0 Views

        “บึ้ม…” ม่อเหลียนเฉิงหยิบผงฝุ่นสีกำหนึ่งซัดออกไปทางด้านหลัง ผงฝุ่นตกลงสู่ทั่วพื้นทันที แม้แต่ผนังกำแพงก็ย้อมเปื้อนไม่น้อยเวลานี้ เขาหยุดฝีเท้าลงมาแล้ว หยิบกำผงฝุ่นชนิดนี้ออกมาจากกระเป๋าข้างหลังอีก โปรยทีละกำไปบนพื้น บนพื้นผนังด้านบนศีรษะ ซัดไปหลายกำอย่างแรง ใช้ผงฝุ่นสีขาวกรีดเส้นแบ่งเขตออกห่างประมาณสองเมตรอย่างทื่อๆ แล้วจึงได้หยุดลง

        เมื่อได้เห็นการเคลื่อนไหวของม่อเหลียนเฉิงและผงฝุ่นที่ถูกโปรยออกไป หลี่โหยวก็ร้องเสียงหลงออกมาว่า “ปูนขาว” แววตาที่มองม่อเหลียนเฉิงเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดพิเศษขึ้นมา

        ตามที่กล่าวไว้ใน “บัญญัติลับสิบประการ” ปูนขาวเป็นสูตรกำจัดแมลงหนอนที่ดีมากวิธีหนึ่งยามที่เจอกลไกกับดักหนอนพิษ เพียงแต่หลี่โหยวไม่เข้าใจว่าทำไมม่อเหลียนเฉิงจึงรู้วิธีนี้? นี่ยังเป็นเรื่องรอง จากจุดนี้สามารถมองออกได้ว่าม่อเหลียนเฉิงได้เตรียมพร้อมรับมือกับกลไกในสุสานโบราณแต่เนิ่นๆ แต่ก่อนหน้านี้กลับไม่ได้พูดถึงสักคำ ความตั้งใจนี้จึงทำให้ผู้คนเป็นกังวล

        อัตราความเร็วของหนอนกู่เร็วมาก มันได้เคลื่อนมาถึงเขตที่ปกคลุมไปด้วยผงฝุ่น แต่พวกมันยังไม่ได้สัมผัสกับพื้นที่ของผงฝุ่น กลับเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตถอยไปข้างหลังราวกับกระแสน้ำเชี่ยว

        “พี่ม่อ นี่เป็นของอะไรกัน?” สือกว่างเซิงช้ากว่าสองคนก้าวหนึ่ง ถูกผงฝุ่นในมือของม่อเหลียนเฉิงเปื้อนไปไม่น้อย ยังดีที่ใบหน้าของเขาครอบหน้ากากป้องกันพิษไว้ มิฉะนั้นดวงตาต้องเปรอะเปื้อนมาก

        “ไม่ได้ยินเสี่ยวโหยวพูดหรือ เป็นปูนขาว สำหรับแมลงหนอนเหล่านี้เรียกว่าหนอนแมงป่อง คือหนอนกู่ที่เป็นการรวมพันธุ์ของตะขาบและแมงป่องเลี้ยงดูออกมา ร้ายกาจมาก” ม่อเหลียนเฉิงปาดเช็ดเหงื่อเย็นจากใบหน้า ส่งสัญญาณให้สือกว่างเซิงเช็ดปูนขาวบนใบหน้าออกอย่างระมัดระวัง สีหน้าแสดงความหวาดกลัวกล่าวว่า “ยังดีที่ได้เตรียมปูนขาวมา ไม่อย่างนั้น คืนนี้เราสามคนต้องเลี้ยงหนอนแมงป่องแล้ว!” มองดูหลี่โหยวไปแวบหนึ่งอย่างระแวดระวัง แล้วถามว่า “เสี่ยวโหยว เอ็งไม่เป็นไรใช่ไหม?”

        หลี่โหยวส่ายหน้า มองดูหนอนแมงป่องที่ไม่สามารถปีนผ่านพื้นที่เขตปูนขาวมาได้ ก้อนหินขนาดใหญ่ที่กดบนหัวใจก็ได้หลุดลงมาแล้ว เขารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย กล่าวว่า “พี่ม่อ พี่รู้ว่าในสุสานโบราณนี้มีอันตรายเหล่านี้อยู่แล้วสินะ?”

