0 Views

        “ใช่แล้ว ข้าไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง! เขาไม่เพียงกลับมา แต่ยังใช้ของวิเศษต้นเสมือนเทพ สังหารศิษย์สำนักอี๋สุ่ยสี่คนที่ถาโถมเข้ามา เขาไม่สนใจตำแหน่งเจ้าสำนักคนต่อไป ไม่สนใจว่าจะตกอยู่ในวงล้อมแน่นหนา เอาตัวเข้าขวางอยู่เบื้องหน้าข้า!”

        “ข้าเกลี้ยกล่อมให้เขาไป ข้ารู้ดีตราประทับมารทมิฬบวกกับจี้เมี่ยที่กำลังกลืนกินข้า ข้าเหมือนเทียนไขท่ามกลางลมพายุวิญญาณ ดับสูญได้ทุกเมื่อ แต่เขาไม่ยอมไป ขวางการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากำลังของคนเพียงคนเดียวมีจำกัด อีกทั้งยอดฝีมือทั้งสองอย่างเจ้าสำนักอี๋สุ่ยและประมุขพรรคเทพโลหิตก็เตรียมลงมือแล้ว ในช่วงเวลาความเป็นความตายนี้เอง วิถีกระบี่ของจางเมิ่งเต้าก็ทะลวงถึงขั้นกฎเกณฑ์แห่งมิติสูงสุด มิติแตกสลาย! เขาใช้พลังฉีกมิติ พาข้าข้ามมิตินับไม่ถ้วน หลบหนีมาถึงแดนต้องห้ามของเผ่ามาร ‘ทะเลกำเนิดมาร’ ขณะเดียวกันก็สลัดพ้นจากการไล่ล่าทั่วทุกสารทิศได้สำเร็จ”

        “ข้าในตอนนั้น ภายใต้การสะกดของตราประทับมารทมิฬ จำนวนขั้นของกายหลอมมารเทพลดลงถึงกายหลอมมารฟ้าขั้นที่สอง อีกทั้งวิญญาณไม่คงที่ ช้าเร็วจิตมารก็จะสลายไป ข้าเหนื่อยแล้ว อยากปล่อยวาง แต่เขาไม่ยอม เขาบอกว่ายังเอาชนะข้าไม่ได้! เขาจะช่วยข้าฟื้นฟูความสามารถสูงสุด ถึงตอนนั้นค่อยมาต่อสู้เป็นตายกันอีกครา!”

        “พวกเรามาถึงภายในรอยแตกมิติแห่งหนึ่งบนทะเลกำเนิดมาร ยามนี้ข้าถึงรู้ว่าเขามีจิตวิญญาณที่สองเช่นกัน และถึงขั้นคืนสู่ว่างเปล่าช่วงปลายแล้ว เพียงแต่ไม่เคยคิดที่จะเอาออกมาใช้ตอนต่อสู้กับข้า เขาบอกว่าต้องการเอาชนะด้วยร่างเดิม จึงจะถือว่าได้ชัยชนะอย่างแท้จริง!”

        “ภายในรอยแตก เขาสื่อสารกับจิตของจี้เมี่ย ในที่สุดก็ใช้จิตวิญญาณที่สองควบคุมจี้เมี่ย เพื่อทำลายตราประทับมารทมิฬในห้วงวิญญาณของข้า ขณะเดียวกัน เขาก็นำสมบัติมารชั้นยอดที่แฝงปราณมารแท้หลายชิ้นออกมา ช่วยต้านความเจ็บปวดจากการทำลายตราประทับมารทมิฬ ผ่านพ้นสามปีเต็ม ขณะที่จิตวิญญาณที่สองของเขากำลังสลายไป ในที่สุดตราประทับมารทมิฬของข้าก็เกิดรอยแตกร้าวขึ้น ทว่า ข้าในตอนนั้นไม่อาจรักษากายมารได้อีกแล้ว แม้แต่วิญญาณก็ยังไม่สมบูรณ์”

        “เขานำสมบัติลับที่ตัวเองเตรียมไว้ ทำการหลอมจิตวิญญาณที่สองขึ้นมาอีกครั้ง ‘มุกตรึงวิญญาณ’ เก็บซากวิญญาณสามสายสุดท้ายของข้าอย่างไม่ลังเล ในเวลาเดียวกันก็ใช้สมบัติมารที่เก็บสะสมไว้เพื่อมอบปราณมารให้ข้า หลีกเลี่ยงไม่ให้จิตมารของข้าดับสูญได้จนถึงตอนนี้”

