0 Views

        เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1996

        ภูเขาเป่ยหมังในซอกมุมหุบเขาที่เปล่าเปลี่ยว

        หลี่โหยวยื่นพลั่วขึ้นไปข้างบน ม่อเหลียนเฉิงยื่นมือตามลงมา เมื่อดึงเขาขึ้นไปแล้ว หลี่โหยวก็ถอดหน้ากากป้องกันแก๊สพิษออก หายใจสูดเอาอากาศบริสุทธิ์บนพื้นดิน ทางหนึ่งปาดเช็ดเหงื่อทางหนึ่งดูหลุมที่เขาขโมยลักขุดออกมา อารมณ์ยังคงรางเลือน คล้ายกำลังหลอนอยู่

        “จุ๊ๆ หลุมลักขุดนี่ขุดได้ไม่เลวจริงๆ” สือกว่างเซิงกล่าวด้วยสำเนียงมณฑลเหอหนานเต็มปาก ในมือปั้นดินโคลนที่เปียกชุ่มก้อนหนึ่ง มองดูหลุมลักขุดที่หลี่โหยวขุดออกมา ชูนิ้วหัวแม่มือขึ้น

        ม่อเหลียนเฉิงผลักสือกว่างเซิงไปคราหนึ่ง ตบไหล่ของหลี่โหยวกล่าวว่า “ไม่เท่าไรหรอก หลี่โหยวเป็นนักศึกษา เด็กคนนี้…เป็นนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมในสาขาวิศวกรรมโยธา! เรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพเลยล่ะ นายรู้ไหม! ไหนเลยจะเหมือนไอ้ลูกหมาโง่เง่าเต่าตุ่นนี่ ยังคุยโวว่าตัวเองมาจากครอบครัวทหารช่าง ให้เอ็งขุดหลุมลักขโมยหลุมหนึ่งก็สามารถขุดหลุมสวรรค์ออกมาได้ทั้งหมด ราวกับกลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่าเอ็งมาขุดหลุมบรรพบุรุษของผู้อื่นอย่างนั้น!”

        มองดูไอ้สองคนหัวแก้วหัวแหวนตรงหน้า หลี่โหยวรู้สึกจะร้องไห้ก็ไม่ใช่หัวเราะก็ไม่เชิง ไม่กี่วันก่อน เขาคิดไม่ถึงว่าตนเองจะตกต่ำถึงกับเข้าร่วมแก๊งโจรปล้นสุสานกับสองคนนี้

        หวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในไม่กี่วันนี้ หลี่โหยวราวกับอยู่ในความฝัน ทุกสิ่งล้วนไม่เป็นจริงขนาดนั้น

        เดิมเขาเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือแห่งหนึ่ง ในภาควิชาสาขาวิศวกรรมโยธา ปีนี้เพิ่งจะเรียนจบ พอดีทันกับขบวนรถคันแรกของกลุ่มที่เรียนจบแล้วก็ตกงานเลย

        แม้ว่างานจะไม่ครอบคลุมถึงการแยกประเภท แต่ในที่สุดนักศึกษาก็ยังเป็นสินค้าขนาดใหญ่ที่ล้นตลาดขนาดนั้นมิใช่หรือ เช่นเขาซึ่งเป็นบัณฑิตเรียนจบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเช่นนี้ ขอเพียงไม่ทะเยอทะยานเลือกงานที่สูงส่งมากนัก ต้องการหางานชิ้นหนึ่งยังนับว่าค่อนข้างง่าย

        นอกจากนี้ ในภาคใต้ที่มีการปฏิรูประอุปะทุขึ้นทะลุฟ้าอย่างร้อนแรงที่สุด เวลานี้กำลังรุกก่อสร้างขนาดใหญ่ แม้เป็นบัณฑิตที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ก็ยังเป็นที่นิยมแย่งชิงกันมากที่สุด หลี่โหยวกำลังเป็นหนุ่มเลือดร้อน ได้รับใบปริญญาบัตรแล้ว ในอ้อมอกซุกเงินสามร้อยหยวน เขาซื้อที่นั่งถูกสุดเดินทางลงใต้ใบหนึ่ง แล้วเริ่มต้นก้าวไปสู่การเดินทางไปยังเมืองเผิงเฉิง

