0 Views

        ลวี่เหลียงสงบนิ่ง ในแววตาไม่มีระลอกคลื่นใดๆ วันที่สองหลังจากผสานหลอมรวมจิตมาร ลวี่เหลียงไม่ได้กลับบ้าน เขามุ่งหน้าตรงไปยังหอฝึกฝน

        พบกับหมีชั้นที่สามอีกครั้ง หมีตัวโตลูบหัวตัวเองอย่างซื่อๆ ส่ายหน้าเผลอยิ้มออกมา กล่าวว่า “อย่าสู้เลย ข้ายอมแพ้! ข้ารู้สึกว่าตัวเองสู้เจ้าไม่ได้!” ชั้นที่สาม ผ่าน!

        ชั้นที่สี่ เป็นสัตว์อีกตัวหนึ่งตามคาด อินทรียักษ์! ลวี่เหลียงเงื้อกระบี่เฟยหลิง ใช้กระบวนท่าหลบวายุโดยตรง และปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่ใจคะนึงในเวลาเดียวกัน ด้วยการโจมตีประสานนี้ ทำให้อินทรียักษ์ยอมจำนน ชั้นที่สี่ ผ่าน!

        ชั้นที่ห้า เป็นวานรตัวหนึ่ง! ชั่วขณะที่ประมือกัน ลวี่เหลียงพลันรู้สึกได้ว่า ความว่องไวของหมาป่า ความเร็วของเสือดาว พลังของหมี ความพิสดารของอินทรี ทั้งหมดรวมอยู่ในวานรตัวนี้! ทว่า ถึงเป็นเช่นนี้ แล้วจะทำอะไรข้าได้?

        ลวี่เหลียงยิ้มจางๆ ใช้กระบวนท่าหลบวายุ ขณะเดียวกันเหนือศีรษะพลันปรากฏบุปผากระบี่ดอกหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน จากนั้นก็สองดอก สาม สี่ ห้าดอก…จนกระทั่งสิบดอก ปลิวกระจัดกระจายตรงหน้าวานร ขณะที่วานรถูกโจมตีจนล้มคว่ำ ลวี่เหลียงคลี่ยิ้มน้อยๆ ใจกระบี่กระบวนที่สอง ‘เจตจำนงกระบี่สราญรมย์’ พอใช้ได้ ชั้นที่ห้า ผ่าน!

        หลังที่วานรยอมแพ้ ตำแหน่งใจกลางชั้นที่ห้าพลันปรากฏแผ่นศิลา ด้านบนมีถาดกลม ลวี่เหลียงก้าวไปเบื้องหน้า ยื่นมือลูบถาดกลม หัวใจเต้นรัว เริ่มต้นทำการหลอม ครึ่งชั่วยามต่อมาก็สำเร็จ!

        พริบตาที่หลอมสำเร็จ ลวี่เหลียงรู้สึกได้ว่าแดนเสมือนเทพทั้งหมดอยู่ในจิตวิญญาณ ตอนนี้เขาอยู่ภายในหอฝึกฝน รับรู้ถึงทิวทัศน์ทั้งหมดภายนอกหอได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญที่สุดคือ เขารู้สึกว่าเพียงแค่นึกคิด ก็ออกจากแดนเสมือนเทพได้แล้ว! แต่เขาไม่ได้รีบร้อนขนาดนั้น ก่อนไป ยังจำเป็นต้องกล่าวอำลาอีกหลายๆ คน

        รุ่งสาง ลวี่เหลียงในชุดสีขาวรุดหน้ามาที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อน ที่นี่เป็นที่ที่จิตแดนเสมือนเทพอาศัย ยามนี้ จิตแดนเสมือนเทพได้รอคอยอยู่ก่อนแล้ว “ฮ่าๆ ผ่านมาสิบปี เทียบกับเจ้าหนูโง่เง่าตอนที่เพิ่งมาถึง เจ้าเปลี่ยนไปมากทีเดียว มีบางอย่างที่ข้าต้องบอกไว้ก่อน ของวิเศษในแดนเสมือนเทพ ก่อนที่เจ้าจะได้รับการถ่ายทอดจากนายท่าน เจ้าไม่มีทางหลอมมันทั้งหมดแล้วเอาไปได้ อีกทั้งนายท่านยังเคยออกคำสั่งห้ามเอาไว้ ก่อนที่เจ้าจะได้รับการถ่ายทอดโดยตรง ถ้าหากออกไปจากที่นี่ ต้องใช้เวลาอยู่โลกภายนอกสิบปีถึงจะกลับเข้ามาที่นี่ได้อีกครั้ง ระหว่างนี้ ถึงแม้เจ้าอยากจะกลับก็กลับเข้ามาไม่ได้ เจ้าตัดสินใจจะออกไปตอนนี้หรือ?”