        “หลังจากนั้น เขาดูเหมือนบ้าคลั่งก็มิปาน ข้ามมิติต่างๆ ไม่หยุดเพื่อค้นหาวิธีฟื้นฟูวิญญาณให้ข้า ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มความสามารถของตัวเองขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

        “ร้ายกาจดุจจอมมารก็มิปาน เวลาสั้นๆ แค่สามแสนปี เขาบรรลุถึงขั้นสูงสุดของเซียนอรหันต์ทองคำ เขากล่าวว่าในเมื่อทั้งสามแดนไม่มีวิธีหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูจิตมารของข้าได้ เช่นนั้นก็ไปแดนสรรค์เสี่ยงดวงดูหน่อย!”

        “ถึงแม้ช่วงข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ใหญ่จะน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง แต่เขาก็ทำได้สำเร็จ วินาทีนั้นเขาดีอกดีใจราวกับเด็กๆ ต่อมาเมื่อมาถึงแดนสวรรค์ เขาบังเอิญได้ไม้ฟื้นวิญญาณชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง ไม้ฟื้นวิญญาณเป็นหนึ่งในสามไม้ทิพย์ในตำนานที่กำเนิดพร้อมกับโลกแห่งความโกลาหล เป็นไม้ล้ำค่าหล่อเลี้ยงฟื้นฟูวิญญาณ บนโลกมนุษย์ล้วนเป็นสมบัติลับคุ้มครองตระกูลและสำนักชั้นสูง นี่คือเหตุผลที่เขาค้นหาแต่ไม่เคยได้มันมา”

        “มีไม้ฟื้นวิญญาณ ข้าไม่ต้องใช้สมบัติมารคอยหล่อเลี้ยงอีกแล้ว ไม่นานนักข้าก็รวบรวมใบหน้าออกมาได้ แต่เขาไม่พอใจ เขาบอกว่าจะไปถามไถ่ยอดฝีมือ ต้องหาไม้ฟื้นวิญญาณได้มากกว่านี้แน่นอน เพื่อให้วิญญาณข้าฟื้นฟูดังเดิม ขณะเดียวกันต้องค้นหาศาสตร์พลิกฟ้าเพื่อหลอมกายให้ข้าอีกครั้ง”

        “ความยึดมั่นถือมั่นของเขา สุดท้ายก็ได้ผลตอบแทน วันหนึ่งหลังจากที่อยู่แดนสวรรค์มาล้านปี ในที่สุดเขาก็พบร่องรอยไม้ฟื้นวิญญาณบนโลกมนุษย์ รวมทั้งวิธีหลอมกายแท้ให้ข้า เขาบอกว่าเขาต้องไปแคว้นหมิงหวงในแดนภูตผี ที่นั่นมีวิธีหลอมกายแท้”

        “แน่นอนว่าสิ่งที่เขาต้องทำก่อนคือไปโลกมนุษย์เพื่อหาไม้ฟื้นวิญญาณจำนวนมาก จากนั้นเขาก็บำเพ็ญถึงขั้นปราชญ์ฟ้า ตั้งฉายาว่า ‘อู๋เมิ่ง (ไร้ฝัน)’ ในแดนสวรรค์ ปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งนับว่ามีชื่อเสียงเลื่องลือ เคยมียอดฝีมือแดนสวรรค์หลายคนผูกบุพเพให้เขา แต่เขาปฏิเสธไป ข้าถามเขาว่าเพราะอะไร เขาบอกเพียงว่ายังเอาชนะข้าไม่ได้ เขาไม่มีความคิดเรื่องความรักระหว่างชายหนุ่มหญิงสาว”

        “ก่อนลงมายังโลกมนุษย์ เขาใช้วิชาลับที่เรียนมาจากผู้อาวุโสที่เชี่ยวชาญกฎแห่งมิติท่านหนึ่ง รวมกับต้นเสมือนเทพซึ่งเป็นของวิเศษของตน สร้างเขตแดนขึ้นแห่งหนึ่ง ตั้งชื่อว่าแดนเสมือนเทพ ตั้งกฎฟ้าดินชุดหนึ่ง ทั้งยังใส่แหล่งปราณมารไว้ในนั้น เพื่อให้ข้ารับปราณมารแท้ในแดนเสมือนเทพได้ เขาบอกว่าต่อไปข้าก็อาศัยอยู่ที่นี่ ที่นี่ยังเป็นที่ถ่ายทอดวิชาของเขาในอนาคตอีกด้วย”