        ม่อเหลียนเฉิงยิ้มอย่างขมขื่น พยักหน้าด้วยความละอายใจสำนึกผิด “เป็นอย่างนั้นจริง แต่ตลอดที่ผ่านมาฉันไม่เคยเชื่อว่ามีสิ่งนี้…จึงไม่ได้บอกพวกนาย” กล่าวถึงตรงนี้ เขายังมีสีหน้าหวาดกลัวเรื่องในภายหลัง กล่าวว่า “ยังดีที่ฉันได้มีการเตรียมไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นตัวเองตายนับว่าไม่เท่าไร ยังทำให้พวกนายลำบากอีก”

        สีหน้าสือกว่างเซิงแสดงออกว่าไม่เป็นไร เพ่งความสนใจทั้งหมดไปยังหนอนแมงป่องที่มีรูปร่างประหลาด ซึ่งถูกแยกกั้นไว้ด้วยปูนขาวซีกนั้น เขาได้รู้จักกับม่อเหลียนเฉิงไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งหรือสองวัน ความไว้วางใจซึ่งกันและกันจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นนี้ คำอธิบายของม่อเหลียนเฉิงนี้ ความจริงได้กล่าวแก่หลี่โหยว

        หลี่โหยวพยักหน้า แสดงถึงความเข้าใจในคำอธิบายนี้ของม่อเหลียนเฉิง ในความเป็นจริงเขารู้จักม่อเหลียนเฉิงก็เพียงไม่กี่วันนี้ เป็นไปไม่ได้ที่ม่อเหลียนเฉิงจะเปิดใจกับเขา อะไรก็พูดกับเขาทั้งหมด เขาถามด้วยความกลัวว่า “ยังมีอันตรายอื่นๆ อีกไหม นอกจากหนอนแมงป่อง?”

        พอได้ยินคำพูดของเขา สีหน้าของม่อเหลียนเฉิงก็ถูกแช่แข็งทันที เป็นเวลานานก่อนที่เขาจะพูดแปลกๆ ว่า “น่าจะ สมควร อาจจะ…ยังมีอีก?”

        หลี่โหยวรู้สึกเย็นวาบในใจคราหนึ่ง แอบพูดคำหนึ่งว่าคราวนี้จบสิ้นแล้ว ดูท่าทางสุสานโบราณแห่งนี้ยังต้องมีอันตรายอีกมากมาย แต่ไม่รู้ว่าม่อเหลียนเฉิงมีวิชาสูงส่งขวัญกล้าหรือใจโลภหน้ามืด กลับไม่สนใจอันตรายมาปล้นสุสานถึงที่นี่ ช่างไม่สนใจความเป็นความตายจริงๆ

        พลันหลี่โหยวโกรธจนควันขึ้น สมัยเรียนวิศวกรรมโยธาก็มีเพียงไม่กี่คนที่เล่นอย่างสุภาพ ล้วนเป็นคนที่ชอบทะเลาะวิวาททั้งหมด ยิ่งกว่านั้นสมัยหลี่โหยวเป็นเด็กน้อยก็ได้ฝึกกับชายชราคนหนึ่งในหมู่บ้านหลายวิชา สันทัดในการต่อสู้มาก เวลานี้เขาโกรธจนขึ้นสมอง มือหนึ่งจับคอเสื้อของม่อเหลียนเฉิงไว้ กล่าวเสียงทุ้มว่า “แม่งเอ็งพูดให้ชัดเจนอีกหน่อย! มีอันตรายอะไรอีก รีบพูดมาให้ชัดเจน อย่าทำเหมือนกับฉันเป็นคนโง่สิวะ!”

        สือกว่างเซิงเห็นเส้นเอ็นสีเขียวบนใบหน้าของหลี่โหยวปูดโปนขึ้นมา องค์ประกอบบนใบหน้าทั้งห้าบิดเบี้ยว ตกใจสะดุ้งไปครั้ง รีบผลักมือของเขาออกไปและกล่าวว่า “ให้ความสนใจกับคุณสมบัติ! คุณสมบัติโว้ย! เสี่ยวหลี่ นายเป็นคนศิวิไลซ์ ทำไมจึงทำเหมือนเป็นคนหยาบช้าคนหนึ่งลงมือลงไม้!”