        เป็นครั้งแรกที่ลวี่เหลียงคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม โขกศีรษะให้จิตแดนเสมือนเทพสามครา “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ สิบปีมานี้ผู้เยาว์ได้เก็บเกี่ยวประโยชน์มากมาย ข้าตัดสินใจแล้ว อยู่ที่นี่แม้มีทั้งปราณมารและปราณดั้งเดิมที่เข้มข้น แต่ข้ารู้สึกว่าถึงขีดสุดแล้ว ยิ่งกว่านั้นข้ามีเหตุผลที่ต้องออกไป ต้องไปให้ได้!”

        “ความสามารถของเจ้าตอนนี้ ออกไปท่องโลกภายนอกจะต้องระวังตัวให้มาก ความจริงอยู่ที่นี่ แม้มีลมปราณมากเพียงพอ แต่ยังขาดประสบการณ์และไม่มีอาจารย์คอยสั่งสอน เนื่องจากกฎที่ตั้งไว้ ก่อนที่เจ้าจะได้รับการถ่ายทอดจากนายท่าน พวกเราไม่อาจตักเตือนสอนสั่งใดๆ ได้ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ” จิตแดนเสมือนเทพสะบัดมือ เบื้องหน้าพลันปรากฏถุงผ้าเล็กๆ กำไลข้อมือและป้ายหยก “ในถุงนี้บรรจุหินธาตุ ซึ่งมีปราณดั้งเดิมสำหรับผู้ฝึกฝน และยังใช้เป็นเงินหมุนเวียนซื้อขายสิ่งของในโลกฝึกเซียนได้ หินธาตุแบ่งเป็นคุณภาพต่ำ คุณภาพกลาง คุณภาพสูงและชั้นยอด แต่ละชนิดแตกต่างกันมาก หินธาตุในถุงนี้มีคุณภาพต่ำห้าพันเม็ด คุณภาพกลางหนึ่งร้อยเม็ด คุณภาพสูงสิบเม็ด มอบให้เจ้าเอาไว้ใช้ นอกจากนี้ ข้าจะมอบกำไลฟ้าดินให้เจ้า มันเป็นของวิเศษขั้นเซียน คุณภาพเหนือกว่าถุงบรรจุสิ่งของทั่วไป ภายในกว้างใหญ่ไพศาลสุดหล้า เพียงพอให้เจ้าใช้เก็บสิ่งของ ของเหล่านี้ถือว่าข้ามอบให้แทนนายท่านเถอะ สุดท้ายคือป้ายหยกชิ้นนี้ เมื่อรับไปแล้วเจ้าต้องผสานมันเข้ากับจิตวิญญาณ หลังจากนี้สิบปี เมื่อป้ายหยกฟื้นคืนลมปราณ เจ้าใช้มันเพื่อกลับมาที่นี่ได้อีกครั้ง”

        “ขอบคุณผู้อาวุโส!” ขอบคุณ! ขอบคุณจากใจจริง! ของเหล่านี้ สำหรับลวี่เหลียงแล้ว เรียกได้ว่าสำคัญอย่างยิ่ง!

        “ไปเถอะ ขอเพียงเจ้าไม่ตาย แดนเสมือนเทพจะยังคงอยู่ในจุดเดิมที่เจ้าเข้ามา เจ้าคงเข้าใจคำกล่าวที่ว่าคนไม่มีความผิด กลับมีความผิดที่ซ่อนหยกงามไว้ ไม่ว่าจะเป็นแดนเสมือนเทพแห่งนี้ ความลับหรือความมั่งคั่งของเจ้า อาจนำมาซึ่งหายนะถึงชีวิตแก่เจ้าได้! จงเป็นคนดี หวังว่าเจ้าจะระมัดระวังตัว!” จิตแดนเสมือนเทพวางมาดผู้อาวุโส ในดวงตากลมโตเผยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง

        “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ ผู้เยาว์จะจดจำใส่ใจ!” ลวี่เหลียงรู้ดี โลกฝึกเซียนไม่มีกฎเกณฑ์ ความสามารถคือทุกสิ่ง ตัวอย่างการเข่นฆ่าแย่งชิงสมบัติมากมาย ล้วนได้ยินได้ฟังมาจากตอนสนทนากับเหล่าจิตของวิเศษ

        กราบลาจิตแดนเสมือนเทพแล้ว ลวี่เหลียงก็มุ่งหน้ามายังหน้าประตูวิหารสมบัติพิสดาร คุกเข่าโขกศีรษะอย่างนอบน้อม “ผู้เฒ่าเทียนฉงจื่อ! พี่สาวชิงฉือ! ข้าพาเฟยหลิงจากไป แต่ข้าจะกลับมาอีกครั้ง! สักวันหนึ่ง ข้าจะหาร่างเดิมของพวกท่านให้พบ จากนั้นก็พาพวกท่านออกไปด้วยกัน!”