        “เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เขาพาข้าลงโลกมนุษย์ ยอดฝีมือผู้สร้างแดนสวรรค์ในตอนนั้นได้วางค่ายผนึกเขตแดนและตั้งกฎฟ้าดินไว้ว่า ยอดฝีมือแดนสวรรค์ทุกคน หากลงสู่แดนมนุษย์ ระดับความสามารถจะถูกสะกดอยู่ขั้นเซียนนภาช่วงต้น”

        “หลังจากที่เมิ่งเต้าลงสู่โลกมนุษย์ ได้วางแดนเสมือนเทพไว้ที่รอยแตกมิติแห่งหนึ่ง จากนั้นก็จากไป ข้ารู้ว่าเขาไปค้นหาไม้ฟื้นวิญญาณและไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่เขาบอก เขาย่อมทราบดี เพราะเขาเอาต้นเสมือนเทพไปด้วย นั่นเป็นของวิเศษที่เขาจะใช้ในยามคับขันเท่านั้น”

        “ผ่านไปครึ่งปีเขาก็กลับมา จำนวนไม้ฟื้นวิญญาณที่นำกลับมา ทำเอาข้าตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง! เขาทำเก้าอี้ไม้ฟื้นวิญญาณให้ข้าสามตัว ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ฟื้นวิญญาณชิ้นเล็กๆ ก่อนหน้านี้อีกแล้ว แต่เขาบอกว่าจะเก็บไว้เอง เผื่อวันใดก่อนที่วิญญาณจะแตกสลาย ก็ให้ซากวิญญาณอยู่ในนี้ ไม่แน่เมื่อโอกาสมาถึงอาจฟื้นคืนชีพได้”

        “เขายังบอกว่า สำนักบางแห่งบนโลกมนุษย์ พอรู้ว่าเขาคือยอดฝีมือแดนสวรรค์ ก็แย่งกันมอบไม้ฟื้นวิญญาณเหล่านี้ให้เขา ข้าไม่เชื่อ แม้วิญญาณข้าจะไม่สมบูรณ์ สติรางเลือน แต่ในความรางเลือน ข้ารู้สึกว่าเขาได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่เขาไม่พูดออกมา”

        “ร้อยปีต่อมา เขาทุ่มเทสร้างแดนเสมือนเทพจนเสร็จสมบูรณ์ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เขาต้องไปแดนภูตผีแล้ว ก่อนไปเขาทิ้งต้นเสมือนเทพไว้เป็นรากฐานของแดนเสมือนเทพ ของวิเศษชั้นยอดต่างๆ ที่เขาเก็บรวบรวมก็ทิ้งไว้ที่วิหารสมบัติพิสดาร เขาบอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีของวิเศษให้ลูกศิษย์ตัวเองบ้าง มิเช่นนั้นถ้าถูกลูกศิษย์สบประมาท มันก็น่าขายหน้าเกินไป”

        “เขาจากไป เช่นเดียวกับในอดีต เพียงแต่ ล้านปีแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?”

        ดวงตาของเฟยอู่ที่พร่าเลือน ฉายแววประกายระยิบระยับ ความคิดล่องลอยไปไกลแสนไกล…

        ……………

        ในห้วงความทรงจำ บนยอดเขาจื่อหลิง บุรุษชุดเขียวยืนถือกระบี่ จับจ้องด้วยความโกรธเกรี้ยว ใกล้กันมีหญิงสาวสวมชุดดำ เปี่ยมด้วยสง่าราศี ยืนดูลำธารสายน้ำไหล

        “ฮึ นางมาร! เจ้าอาศัยร่างแยก ถึงโชคดีเอาชนะข้าได้ไม่ใช่หรือ!”

        “ไม่ต้องพูดมาก รีบเอาสมบัติมารให้ข้า! ฮ่าๆ ได้มาห้าชิ้นแล้ว เจ้าคงปวดใจจนแทบทนไม่ไหวล่ะสิ?”