        ทันทีที่เหยียบขึ้นไปบนรถไฟ ในใจหลี่โหยวเลือดร้อนเดือดพล่าน ในห้วงสมองล้วนเต็มไปด้วยความคิด ไปถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เต็มไปด้วยโอกาสในทุกแห่งหนนั้น จะเปิดร่ายรำหมัดเท้าอย่างไร เพื่อดิ้นสู้สร้างอาชีพที่ยอดเยี่ยมออกมา ตอนนี้ในใจเต็มไปด้วยความพอใจในตนเอง ไม่ต่างไปจากผู้ที่กำเงินสองเหรียญไว้ในมือ แต่ฝันใฝ่ถูกลอตเตอรี่ห้าล้าน แต่เขาไม่ได้รู้ว่าที่ตนเองย่างก้าวไปนั้น เป็นเส้นทางที่มิอาจหวนคืนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด…

        ก่อนที่จะลงจากรถไฟ เด็กผู้หญิงผอมบางตัวเล็กคนหนึ่งได้เบียดผ่านข้างกายหลี่โหยว ชนจนเขาเซถลาไปครั้งหนึ่ง ด้วยการขาดประสบการณ์ทางสังคม เขาจึงไม่ได้ชัดเจนในเลศนัยของเรื่องนี้ จนเขาได้ลงจากรถไฟแล้วจึงพบว่ากระเป๋าสตางค์ของเขาได้บินหายไปตั้งนานแล้ว

        หลี่โหยวถึงกับมึนตึ้บไปในทันที

        สามร้อยหยวนแม้ว่าไม่มาก แต่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงเวลาถัดมาระยะหนึ่งของเขา ในเมืองที่มองไปแปลกหน้าไร้ญาตินี้ ไม่มีเงินแล้วก็ต้องระหกระเหินไปตามถนนซอกซอยแล้ว

        การสื่อสารในยุคนี้ก็ไม่ได้เหมือนสมัยหลังที่มีการพัฒนาขนาดนั้น บ้านเก่าของหลี่โหยวนั้นเป็นหมู่บ้านเกษตร ทำนาในชนบทที่ห่างไกลออกไป คิดจะโทร.กลับบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือก็ไม่สมจริง หามิตรสหายเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยเหลือก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแล้ว ล้วนเพิ่งเรียนจบหางานทำ ใครจะสามารถดูแลห่วงใยเขาได้

        คลำๆ ดูกระเป๋าบนร่าง ก็พบเศษเงินสิบกว่าหยวนที่ซื้อตั๋วรถเสร็จยังอยู่บนร่าง ในที่สุดหลี่โหยวก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ประหยัดกินประหยัดใช้ วันสองวันนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องปากท้อง ขอเพียงสามารถหางานได้ในวันหรือสองวันนี้ ปัญหาเฉพาะหน้าก็นับว่าผ่านไปแล้ว

        ในกรณีฉุกเฉินแบบนี้ เขาเลือกที่จะไปตามโรงพยาบาลต่างๆ มองเห็นบริษัทจัดหางานหลายแห่งอยู่ข้างๆ สถานีรถไฟ หลี่โหยวไม่ได้สนใจ เขาเดินเข้าไปข้างใน ครู่หนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าในมือ

        บริษัทจัดหางานที่นี่หน้าเลือดมาก แถมยังไม่ได้งานทันทีด้วย ก่อนอื่นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้บริษัทสองร้อยหยวน แต่เขามีไม่ถึงห้าสิบหยวนด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่สองร้อยเลย ถ้าในตัวยังมีเงินเหลืออยู่บ้าง จำเป็นต้องมาหางานที่บริษัทจัดหางานด้วยหรือ? ใช้เวลาสักเล็กน้อย ลองหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มันก็ง่ายที่จะได้งานไม่ใช่หรือ?