        “ฮ่าๆ น้องชายทึ่ม พี่สาวดูเจ้าไม่ผิดเลย!” ขณะที่ลวี่เหลียงหันกายจากไป น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเคยของเซียนชิงฉือพลันดังแว่วเข้ามาในจิตวิญญาณ

        สถานที่สุดท้าย เป็นที่ที่ลวี่เหลียงให้ความสำคัญที่สุด สุสานทางทิศใต้! เขามีแรงกระตุ้นในการเข้าไปในสุสาน!

        กลางดึก หน้าสุสาน ชายชุดดำค่อยๆ ปรากฏตัว “เข้ามาเถอะ นางรอนานแล้ว” สิ้นเสียงของเขา ลวี่เหลียงพลันถูกแรงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ขุมหนึ่งลากเข้าไปในสุสาน

        “ที่นี่คือภายในสุสาน? ปราณมารแท้ทรงพลังมาก!” นี่เป็นความรู้สึกแรกของลวี่เหลียงหลังจากที่ได้เข้ามา

        พื้นที่ภายในสุสานไม่ใหญ่มาก แต่เต็มไปด้วยปราณมารแท้ที่เข้มข้น ตรงกลางวางเก้าอี้ไว้สามตัว ทางซ้ายสุดว่างเปล่า ตรงกลางกับขวาสุดมีหญิงสาวนั่งอยู่ ที่น่าสนใจคือ หญิงสาวทั้งสองเหมือนกันอย่างกับแกะ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกหรือว่าลมปราณ!

        ยามนี้เสี่ยวเฮยก็อยู่ด้วย แต่อยู่ในอ้อมแขนของหญิงสาวด้านขวาสุด หมอบลงอย่างเพลิดเพลินใจ ตอนที่ลวี่เหลียงเข้ามา ได้พยักหน้าทักทายเขาแล้ว

        หญิงสาวสองคนสวมอาภรณ์สีดำ รูปร่างบอบบาง หน้าตางดงามดุจภาพวาด ยามนี้กำลังมองดูลวี่เหลียงตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา งดงามไม่แพ้เทพเซียนลงมาจุติ

        สิ่งที่ทำให้ลวี่เหลียงยิ่งหวาดหวั่น คือเจตนาแห่งการต่อสู้อันเฉียบคมในแววตาของหญิงสาว! มองจากภายนอก หญิงสาวทั้งสองดูอ่อนแอ หรือเรียกได้ว่าอ่อนแอเกินไป ลวี่เหลียงรู้สึกว่าแค่ปราณกระบี่ก็ทำให้พวกนางหายวับไปได้ ทว่าในแววตาของพวกนางแฝงความอหังการ ทำให้ลวี่เหลียงยอมสยบในพริบตา นี่เป็นความรู้สึกกดดันดุจพันทัพคำราม หมื่นอาชาห้อทะยาน ความรู้สึกยำเกรงต่อผู้บังคับบัญชาที่ตนเองไม่อาจควบคุมได้

        “ที่แท้เป็นสายเลือดของตระกูลเสวียนหลี นึกไม่ถึงว่าจะถูกตราประทับมารทมิฬผนึกเช่นเดียวกับข้า แต่ดูท่าผู้ที่ผนึกเจ้าแค่ไม่ต้องการให้เจ้าเผยปราณมารเท่านั้น ไม่ได้กักขังร่างกายและวิญญาณของเจ้า” น้ำเสียงอ่อนโยนดังแว่วมา ทำให้ลวี่เหลียงเบนสายตาจดจ่ออยู่กับหญิงสาวที่อยู่ตรงกลางอีกครั้ง

        “เรื่องราวของเจ้า ข้าพอรู้คร่าวๆ มาจากเสี่ยวเฮยแล้ว ข้าคือนายคนแรกของเสี่ยวเฮย เสวียนหลีเฟยอู่ ‘ผู้พิทักษ์’ ตระกูลเสวียนหลี หนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งแดนมารในตอนนั้น ตามที่เสี่ยวเฮยบอก มารดาของเจ้า เสวียนหลีเยว่ เป็นหลานสาวของพี่ใหญ่ข้าเสวียนหลีเทียนเลี่ย และเป็นนายคนที่สองของเสี่ยวเฮย” หญิงสาวจับจ้องลวี่เหลียงด้วยความเมตตา “ที่เจ้าเห็นตอนนี้ เป็นแค่ซากวิญญาณสองสายของข้าเท่านั้น”

        เสวียนหลีเยว่! ถึงแม้ในความทรงจำจิตมาร ท่านพ่อเรียกท่านแม่ว่าเยว่เอ๋อร์ แต่พอได้ยินชื่อเดิมของท่านแม่! ลวี่เหลียงก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้! โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวตรงหน้าคือญาติฝ่ายแม่ของตนเอง ทำให้ลวี่เหลียงที่อยู่กับพ่อมาตั้งแต่เด็กบังเกิดความรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง!

