0 Views

        ยามวิกาล วันที่ 11 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1936

        ฝนเทลงมาหนักมาก

        แม่น้ำต้าตู้ซึ่งโดยปกติน้ำไหลเชี่ยว เวลานี้ประดุจเสือร้ายที่หลุดออกมาจากกรง คลื่นน้ำโหมทะลักกระหน่ำซัดสาดใส่ภูผาชันข้ามช่องแคบหน้าผาสูงสองฝั่ง เกิดเสียงกัมปนาทสั่นสะเทือนจนหูแทบหนวก ราวกับเสือคำราม มังกรกู่ร้อง หมื่นม้าวิ่งทะยานพร้อมพรัก ฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ยอดเขาทั้งใกล้ไกล ผู้ได้ยินถึงกับหน้าถอดสี

        อีกาบินหมุนวน ชายวัยกลางคนคลุมเสื้อฟางคนหนึ่ง ในมือถือเข็มทิศฮวงจุ้ยไว้แน่น แกว่งไปมาไม่หยุด สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึม เม็ดฝนใหญ่กระทบใส่ใบหน้า แต่เขากลับไม่แยแสสักนิด

        ฟ้าแลบสว่างวาบสองสามสายผ่านไป หนึ่งในนั้นยังคงพุ่งไปบนพื้นผิวของแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากซัดสาดอย่างเสรี จู่ๆ ก้นธารน้ำพลันสว่างขึ้นมาชั่วขณะ เมื่อมองแม่น้ำที่สว่างไสว หว่างคิ้วของชายวัยกลางคนปรากฏความยินดี เขาพูดพึมพำว่า “บนน้ำล่างไฟ น้ำไฟหลอมรวม เป็นฉักลักษณ์ที่หกสิบสาม จี้จี๋ใน ‘คัมภีร์อี้จิง’ ดูไปแล้วครั้งนี้เหล่าม่อประสบความสำเร็จแล้ว” ในขณะที่กล่าวกับตนเอง เขาก็งอนิ้วมือซ้ายขึ้นทำท่าจับยามสามตาตามกระบวนการคาดคะเน ความยินดีบนใบหน้าของเขาค่อยๆ หายไปจนไม่เห็นแล้ว

        ฟ้าแลบเข้าไปในน้ำอย่างไม่สลาย แต่กลับส่องจนก้นบึ้งของแม่น้ำสว่างจ้า นิ้วมือที่กำลังนับคำนวณของชายผู้นั้นพลันคีบไว้ สีหน้าเปลี่ยน กล่าวว่า “ไม่ถูก! บนฟ้าร้องล่างน้ำ นี่เป็นฉักลักษณ์ปลดเปลื้อง! เป็นคุณแก่หรดี อีสานดับดิ้น! ข้าอยู่ในทิศอีสาน กองทัพสือต๋าไคแสนกว่านายเคยพินาศย่อยยับ ณ ที่นี้ นี่เป็นแดนมรณา!” เสียงของชายผู้นั้นเบามาก ท่ามกลางฝนฟ้าพายุแทบจะไม่มีใครได้ยินคำพูดของเขา หลังจากได้ข้อสรุปดังกล่าวแล้ว เขาจ้องมองสำรวจไปรอบๆ อย่างฉับไว อาศัยประกายแสงสว่างของฟ้าแลบในนภา หลังจากได้แยกแยะเค้าร่างร่างหนึ่งท่ามกลางสายฝนออกมาอย่างเลือนราง เขาตบต้นขาอย่างแรงคราหนึ่ง “สมควรตาย! สมควรตาย! ทำไมถึงไม่เห็นว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ทหารคลี่คลายการสังหารซึ่งซ่อนเร้นไว้! วายุพัดเมฆาเคลื่อน ฟ้าร้องฟ้าผ่าฝนกระหน่ำ ทหารยมทูตออกมา ผู้พบเห็นต้องตาย…แดนมรณา โอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวอยู่ที่ไหน?” เสียงพูดแหบแห้งสั่นสะท้านเล็กน้อย

        เสียงของชายผู้นั้นแหลมปรี๊ดขึ้นมาทันที “ออกไปจากที่นี่ พวกเรารีบไปจากที่นี่ทันที!” ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอย่างน่าสังเวชของเขาดังขึ้น คนและม้าที่ซ่อนตัวอยู่รอบด้านต่างพากันออกมาจากที่ซ่อนตัว มือเท้ายุ่งเหยิงพัลวันไปหมดในบัดดล แออัดมาก ศีรษะผู้คนเบียดขยับไปมา คาดไม่ถึงว่าบนเส้นทางภูเขาเล็กๆ กลับเต็มไปด้วยผู้คนนับร้อย

        “ตูม! ปัง! ปัง!”