        “รอให้ข้าบรรลุถึงขั้นเซียนนภา ข้าจะโค่นเจ้าด้วยกระบี่ของข้า จางเมิ่งเต้า!”

        “ข้าว่าอย่างเจ้าน่ะ! อายุขัยน้อยกว่าข้า ร่างกายก็อ่อนด้อยกว่าข้า อาศัยอะไรมาฆ่าข้า? อาศัยฉายาสังหารมารของเจ้าหรือ? อีกอย่าง ปีศาจในใต้หล้ามีมากมาย ไฉนถึงมาพัวพันอยู่กับข้าคนเดียว?”

        “จะ เจ้า นางมาร! ใครพัวพันกับเจ้า! ข้านักพรตสังหารมาร จนถึงตอนนี้กำจัดปีศาจไปนับไม่ถ้วน กลับพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับเจ้าเพียงคนเดียว ไม่ฆ่าเจ้า แล้วจะฆ่าใคร?!”

        ………………

        ในห้วงความทรงจำ ภายในค่ายพิชิตมาร ใบหน้าบุรุษชุดเขียวเย็นชาดวงตาเบิกกว้าง เปี่ยมด้วยโทสะ ด้านหลังของเขา ดวงตาหญิงสาวชุดดำฉายแววประกายสั่นระริก

        “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! ทำไมต้องสังหารศิษย์ร่วมสำนักเพื่อช่วยนางมารอย่างข้าด้วย!”

        “ร่วมสำนัก? ข้าจางเมิ่งเต้าไม่มีศิษย์ร่วมสำนักที่เสแสร้งจอมปลอมเช่นนี้! น่าขำ น่าขำนัก! ข้าบำเพ็ญเซียนมาตั้งแต่เด็ก ตั้งปณิธานกำจัดปีศาจทั้งหมดในใต้หล้า ผดุงคุณธรรม ไม่เคยคิดเลยว่า ปีศาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เผ่าพันธุ์ แต่เป็นจิตใจมนุษย์! เฮอะ! ตั้งแต่วันนี้ไป ใต้หล้าไม่มีนักพรตสังหารมารอีกแล้ว!”

        “จะ เจ้าโง่หรือไง?! เจ้าเป็นเจ้าสำนักอี๋สุ่ยคนต่อไป! ตอนนี้ข้าเหลือซากวิญญาณสามสาย ทั้งยังถูกตราประทับมารทมิฬผนึกไว้ อย่างไรต้องตายอยู่แล้ว! เจ้ายังไม่รีบไปอีก! เพื่อข้ามันคุ้มแล้วหรือ?”

        “ฮึ ข้าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า! เมื่อครู่เจ้าไม่เห็นพวกชั่วช้าที่คิดสังหารแม้กระทั่งข้าหรือ! ข้าแค่ตอบโต้เพื่อปกป้องตัวเอง!”

        ………………

        ในห้วงความทรงจำ เหนือท้องทะเลกำเนิดมาร บุรุษชุดเขียวขมวดคิ้วแน่น แววตามีละรอกคลื่นประหลาดไหลเวียน ภายในมุกตรึงวิญญาณมีเงาซากวิญญาณชุดดำใบหน้าเลือนรางคล้ายมีคล้ายไม่มี

        “เจ้าจะกลุ้มใจไปทำไม ข้าเหลือซากวิญญาณเพียงสามสาย ไม่มีปราณมารหล่อเลี้ยง คงทนได้อีกไม่กี่ชั่วยาม เหตุใดเจ้ายังนำสมบัติลับมุกตรึงวิญญาณให้ข้าใช้ล่ะ?”

        “เจ้าอย่าได้คิดวิญญาณแตกสลายไปแบบนี้! ข้ายังไม่ได้เอาชนะเจ้าด้วยมือข้าเอง เจ้าจะแล้วกันไปแบบนี้ไม่ได้! ก็แค่ปราณมารไม่ใช่หรือ? สมบัติมารของข้ามีมากมาย ตั้งแต่นี้ไปทั้งหมดจะใช้หล่อเลี้ยงเจ้า!”

        “เอ๋? นั่นมันสมบัติล้ำค่าที่เจ้าเก็บสะสมมิใช่หรือ? ทำไมต้องเอามาใช้กับเรื่องแบบนี้เล่า เมื่อใช้สมบัติมารหล่อเลี้ยงวิญญาณมารแล้ว ปราณมารจะสลายหายไป สมบัติมารก็จะไร้ประโยชน์นะ!”