        หลี่โหยวปล่อยมือออก ในใจของเขาเศร้าสลดระลอกหนึ่ง

        เดิมเขาเป็นนักศึกษาที่มีอนาคตสดใสที่อยู่ดีๆ คนหนึ่ง พอออกสู่สังคมปุ๊บก็ถูกขโมยเงินเกลี้ยงทันที แล้วยังถูกหลอกให้มาลักขโมยสุสานในหุบเขา สุดท้ายต้องติดอยู่ในสุสานโบราณที่มีอันตรายนานัปการ ความตายมาเยือนถึงศีรษะ แก๊งเดียวกันยังมัวคิดปกปิดอันตราย คนหนึ่งเพียงสามารถผสมดินโคลนเท่านั้น นี่เป็นความผิดของใครกัน? ความรู้สึกนี้ทำให้เขาเหนื่อยล้ามาก ไม่รู้จะเผชิญหน้ากับชีวิตต่อไปได้อย่างไรแล้ว

        เมื่อเห็นใบหน้าของหลี่โหยวท้อแท้หดหู่ไปทั่ว ม่อเหลียนเฉิงก็สูดลมยะเยือกไปหนึ่งเฮือก กล่าวว่า “เอาเถิด ต่างเป็นพี่น้องกันเอง ฉันก็ไม่ปิดบังพวกนายอะไรแล้ว” กล่าวถึงตรงนี้ ม่อเหลียนเฉิงถอนหายใจแล้วกล่าวต่อไปว่า “นี่ต้องเล่าตั้งแต่เริ่มแรก พวกเรามาขุดสุสานแห่งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องการสัมผัสลูบคลำข้าวของเครื่องใช้ที่ร่วมฝังในสุสานเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือได้รับมอบหมายมาจากผู้คน…”

        สือกว่างเซิงดูแปลกใจระคนตกใจ คิ้วของหลี่โหยวขมวดแน่นขึ้น แต่ม่อเหลียนเฉิงส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนอย่าขัดจังหวะ เล่าเรื่องที่เดิมได้รับการไหว้วานออกมา

        เรื่องยังต้องเริ่มเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

        ครั้งหนึ่งมีพ่อค้ารับซื้อของเก่าวัตถุโบราณ ได้รู้ว่าบรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิงล่วงรู้ความลับของผู้เชี่ยวชาญด้านการปล้นสุสาน จึงเข้าเยี่ยมถึงบ้าน ลองพยายามที่จะเชิญให้เขากลับไปทำอาชีพของบรรพบุรุษ ไปปล้นสุสานโบราณแห่งหนึ่ง เอาวัตถุหนึ่งชิ้นออกมาจากข้างใน แล้วยังให้ราคางามที่ทำให้เขามิอาจปฏิเสธได้ แต่เวลานั้นม่อเหลียนเฉิงไม่ได้ตกลง เขายังจำกฎในวงศ์ตระกูลที่บรรพบุรุษกำหนดลงมาได้ ว่าถ้าไม่ถึงขั้นวิกฤติจนมิอาจเป็นตัวของตนเองแล้ว ห้ามปล้นสุสานเด็ดขาด

        แต่เริ่มตั้งแต่เวลานั้นมา ธุรกิจการเดินทางเก็บสินค้าวัตถุโบราณตามหมู่บ้านยิ่งมายิ่งซบเซา เขาและสือกว่างเซิงมักจะเก็บเกี่ยววัตถุตามความมุ่งหมายไม่ได้สักชิ้นทั้งสัปดาห์

        ธุรกิจซบเซาเงียบเหงาน่าสังเวช ม่อเหลียนเฉิงจึงได้มีความคิดริเริ่มที่จะลักขโมยสุสานโบราณ เตรียมหาสุสานโบราณระดับอ๋องสักแห่ง ทำสักตั้งก็จะเปลี่ยนอาชีพทำธุรกิจขนาดเล็ก หลังจากนั้นก็ถึงสามเดือนก่อนที่ผ่านมา พ่อค้าวัตถุโบราณคนนั้นก็ได้มาที่บ้านคุยเรื่องเดิมอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน เขาเพิ่มราคาเป็นสองเท่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ม่อเหลียนเฉิงก็มิอาจระงับไว้ได้อีก อย่างไรๆ เขาก็คิดจะหาสุสานโบราณฝึกซ้อมมือ หาโชคลาภเล็กๆ น้อยๆ ในที่สุดก็มีเศรษฐีมาส่งถึงบ้าน จึงได้ตอบตกลง

        พ่อค้าวัตถุโบราณคนนั้นไม่รู้ตำแหน่งที่เจาะจงของสุสานโบราณ เพียงวาดพื้นที่คร่าวๆ ให้ม่อเหลียนเฉิง และบอกว่าเป็นสุสานในสมัยราชวงศ์ถัง ข่าวสารทั้งสองชิ้นนี้สำหรับม่อเหลียนเฉิงกลับนับว่าเพียงพอ เมื่อเปิดบันทึกที่บรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ให้เกี่ยวกับสุสานใหญ่รอบๆ ในไม่ช้าก็ได้พบเกี่ยวกับสุสานสมัยราชวงศ์ถัง แต่หลังจากเห็นบันทึกที่เฉพาะเจาะจงของสุสานสมัยราชวงศ์ถังนั้นแล้ว ม่อเหลียนเฉิงก็เหงื่อตกเย็นยะเยือกทันที ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อค้าวัตถุโบราณคนนั้นจึงยินดีที่จะจ่ายราคาสูงเพื่อเชิญเขาไปขโมยสุสานโบราณ ถ้าตามบันทึกข้างในเป็นความจริง หากไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า อีกหลายคนไปก็มีแต่ตายสถานเดียว

