0 Views

        ลวี่เหลียงรู้สึกเลื่อมใสเสี่ยวเฮยที่อยู่ตรงหน้า! เขาลอบคาดเดา หนึ่งมนุษย์หนึ่งอสูรตรงหน้ามิได้มาเพื่อพูดคุยเฉยๆ ต้องเกี่ยวข้องกับวิธีสะกดตราประทับมารทมิฬเมื่อสักครู่นี้เป็นแน่

        เป็นไปตามคาด เสี่ยวเฮยเอ่ยปากกล่าวว่า “อีกเดี๋ยวเจ้าทำสัญญาชีวิตกับข้า จากนั้นเจ้าใช้เขตแดนอสูรเงาผ่านตัวข้า ทำลายตราประทับมารทมิฬภายในเขตแดน จะช่วยลดความเจ็บปวดของเจ้าลงได้มาก”

        ลวี่เหลียงตะลึงงัน เขาเคยคาดเดาว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินจริงๆ ก็ยังไม่กล้าที่จะเชื่อ “ผู้อาวุโสอสูรเงา ข้าไหนเลยจะมีค่าพอให้ท่านห่วงใยเช่นนี้!”

        “ไม่ต้องเกรงใจ เจ้านายคนแรกของข้าในสุสาน นางมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อข้า ก่อนหน้านี้นางบอกว่า หากต้องการตอบแทนบุญคุณนาง ก็ไปอยู่ข้างกายเด็กน้อยผู้มีวาสนาที่ได้มาถึงที่นี่เถอะ เจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน ดังนั้น ข้ายินดีทำสัญญาชีวิตกับเจ้า เจ้าจะเป็นนายคนที่สามของข้า อย่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโสอีกเลย เรียกข้าว่าเสี่ยวเฮยเถอะ ข้าจะได้รู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น ก่อนอื่นเจ้าต้องหยดโลหิตหนึ่งหยดลงบนศีรษะข้า” เสี่ยวเฮยกล่าวอย่างจริงจัง

        “ดี! เช่นนั้นข้าก็จะไม่ดึงดัน เสี่ยวเฮย ขอบคุณ!” ลวี่เหลียงดูออกว่าเขาดีกับตนอย่างจริงใจ! ทันใดนั้นลวี่เหลียงก็เฉือนนิ้วตัวเอง หยดเลือดลงบนศีรษะของเสี่ยวเฮย

        “ต่อไป กล่าวคำสาบานตามข้า ข้าขอสาบานด้วยชีวิต…” จากนั้นเสี่ยวเฮยก็นำพาลวี่เหลียงทำสัญญาชีวิต

        ขณะทำสัญญา จู่ๆ จิตวิญญาณของลวี่เหลียงก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของเสี่ยวเฮย เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ความคิดของตนเชื่อมโยงกับเสี่ยวเฮย ความรู้สึกใกล้ชิดรางเลือนในอดีตคล้ายกับถูกเปิดออก ห่อหุ้มหัวใจของลวี่เหลียงอย่างรวดเร็ว

        “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราเริ่มกันเลยเถอะ” ห่างไปไม่ไกล ชายชุดดำเอ่ยขึ้นด้วยความสงบ ใบหน้ายังคงเย็นชาเช่นเคย เพียงแต่แววตาแปรเปลี่ยนเป็นประกาย

        ลวี่เหลียงใช้เขตแดนอสูรเงาทันที จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิ กลืนยาทลายผนึกลง โคจรเคล็ดชุบกายขั้นที่สอง ชายชุดดำลงมือในบัดดล!

        ยามนี้พลังทั่วร่างชายชุดดำไหลออกมาช้าๆ เหนือศีรษะของเขา รวมเป็นกระบี่ยาวประหลาดดำขลับเล่มหนึ่ง กระบี่เล่มนี้ดูเหมือนจะมีเพียงใบมีด ถ้าหากเพ่งมองอย่างละเอียด จะเห็นลูกกลมๆ เล็กๆ สีดำที่ปลายกระบี่ ด้านบนมีอักษรคำว่า ‘ดับสูญ’ ลอยอยู่

        พริบตาที่ชายชุดดำรวมพลังขึ้นรูปกระบี่ ลวี่เหลียงเสียสมาธิไปครู่หนึ่ง แต่ก็ทำจิตใจมั่นคงได้ในทันที เนื่องจากความเจ็บปวดรุนแรงขุมหนึ่งจู่โจมใส่จิตวิญญาณของเขา