        “เดิมทีเฟยอู่มีซากวิญญาณสามสาย หนึ่งในนั้นคือเงามายาถือกระบี่จี้เมี่ยที่เจ้าเห็น เพียงแต่ นางได้หายไปชั่วนิรันดร์แล้ว” เสี่ยวเฮยเอ่ยเบาๆ กับลวี่เหลียง

        “นะ…นี่…ขะ…ข้า…”ลวี่เหลียงไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไรดี สมองพลันว่างเปล่า ฟ้าดินยิ่งใหญ่ยังไม่เท่าบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้! ในเมื่อไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไร สิ่งเดียวที่ลวี่เหลียงทำได้คือคุกเข่าลง โขกศีรษะแรงๆ ลงกับพื้นสิบครั้ง!

        “ฮ่าๆ ลุกขึ้นเถอะ เด็กโง่ เมิ่งเต้าบอกว่าขอเพียงข้ามีซากวิญญาณเหลืออยู่หนึ่งสายก็ไม่มีปัญหา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าสูญเสียไปหนึ่งสายจะเป็นไรไปเล่า?” กล่าวจบ หญิงสาวที่เหมือนกันสองคนมองหน้ากันพลางแย้มยิ้ม

        “บุญคุณใหญ่หลวงของผู้อาวุโสบรรพชน ผู้เยาว์จะจดจำไว้ในใจ!” หยาดน้ำตาลวี่เหลียงไหลออกมาโดยไม่อาจควบคุมได้ “ผู้เยาว์ใกล้จะไปแล้ว ผู้อาวุโสมีสิ่งใดที่ผู้เยาว์พอช่วยเหลือได้หรือไม่?”

        “ไปเถอะ ลูกหลานของข้า เจ้านั่นทำเก้าอี้ไม้ฟื้นวิญญาณให้ข้า เพียงพอที่จะรักษาพลังจิตมารของข้าได้ ทางนี้ยังมีจี้เมี่ยอยู่เป็นเพื่อน ข้ามีความสุขดี ให้เสี่ยวเฮยไปอยู่ข้างกายเจ้า ความสามารถของเจ้ายังอ่อนด้อยนัก ไม่อาจสำแดงพลังต่อสู้ทั้งหมดของมันได้ มันจึงเป็นนักรบพิเศษของเจ้าเท่านั้น หากเจอผู้ที่รู้โฉมหน้าที่แท้จริงของเสี่ยวเฮย ต้องระวังให้มาก!” เสวียนหลีเฟยอู่กล่าวอย่างห่วงใย “หากพูดถึงความปรารถนา ไม่รู้ว่าพวกพี่ใหญ่เป็นอย่างไรกันบ้าง เฮ้อ! ล้านปีแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาที่อยู่ในแดนภูตผียังคงสบายดีไหม? วันหน้าหากเจ้ามีโอกาสพบเจอพวกเขา ก็ส่งจดหมายมาบอกข้าบ้าง”

        ทันใดนั้น คล้ายกับนึกอะไรออก เจตนาต่อสู้ในสายตาของเฟยอู่พลันหายไป กลับปรากฏประกายบางอย่างที่แตกต่าง “เกือบลืมเสียสนิท! วันหน้าหากความสามารถของเจ้าบรรลุถึงขั้นเซียนนภาขึ้นไป และบังเอิญมีโอกาสได้พานพบอู๋เมิ่ง บอกให้เขากลับมาเถอะ ข้าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว สู้ไม่ได้ก็ไม่ต้องสู้ ถึงอย่างไรข้าก็ยอมแพ้ไปนานแล้ว”

        ลวี่เหลียงใจลอยไปชั่วขณะ ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสบรรพชนดูคล้ายเทพสงครามก็มิปาน เพียงครู่เดียวกลับคล้ายหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่กำลังโมโห อีกทั้งสายตาที่ไร้ซึ่งเจตนาต่อสู้นั้น กลับแผ่ความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูก หวานชื่น นี่เป็นคำบรรยายเดียวที่เขาพอจะนึกได้

        ลวี่เหลียงในตอนนี้ยังไม่เข้าใจว่าความรู้สึกในแววตาของเสวียนหลีเฟยอู่หมายถึงอะไร แต่ทว่า ไม่กี่ปีต่อมา เมื่อหญิงสาวที่โชคชะตาลิขิตไว้คนนั้นปรากฏตัวในชีวิตเขา เขาก็มองเห็นความรู้สึกแบบนี้ในแววตาของนางเช่นกัน

        ตอนนั้น เขาเพิ่งจะเข้าใจ ความรู้สึกแบบนี้ เรียกว่าความสุข


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)