        ถ้าเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่น หลังจากที่ได้เห็นบันทึกเหล่านี้ก็จะสามารถดับความคิดการไปปล้นสุสาน แต่ม่อเหลียนเฉิงกลับเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง หลังจากความตกใจกลัวในตอนเริ่มต้นได้ผ่านไป เขากลับไม่เชื่อว่าบันทึกข้างในเป็นความจริง หรือบางทีอาจจะขวัญกล้า หรือคนอื่นให้ราคาสูงเกินไป ลาภยศได้ครอบงำจนหน้ามืดตามัว ทำให้เขาลืมความกลัว ดังนั้น ในที่สุดก็เลือกที่จะมาสักครั้ง

        สุดท้ายยังกล่าวอีกประโยค บอกว่าเหตุผลที่เลือกหลี่โหยวมาปล้นสุสานด้วยกัน เพราะเขารู้วิชาดูดวงพยากรณ์ได้ เห็นปุ๊บก็รู้ว่าเขาเป็นคนอายุยืน จะไม่ตายได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น จึงหลอกมาเป็นเพื่อนเพื่อเสริมความโชคดี ในเมื่อการปล้นสุสานเป็นงานเสี่ยง…

        หลังจากพูดคุยกันสักพัก ม่อเหลียนเฉิงได้ดึงหัวข้อสนทนายิ่งดึงยิ่งไกลออกไปมากขึ้น แต่สุดท้ายยังไม่ได้กลับไปที่หัวข้อเดิมของหลี่โหยวที่คิดถามในตอนแรก ว่ายังมีภัยอันตรายอะไรอีก แท้จริงแล้วสิ่งที่พ่อค้าวัตถุโบราณคิดตามหาในสุสานโบราณแห่งนี้คืออะไร?

        ในขณะที่หลี่โหยวจะขัดจังหวะม่อเหลียนเฉิง จู่ๆ สือกว่างเซิงก็เครียดกล่าวว่า “พี่ม่อ เสี่ยวโหยว พวกนายดูแมลงเหล่านี้สิ!”

        ได้ยินเสียงก็มองไป แล้วหลี่โหยวก็เหมือนตกเข้าไปอยู่ในถ้ำน้ำแข็งทันที ทั่วร่างสั่นสะท้าน อดไม่ได้ที่จะสั่นเทิ้ม หนอนแมงป่องที่แออัดกันหนาแน่นด้วยกัน ตอนนี้ส่งเสียง “เปรี๊ยะๆ” เหมือนผัดถั่วทอด ตามมาด้วยบนร่างพวกมันก็มีปีกบางๆ งอกออกมาราวกับปีกของตัวไหม หลังจากยืดกางปีกออก หนอนแมงป่องก็สยายปีกเตรียมบินขึ้น โชคดีที่ปีกใหม่งอกออกมายังนุ่มและอ่อนแอไม่มีแรง หนอนแมงป่องไม่สามารถบินได้ทันที แต่ก็สามารถที่จะร่อนถลาไปบนพื้นดินในระยะทางสั้นๆ ได้แล้ว

        “ฉิบหาย!” กล้ามเนื้อบนใบหน้าของม่อเหลียนเฉิงกระตุกคราหนึ่ง กำปูนขาวออกมาอีกกำ ซัดไปยังตำแหน่งหนอนแมงป่องอย่างสุดแรง ปูนขาวที่กระจายออกไปทำให้หนอนแมงป่องต่างพากันถอยไปข้างหลังราวกับสายน้ำเชี่ยว หนอนแมงป่องที่เปื้อนปูนขาวไปไม่น้อยต่างพากันหงายท้องขึ้นมา รยางค์ที่ซับซ้อนมากมายซึ่งไร้เรี่ยวแรงกำลังเหยียบย่ำวุ่นวาย มีชีวิตอยู่ต่ออีกไม่นาน

        จู่ๆ ก็มีเสียง “หึ่งๆ…” ดังเหมือนผึ้งบินขึ้นมาระลอกหนึ่ง หลี่โหยวสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก เห็นหนอนแมงป่องในทางเดินสุสานกำลังบินขึ้นมายังตำแหน่งของทั้งสามคน!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)