     ในขณะที่หลี่โหยวยืนอยู่ด้านนอกของสถานีรถไฟไม่สามารถทำอะไรได้ ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงก็ได้โผล่มา ทั้งคู่แต่งตัวเป็นผู้มีอันจะกิน เป็นคนเดียวที่เข้ามาถามหลี่โหยวเพื่อขอยืมไฟแช็กจุดบุหรี่ก่อน หลังจากที่คุยกันถูกคอแล้วก็เริ่มขี้ฉ้อ

        ขณะโกหก ทั้งสองกล่าวว่ากำลังจะก่อสร้าง ต้องการหาบุคคลมีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านหน่อย นี่เป็นงานเฉพาะทางของหลี่โหยว ภายใต้ความดีใจอย่างใหญ่หลวง หลี่โหยวจึงรีบอาสารับงานนี้อย่างแข็งขันทันที

        ภายหลังพวกเขาก็ถามหลี่โหยวอีกว่า รู้วิชาการดูสุสานและฮวงจุ้ยไหม เพราะเวลานั้นจำเป็นต้องได้งานจริงๆ หลี่โหยวได้แต่ฝืนใจยอมรับ แล้วยังตบหน้าอก บอกพวกเขาว่างานวิศวกรรมโยธาน่ะ คือสิ่งที่เขาร่ำเรียนมา! เมื่อหวนคิดกลับขึ้นมา มันช่างเป็นกรรมของตนที่ทำไว้ซะจริงๆ ไม่น่าจะรอดชีวิตไปได้!

        แต่จะกล่าวไปแล้ว แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะไม่ได้สอนวิชาเบ็ดเตล็ดพื้นบ้านประเภทภูมิศาสตร์ฮวงจุ้ยมาก่อน แต่ศาสตราจารย์เฒ่าผู้เป็นที่ชื่นชม กลับมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ หลี่โหยวเรียนรู้มาจากเขานิดหน่อย ยามปกติเมื่อไม่มีงาน หลี่โหยวมักจะนำเหล้าขาวและถั่วลิสงห่อหนึ่งไปหากับเขา สนทนาสัพเพเหระ บ่อยครั้งที่ดื่มสุราจนเมากรึ่ม เขาก็เริ่มคุยโวโอ้อวด เล่าให้หลี่โหยวฟังถึงเรื่องราวแปลกๆ พิลึกพิลั่นน่าสยดสยอง ซึ่งได้ยินได้ฟังมาสมัยยังเป็นเด็กที่เขาไปมาจนทั่วสามลัทธิเก้ากระแส

        ยังมีครั้งหนึ่งที่ชายชราดื่มมากเกินไป จนเปิดตู้หนังสือรื้อเอาหนังสือเก่าที่ถูกปลวกเจาะจนพรุนเต็มไปหมดยัดให้หลี่โหยว ไม่เอาก็ไม่ได้ หน้าปกนั้นเปื่อยฉีกขาด ชื่อหนังสือเล่มนี้ก็คือ “บัญญัติลับสิบประการ” ปกติหลี่โหยวมักจะอ่านหนังสือสารพัด แต่หนังสือชื่อนี้กลับไม่เคยเห็นมาก่อน

        แต่ลายเซ็นด้านล่างกลับทำให้หลี่โหยวตกตะลึงอยู่สักพัก นักเขียนคือหลี่เจี้ย

        ชื่อนี้อาจจะแปลกสำหรับคนอื่น แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักสำหรับนักศึกษาเหล่านั้นที่ศึกษาวิชาวิศวกรรมโยธา ปรมาจารย์สถาปนิกในยุคราชวงศ์ซ่งได้เขียน “อิ๋งเจ้าฝ่าซื่อ” (แบบวิธีก่อสร้าง) ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้ทิ้งรอยจารึกพู่กันหมึกอันแข็งแกร่งปึกหนึ่งไว้ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