        ในเวลานี้ จู่ๆ เสียงกลองก็ลั่นขึ้นที่สองฝั่งของหุบเขา เสียงดังกว่าเสียงฟ้าร้องที่ลั่นโครมครามบนศีรษะเล็กน้อย ตามมาด้วยเสียงกลองดังลั่นขึ้น เสียงอึกทึกครึกโครมร้องเรียกของคน เสียงม้าร้องก็เริ่มดังขึ้นมาด้วย หลังจากนั้นเสียงห่ากระสุนปืนใหญ่คำรามก้อง เสียงฆ่าฟันดังสนั่น

        ฝูงชนบนภูเขาได้ยินเสียงยังคิดว่าพวกเขาถูกศัตรูโจมตี คนขี้ขลาดตาขาวได้โยนเครื่องมือในมือทิ้งไป และวิ่งหนีซุกซ่อนไปรอบๆ แต่เส้นทางภูเขาแคบเล็ก หลายคนจึงกลิ้งหลุนๆ ไปตามๆ กัน ทั้งปีนป่ายหนีด้วย แต่เพียงครู่เดียวก็พลาดตกลงไปในแม่น้ำ

        แววตาของชายวัยกลางคนดั่งคบเพลิง มองลงไปยังผิวน้ำทางปลายน้ำ เพียงเห็นผิวน้ำที่ห่างไกล แสงเขียวเทาสายหนึ่งลอยคลุ้งรางๆ ภายในมีเงาร่างคนคลุมเครือ ราวกับมีคนและม้ากองใหญ่เดินบนผิวน้ำ

        รอจนคนและม้าเข้ามาใกล้ พลันเขารู้สึกมือเท้าเย็นขึ้นมาทันที เดิมเขามีความเชี่ยวชาญในวิชาจับยามสามตา จากสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยินก็สรุปได้ว่า ทุกครั้งที่พายุฝนฟ้าคะนองฤทธิ์ผ่าลงที่นี่ จะเกิดเรื่องทหารยมทูตข้ามภพมา แต่เขากลับคิดไม่ถึง ขบวนทหารยมทูตที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดขบวนนั้น ทหารยมทูตหลายนายที่เดินข้างหน้าสุด กลับแบกโลงศพสีดำขนาดใหญ่โลงหนึ่ง!

        “ฮึๆ…คาดไม่ถึงว่า…ทหารยมทูตแบกโลงศพ!” ก้นบึ้งหัวใจชายวัยกลางคนผุดความสิ้นหวังระลอกหนึ่งออกมา เขาร้องเสียงหลง ทหารยมทูตแบกโลงศพ เชิญท่านเข้าสุสาน ผู้ที่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ล้วนถูกทหารยมทูตพรากจากไปเกือบหมดสิ้น ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง เขาเคยผ่านประสบการณ์อันตรายโหดร้ายที่น่ากลัวแปลกประหลาดมากมายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่เคยทำให้รู้สึกสิ้นหวังและหวาดกลัวเหมือนครั้งนี้ เพียงพริบตาเดียวก็ได้สูญเสียความสามารถในการคิดใคร่ครวญและการรับมือไปแล้ว

        ครั้นในเวลานี้ เหล่าม่อที่ชายวัยกลางคนได้กล่าวถึงนั้น กำลังแนบร่างติดสนิทบนหน้าผา เขายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนทางเดินเขาเหนือหน้าผา ยิ่งพบเห็นทหารยมทูตบนผิวน้ำ ซึ่งตอนนี้แบกโลงศพสีดำที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีโลงหนึ่ง เหยียบย่ำไปบนคลื่นมุ่งมายังทิศทางเขา แต่ความหวาดกลัวของเขาในเวลานี้ไม่ได้น้อยกว่าเพื่อนๆ ข้างบนเลยสักนิด เขาได้รับคำสั่งให้ไปค้นหาวัตถุสำคัญชิ้นหนึ่งจากโลงศพที่แขวนไว้ใต้หน้าผา กลับไม่คิดว่าจะเจอเรื่องแปลกประหลาดน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้เข้าให้แล้ว

        มีคนอยู่ในโลง!

        ยังมีชีวิตอยู่!

        เขาเอียงศีรษะไปที่ด้านข้างของโลงศพ ก็ได้เห็นใบหน้าที่ถูกปกคลุมด้วยผมยาวและเครา หลายศพถูกฝังอยู่ใต้ดิน ผมและเล็บยังคงงอกยาวต่อได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้พบได้ไม่มาก เหล่าม่อที่ปล้นหลุมฝังศพมานับไม่ถ้วนไม่แปลกใจในสิ่งนี้ เขาขมวดคิ้วทันที เพราะบนซากศพไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากถือไม้พลองยาวสักครึ่งเมตร ในขณะที่เขาคิดจะสำรวจเพิ่มเติมอีกก้าวหนึ่ง ทันใดใบหน้าที่ถูกปกคลุมด้วยเคราและผมยาวนั้นก็ได้ลืมตาขึ้น จ้องมองเหล่าม่ออย่างว่างเปล่า แต่สีหน้าที่ดูซึมเซาหงอยเหงานี้ สำหรับเหล่าม่อแล้ว กลับเป็นเหมือนสายฟ้าผ่าสายหนึ่งฟาดใส่ร่างเขา

        “ซากอสูร!”

