำๆ ศีรษะกล่าวว่า “เสี่ยวหลี่ ถือซะว่าข้าไม่ได้พูดคำเหล่านี้เถิด…”

        หลี่โหยวไม่ได้พูดจา ชูนิ้วกลางขึ้นอย่างแรงต่อม่อเหลียนเฉิง ศีรษะไม่หันกลับเดินไปยังโลงศพเหล็ก

        แต่ไม่รู้ว่าทำไม ขณะเข้าใกล้โลงศพเหล็ก หลี่โหยวกลับรู้สึกว่าความกลัวและความตึงเครียดของตนก่อนหน้านี้ได้หายไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่แทนที่เข้ามากลับเป็นการรอคอยคาดหวังบางอย่าง ราวกับลึกๆ ข้างในจิตใจเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในโลงศพนี้

        แม้ว่าโลงศพเหล็กดูไปแล้วไม่เล็กแต่ก็ไม่นับว่าใหญ่จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกคนลูบคลำหา ก็ลูบคลำสัมผัสทุกด้านที่สามารถจับต้องได้จนหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว สองมือของหลี่โหยววางอยู่บนโลงศพเหล็ก รู้สึกว่าข้างบนเย็นเป็นน้ำแข็งมาเป็นเส้นเป็นสาย ค้นหากลไกที่อาจจะปรากฏขึ้นได้ แต่เวลาเดียวกันขณะที่สัมผัสลูบคลำโลงศพเหล็กนี้ ดูเหมือนในห้วงสมองเขาได้ปรากฏเสียงเสียงหนึ่ง เสียงเล็กมากจนเขามิอาจแยกแยะได้ว่าคืออะไร แต่เขาสามารถยืนยันได้ว่าเสียงนี้มีอยู่จริง หลี่โหยวอดที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของมือลงไม่ได้ ตะแคงหูฟังข่าวสารในเสียงนั้นอย่างแยกแยะให้ถี่ถ้วน

        “…ของปลอม…ทั้งหมดเป็นของปลอม…” เสียงคล้ายเป็นบทเพลงโทนเดียวที่หมุนเวียนอยู่ในวัฏจักรเดียวไร้ทิศทาง ประโยคดังกล่าวหนึ่งประโยคนี้กลับไปกลับมา หลังจากแยกแยะชัดเจนได้เล็กน้อยแล้ว คิ้วของหลี่โหยวกลับยิ่งขมวดกระชับขึ้น เขาไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนี้ จริงๆ มือทั้งสองของเขายืดออกทันที เวลานี้กลับสัมผัสจุดหนึ่งที่ได้จมลงไปข้างใต้ “คลิก” จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา ทันใดนั้นโลงศพเหล็กก็ได้เปิดออกอย่างช้าๆ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)