        ตอนนั้นหลี่โหยวนึกว่า “บัญญัติลับสิบประการ” เป็นงานที่เขียนโดยอาศัยชื่อเสียงของผู้อื่น ขณะนั้นก็ไม่ได้เห็นความสำคัญแต่อย่างใด หลังจากหยิบกลับไปแล้วก็วางไว้บนโต๊ะหัวเตียงตลอด ยามว่างก็พลิกดูบ้างตามสบาย ในนั้นนอกจากมีเนื้อหาส่วนน้อยที่ทำความเข้าใจได้ยากแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนน่าสนใจได้รสชาติ

        ในหนังสือเล่มนี้ได้เอ่ยถึงความลับอันเหนือเมฆ ในการค้นหามังกรจี้สกัดจุดบ้าง แต่เนื้อหาลึกซึ้งเกินไป หลี่โหยวไม่รู้ว่าพูดถึงอะไรบ้าง แล้วยังมีเรื่องการสร้างองค์ประกอบกลไกสุสาน ยิ่งกว่านั้นมีสิ่งที่ดูไปแล้วลึกลับมาก เช่น ความลึกลับในการใช้วิธีจัดรวมพลังลมซ่อนน้ำไว้ การจัดวางสภาพฮวงจุ้ยชี้ความเป็นความตาย ผ่านหลุมสุสานคนตายควบคุมชะตาชีวิตของชนรุ่นหลัง แต่ยิ่งกว่านั้นคือการเล่าเรื่องแปลกๆ พิลึกพิลั่นทั่วใต้หล้า จารึกเกร็ดพงศาวดาร ยามว่างหยิบมาอ่านเล่นดุจบันทึกนิยายก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก

        …

        คำโกหกเป็นสิ่งถูกเปิดโปงได้ง่าย

        หลังถูกเจ้าสองคนนั้นนำตัวไปถึงลั่วหยาง หลี่โหยวก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ

        แต่ตอนแรกก็เพียงรู้สึกสงสัยบ้าง ไม่ได้มีความคิดอะไรเลย แต่หลังจากที่ทั้งสองคนพาเขาวกวนเข้าไปในส่วนลึกของภูเขาเป่ยหมัง เขาจึงได้ตื่นตัวขึ้นมา ทีมก่อสร้างบ้านใครไปอยู่ในภูเขาลึกน่ะ! นอกจากนี้ มาถึงเวลานี้ทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องปิดบังอีก จึงบอกตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาแก่หลี่โหยว

        ม่อเหลียนเฉิงไม่ได้เป็นหัวหน้างานรับเหมาโครงการก่อสร้างอะไร แต่เป็นพ่อค้าโบราณวัตถุ ปกติทั้งสองคนมักจะเดินเยี่ยมบ้านในชนบทที่ห่างไกล รับซื้อวัตถุโบราณที่มีคุณค่าในราคาต่ำสุด เพียงแต่อาชีพนี้เดิมก็มีความเสี่ยงสูง เจ็ดส่วนขึ้นอยู่กับโชค สองส่วนขึ้นอยู่กับพลังสายตา ยังมีอีกหนึ่งส่วนขึ้นอยู่กับพลังความแข็งแรง ลำบากไม่ว่า ได้เงินมาก็ไม่เท่าไร และตอนนี้ผู้คนในชนบทยังได้เรียนรู้จนฉลาดแล้ว รู้ว่าสมบัติที่บรรพบุรุษได้สืบทอดมาให้มีคุณค่า อีกทั้งยังไม่เต็มใจที่จะขายออกไปอย่างง่ายๆ ทำให้ธุรกิจของทั้งสองยิ่งทำได้ยาก จึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนสายธุรกิจ

        บรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิงเคยทำงานด้านการปล้นสุสาน สืบทอดงานฝีมือปล้นสุสานไว้มากมาย ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงร่วมแก๊งกันมาพักหนึ่ง ก็ได้ตัดสินใจที่จะไปทำงานด้านปล้นสุสาน อย่างไรๆ ก็เป็นพ่อค้าโบราณวัตถุมาหลายปี มีช่องทางการค้าขายที่แน่นอน ไม่กลัวว่าข้าวของที่ขุดออกมาจากนรกจะไม่มีใครเอา