        “อ้อ จริงสิ ลืมบอกเจ้าเสียสนิท ความสนใจของข้าเปลี่ยนไปแล้ว”

        “ฮะ? ครึ่งปีก่อน เจ้ายังเสียใจแทบตายที่พ่ายแพ้ให้ข้า! เอ๋ ไฉนเจ้าถึงร้องไห้กัน?”

        “เชอะ! ข้าจางเมิ่งเต้าเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก จะร้องไห้ได้อย่างไร! เห็นๆ อยู่ว่าลมพัดทรายเข้าตาจนระคายเคืองเท่านั้น!”

        “เจ้าใกล้จะเป็นเซียนนภาแล้วยังเคืองตาอีกหรือ? อีกอย่าง เหนือท้องทะเลมีทรายที่ไหนกัน…เอ๋? เจ้าทำอะไรน่ะ! ข้ายังพูดไม่จบเลยนะ! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเก็บข้า!”

        ………………

        ในห้วงความทรงจำ ณ แดนสวรรค์ บุรุษชุดเขียวที่ผ่านการเคี่ยวกรำมามากมาย ทว่าแววตาคมกล้ายิ่งกว่าแต่ก่อน ภายในไม้ฟื้นวิญญาณ ใบหน้ารวมทั้งแววตาของซากวิญญาณชุดดำเปี่ยมด้วยความปีติยินดี

        “ฮ่าๆๆ! เฟยอู่! วันนี้ได้เรื่องเยอะเลย! ไม่เพียงสอบถามจนได้ที่อยู่ของไม้ฟื้นวิญญาณบนโลกมนุษย์ แต่ยังพบวิธีฟื้นฟูร่างกายของเจ้าอีกด้วย!”

        “เอ๋ ทำไมเจ้าไม่เรียกข้าว่านางมารล่ะ? อีกอย่าง ข้าก็มีไม้ฟื้นวิญญาณอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ไยต้องหามาอีก?”

        “ฮึ ข้ารู้สึกว่าใกล้จะบรรลุถึงขั้นปราชญ์ฟ้าแล้ว เมื่อสำเร็จข้าจะตั้งฉายาตัวเองว่าอู๋เมิ่ง วันหน้าข้าก็คือปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่ง! เป็นไง ผ่าเผยล่ะสิ! ไม้ฟื้นวิญญาณเพียงเท่านี้หล่อเลี้ยงได้แค่ใบหน้าเจ้าเท่านั้น ไม่อาจรวมร่างกายของเจ้าได้ ข้าต้องไปหามาอีก!”

        “ความจริง แบบนี้ข้าก็พอใจแล้ว! อย่าพยายามทำเพื่อของนอกกายเหล่านั้นอีกเลย ดีไหม?”

        “ไม่ดีอย่างยิ่ง! ไม่รวมร่างกายเข้าด้วยกัน เจ้าจะฟื้นฟูร่างกายได้อย่างไร! ไม่ฟื้นฟูร่างกาย แล้วข้าจะเอาชนะเจ้าได้อย่างไร!”

        “เจ้าถึงขั้นปราชญ์ฟ้าแล้ว ถึงข้าคืนชีพ บำเพ็ญเพียรอีกล้านปี ก็อาจสู้เจ้าไม่ได้แล้ว เหตุใดเจ้ายังยึดติดอยู่อีกเล่า”

        “เช่นนั้น ข้าก็จะรอเจ้าสิบล้านปี! พันล้านปี! รอเจ้ารวบรวมร่างแท้หลอมเป็นมารฟ้านอกแดน เราค่อยมาสู้กัน!”

        ………………

        ในห้วงความทรงจำ ภายในสุสาน บุรุษชุดเขียวฝืนทำเป็นไม่สะทกสะท้าน รักษาอาการบาดเจ็บเงียบๆ เงาซากวิญญาณชุดดำน้ำตาคลอเบ้านั่งบนเก้าอี้ฟื้นวิญญาณสามตัว

        “ต้นไม้น้อย! เจ้าว่า ไม้ฟื้นวิญญาณมากมายขนาดนี้ เขาพยายามช่วงชิงมาใช่ไหม! เขาได้รับบาดเจ็บมาใช่ไหม!”