        ความคิดแวบแรกที่เกิดขึ้นในจิตใจของเหล่าม่อคือสิ่งนี้ ในเวลาเดียวกันเขารู้สึกอกสั่นขวัญหาย สิ่งนี้ที่เป็นเพียงการหยอกเล่น ซึ่งเกิดขึ้นในตำนานของโจรล่าหลุมฝังศพ ที่ปรากฏขึ้นโทนโท่ต่อหน้าต่อตาเขา ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักว่าเขาต้องตายแล้วแน่ๆ หลังจากหดศีรษะกลับเหมือนเต่า เหล่าม่อสั่นเทิ้มไปทั่วร่าง ยึดติดแน่นกับผนังหินหน้าผาไม่กล้าไหวติงสักนิด หว่างขาสองข้างมีความร้อนกระแสหนึ่งไหลทะลักออกมา ชั่วพริบตา เขากลับลืมเป่านกหวีดส่งเสียงดังให้ดึงเขาขึ้นไปหมดแล้ว

        “แควก แกร๊ก เอี๊ยดๆ” ทันใดนั้น โลงศพที่อยู่ข้างๆ ก็ส่งเสียงเขย่าขวัญทำให้ผู้คนเข็ดฟันดังออกมา ในใจเหล่าม่อยิ่งหวาดกลัว ในเวลานี้เหล่าม่อได้รู้สึกถึงผนังหน้าผาหินที่แนบไว้แน่นกลับสั่นสะเทือนเล็กน้อย นอกจากนี้ ดูเหมือนจะได้ยินเสียง “โครม” ดังขึ้น

        “ออกไปจากที่นี่!” จู่ๆ เสียงแข็งแปลกน่ากลัวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากข้างๆ โจวฉางคั่นได้เห็นซากอสูรในโลงกำลังคลานออกมาอย่างช้าๆ ผมเผ้าสยายเต็มศีรษะพูดกับเขาประโยคหนึ่ง

        ในลำคอของเหล่าม่อมีเสียงดัง “แกร๊กๆ” ขึ้นมาพักหนึ่ง สมองยิ่งมึนตึ้บไปทั้งแถบ แต่จิตสำนึกที่ยังขอไว้ชีวิตทำให้เขาตอบสนองออกมาโดยไม่รู้ตัว “ได้ๆ ข้าจะไป ข้าจะรีบจากไป ท่านปู่ซากอสูรไว้ชีวิตด้วย ข้าไม่กล้ามารบกวนความสงบสุขของท่านอีกต่อไปแล้ว…”  เหล่าม่อกล่าวซ้ำๆ นับไม่ถ้วน เสียงแฝงสะอื้นไห้ไปหมดแล้ว ถ้าคนรู้จักคุ้นเคยได้เห็นฉากนี้เข้า ต้องไม่อยากเชื่อเด็ดขาดเลยว่าเขาที่มีชื่อเสียงร่ำลือว่าไอ้หน้าด้าน กลับตกใจกลัวจนกลายเป็นแบบนี้

        แต่ตอนนี้ซากอสูรกลับยื่นมือข้างหนึ่งออกมา แล้วจับข้อมือของเหล่าม่อไว้ เหล่าม่อกรีดร้องเสียงประหลาดคราหนึ่ง ดิ้นรนสุดชีวิต การดิ้นรนนี้ทำให้ร่างได้ห่างออกจากผนังหน้าผาหินทันที และร่วงตกลงไปเบื้องล่าง!

        ไม่รู้ว่าข้างบนเกิดเรื่องอะไรขึ้น จู่ๆ เหล่าม่อก็พบว่าเชือกที่ผูกไว้กับเอวของตนเองใช้ป้องกันอะไรไม่ได้เลย! แล้วคนที่อยู่ข้างบนซึ่งลากตนเองไว้ล่ะ?!

        “อ๊าาา”  เหล่าม่อร้องเสียงสะพรึงกลัวเสียงหนึ่ง จากนั้นจึงตกลงไปในลำน้ำอันเวิ้งว้าง…ก่อนที่จะตกลงไปในน้ำ เขาเห็นเงาดำมหึมาเงาหนึ่งได้ตกลงมาจากข้างบนด้วยอย่างเลือนราง

        ทันทีที่เขาตกลงไปในแม่น้ำ ข้างบนก็มีเสียงโครมๆ…ดังสนั่นพักหนึ่ง ผู้ชายที่ยืนอยู่บนหน้าผาตะโกนออกมาอย่างสิ้นหวัง “โอ้ ภูเขาพังทลาย…”

        “โครมครืน…”

        ตัวภูเขาที่ยาวขนาดสามสี่ลี้ท่อนหนึ่งได้กลิ้งตกมาจากหุบเขา ตกลงไปในตำแหน่งตรงกลางของคนนับร้อยนั้น

        ผิวลำน้ำเกิดเป็นคลื่นสูงพันๆ ชั้น แต่ทหารยมทูตแบกโลงศพในที่ไกล กลับไม่สะดุ้งสะเทือนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยังคงเดินไปตามผิวน้ำมุ่งหน้าต่อไป เพียงแต่ขบวนซึ่งไร้จุดสิ้นสุดนี้ได้ยาวขึ้นมาอีกเล็กน้อยแล้ว…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยันต์ประกาศิตหยินหยาง” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3142

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)