ดังนั้น พวกเขาจึงไปเมืองเผิงเฉิง เพื่อขายสินค้าที่ได้รับมาเมื่อเร็วๆ นี้ ตามด้วยซื้ออุปกรณ์และเตรียมกลับไป “เลื่อนเปิดโลง”

        แต่โจรปล้นสุสานก็ไม่ได้หากินได้ง่ายๆ ถ้าทำไม่ดียังต้องสูญเสียชีวิต ดังนั้น จึงต้องหาพรรคพวกมืออาชีพที่สามารถมองมงคลและอัปมงคลของหลุมสุสานออก แต่เป็นที่รู้จักกันดีว่าโจรปล้นสุสานจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่แถบมณฑลเหอหนานและมณฑลส่านซี ต่างมีพรรคพวกเป็นคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ญาติ และคนรู้จักกัน ไม่เคยเชื่อใจคนแปลกหน้า ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถหาเพื่อนใหม่ได้

        พอได้เห็นหลี่โหยว ม่อเหลียนเฉิงเห็นหุ่นกำยำของหลี่โหยว ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความกังวล เขาคิดหาลูกทีมที่แข็งแกร่งสักคนเข้าเป็นพรรคพวกของเขา จึงเข้าไปคุยหยั่งเชิงกับหลี่โหยว คิดไม่ถึงว่าหลี่โหยวยังเป็นผู้ที่ศึกษาด้านวิศวกรรมโยธา ม่อเหลียนเฉิงและสือกว่างเซิงที่ด้อยวัฒนธรรม ย่อมแยกแยะความแตกต่างระหว่างวิศวกรรมโยธาและหมอดูฮวงจุ้ยออกได้ไม่ค่อยชัดเจน ดังนั้น หลี่โหยวก็ได้กลายเป็น “มืออาชีพ” ที่ถูกว่าจ้างของทั้งสองเช่นนี้

        ครั้งแรกที่ได้รู้จักตัวตนของพวกเขา หลี่โหยวผิดหวังมาก เงินและใบสำคัญในตัวถูกขโมยก็โชคร้ายมากพอแล้ว คิดไม่ถึงว่ายังถูกเจ้าสองคนนั้นหลอกลักพาตัวมาในมุมซอกหลืบเขานี้ พอพวกเขาพูดความจริงกับเขา มือทั้งสองข้างก็แบออกไป เพื่อให้หลี่โหยวเลือกที่จะร่วมเดินไปกับพวกเขาในทางที่มืด หรือทิ้งพวกเขาไปและกลับไปยังเส้นทางของตนเอง แค่สัญญาว่าจะไม่เปิดเผยพวกเขาก็แล้วกัน

        หลี่โหยวเซ่อไปแล้วในจุดเกิดเหตุ

        ซอกหลืบเขานี้หลี่โหยวเพิ่งได้มาเป็นครั้งแรก สองคนพาเขาเดินวกวนไปถึงสองวัน ไหนเลยจะยังจดจำเส้นทางออกได้ อีกอย่างบนตัวเขาไม่มีเงินสักอีแปะเดียว กระทั่งบัตรประชาชนก็ไม่มี จะไปได้ยังไงเล่า? ถ้าซวยอีกนิด ก็อาจจะถือว่าเป็นคนจรจัดถูกจับส่งไปยังสถานใช้แรงงานปฏิรูป เพื่อให้เปลี่ยนแปลงปฏิรูปเชิงลึก

        เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่โหยวจึงได้แต่ต้องยึดเอาความคิดอุ้มขวดตกแตก ลังเลได้ไม่นานก็ตกปากรับคำเข้าร่วมแก๊ง ม่อเหลียนเฉิงก็รวบรัด เขาไม่ได้พูดถึงว่าจะให้เงินเดือนหลี่โหยวเท่าไร ชูสี่นิ้วออกมาแล้วบอกหลี่โหยวว่า “เสี่ยวโหยว พี่ก็ไม่เอาเปรียบเอ็ง หลังจากสมบัติที่ขุดออกมาขายได้เงิน แต่ละชิ้นแบ่งเอ็งสามสิบเปอร์เซ็นต์…”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)