        “อะ เอ่อ นายท่านสู้…”

        “นี่ เขายังพูดไม่จบ เหตุใดเจ้าถึงเก็บเขาไปแบบนี้?”

        “ต้นเสมือนเทพเหนื่อยแล้วก็เลยซ่อนตัวกลับเสียเอง! ไม้ฟื้นวิญญาณนี้ พวกเขาร้องขอมอบให้ข้าทั้งนั้น! วิชากระบี่เซวียนหยวนของข้าไร้เทียมทานในใต้หล้า ใครจะทำอะไรข้าได้!”

        “ไฉนข้าถึงรู้สึกว่าเจ้ากำลังโคจรพลังภายในเซวียนหยวน รักษาอาการบาดเจ็บอยู่?”

        “ไม่เข้าใจสินะ! ข้าไม่ปล่อยเวลาบำเพ็ญเพียรให้เสียเปล่า! มันคือความขยันต่างหาก!”

        ………………

        ในห้วงความทรงจำ ใต้ต้นเสมือนเทพ บุรุษชุดเขียวยืนหันหลัง หยาดน้ำตารินไหล ท่ามกลางปราณมาร เงาวิญญาณชุดดำเหม่อมองออกนอกสุสานที่เต็มไปด้วยประกายแสงเจิดจ้า

        “ในที่สุดก็ถ่ายทอดวิชาออกไปแล้ว ดูว่าผู้มีวาสนาท่านใดจะกลายเป็นศิษย์ของข้าพเจ้า”

        “ถ่ายทอดวิชาก็ถ่ายทอดไปสิ! ทำไมเจ้าต้องแสร้งวางมาดใหญ่โต แล้วก็ ‘ข้าพเจ้า’ เอย ‘ท่าน’ เอย เหมือนบรรพจารย์เฒ่าก็มิปาน”

        “ชิ! ไม่เข้าใจสินะ! นี่เรียกว่าน่าเกรงขาม! เข้าใจไหม? ทำเช่นนี้จะช่วยข้าสร้างภาพลักษณ์ที่เปี่ยมบารมีน่าเกรงขาม ทั้งยังลึกลับคาดเดายากขึ้นในใจของศิษย์ข้าในอนาคตด้วย! อ้อ จริงสิ หม้อยาเล็กๆ ใบนั้นของเจ้า ทำอย่างไรก็ไม่ยอมเข้าไปในวิหารสมบัติพิสดาร ข้าก็เลยสร้างห้องยาทางทิศเหนือและมอบสมุนไพรทิพย์ทั้งหมดที่เก็บมาหลายปีให้เขา หากเจ้าต้องการยาอะไรก็ไปหาเขาได้ ข้าช่วยเขารวมเป็นจิตแท้แล้ว”

        “เจ้าอยู่หาลูกศิษย์เองไม่ดีกว่าหรือ? ร่างกายและวิญญาณข้ารวมกันได้พอสมควรแล้ว ไม่ต้องการกายมารอีกแล้ว”

        “ข้าบอกกี่รอบแล้ว! เป้าหมายของข้าคือรอให้เจ้าฟื้นฟูดังเดิมแล้วเอาชนะเจ้า! ข้านับว่าเป็นปราชญ์ฟ้าที่มีชีวิตมานานกว่าล้านปี ความอัปยศหนึ่งเดียวคือพ่ายแพ้ให้เจ้า ข้าจะฝืนกลืนโทสะนี้ลงได้อย่างไร!”

        “เจ้าจะไปก็ไปเถอะ ทำไมต้องปิดบังกระทั่งจิตวิญญาณ ได้แต่ส่งเสียงให้ข้าเท่านั้น เจ้าไม่อยากมองข้าสักนิดเลยหรือ?”

        ……

        “เจ้า ไฉนถึงไม่พูดล่ะ! พูดสิ! ต้นไม้น้อย! เขาทำอะไรอยู่!”

        “อะ เอ่อ นายท่านเขาไปแล้ว…”

        ความจริง ข้ารู้ดี ที่เจ้าไม่กล้ามองข้า เจ้ากลัวว่าเพียงแค่มองข้าแวบหนึ่ง เจ้าคงไม่มีทางตัดใจไปจากที่นี่ได้อีก

        ตอนนี้ ผ่านไปล้านปีแล้ว ส่วนเจ้านั้นอยู่แห่งหนใดกัน?


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)