        “อย่าวอกแวก โคจรเคล็ดชุบกายเต็มกำลัง สังเกตตราประทับมารทมิฬในจิตวิญญาณอย่างละเอียด กระบี่ของข้าจะแทงเข้าไปในจิตวิญญาณของเจ้า สิ่งที่เจ้าต้องทำคือรวบรวมพลังใจ พยายามปลุกจิตมารในผนึกให้ตื่นขึ้น! ถ้าเจ้าทนความเจ็บปวดนี้ไม่ไหวก็ตะโกนร้องออกมา ข้าจะหยุดทันที!” เสียงของชายชุดดำดังก้องอยู่ในจิตวิญญาณลวี่เหลียง

        ชั่วขณะที่กระบี่ยาวประหลาดกำลังรวมตัวกัน มีเงาเลือนรางลอยออกมาจากสุสานยักษ์ ดูจากรูปร่างคล้ายหญิงสาวร่างบางอ่อนช้อยคนหนึ่ง พริบตาที่หญิงสาวปรากฏตัว เป็นครั้งแรกที่แววตาชายชุดดำเผยหลากหลายอารมณ์ที่ซับซ้อนทั้งอ่อนโยน เลื่อมใส หลงใหลและละอายใจ แต่ลวี่เหลียงไม่อาจรับรู้ทุกสิ่งที่อยู่ภายนอกได้ เพราะจากนี้เขาต้องถูกครอบงำด้วยความเจ็บปวดทรมานที่ไม่มีที่สิ้นสุด!

        เพียงหญิงสาวกุมกระบี่เล่มนั้น ฟาดฟันใส่ลวี่เหลียงในทันที!

        ครู่หนึ่ง ความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณแตกสลายกระจายไปทั่วร่างของลวี่เหลียง ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านตามสัญชาตญาณ ลวี่เหลียงเกือบจะร้องเรียกออกมา!

        “ไม่ได้! ข้ายอมแพ้ไม่ได้! อย่ามาล้อเล่นนะ! หลายปีมานี้ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับวินาทีนี้! ถ้าผ่านมันไปได้ ข้าก็จะรู้ข่าวของท่านแม่!” ความนึกคิดที่เกือบจะบ้าคลั่งค้ำจุนสติสัมปชัญญะสุดท้ายของลวี่เหลียงไว้

        เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ลวี่เหลียงกำลังประคับประคองตนอย่างยากลำบาก หลายต่อหลายครั้งที่อยากจะร้องตะโกนออกมา เขาทนฝืนผ่านมันไปได้เพราะมีเสี่ยวเฮยคอยช่วย มิเช่นนั้นลวี่เหลียงไม่กล้าจินตนาการว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร!

        สามชั่วยามต่อมา ท้องฟ้าใกล้รุ่งสาง ลวี่เหลียงกัดฟันแน่น จู่ๆ ก็รู้สึกว่าในสมองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดสุดชีวิตพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย

        “วันนี้พอเท่านี้เถอะ ถ้าเจ้าต้องการ คืนนี้ค่อยมาต่อ” น้ำเสียงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ของชายชุดดำดังแว่วข้างหู

        ลวี่เหลียงลืมตาขึ้นมา พบว่าหญิงสาวผู้นั้นไม่อยู่แล้ว กระบี่ยาวประหลาดก็หายไป เบื้องหน้ามีเพียงชายชุดดำกับเสี่ยวเฮย “ข้าต้องมาอีกแน่นอน และจะมาทุกๆ วัน! จนกว่าผนึกจะถูกทำลาย ได้รับข่าวคราวของท่านแม่!” ลวี่เหลียงฝืนลุกขึ้นยืน พลางกัดฟันเอ่ยออกมา

        “พวกเราขอตัวกลับก่อน เจอกันคืนนี้! เจ้าอย่าท้อใจ เจ้าเป็นคนที่สองที่ทนความเจ็บปวดแบบนี้ได้ด้วยเคล็ดชุบกายขั้นที่สอง” น้ำเสียงเสี่ยวเฮยเปี่ยมด้วยกำลังใจ “คนแรกอยู่ในสุสาน”

        ทันใดนั้น หนึ่งมนุษย์หนึ่งอสูรพลันหายเข้าไปในสุสาน ยามนี้ ท้องฟ้าสว่างสดใสแล้ว

        ลวี่เหลียงลุกขึ้นแล้วเหาะเหินกลับที่พักของตน ครู่หนึ่งก็รับรู้ถึงรสชาติเค็มในปาก ที่แท้เขาขบกัดปากตนเองจนเป็นแผลโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

        “ข้ายังห่างไกลนัก! ใช้เวลาทั้งคืนต้านทานความเจ็บปวดยิ่งยวด แยกสติเพื่อปลุกจิตมารในผนึกไม่ได้เลย! แต่ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนี้ เสี่ยวเฮยยังคงยอมรับข้า! ใช่! อย่างน้อยข้าก็ยืนหยัดไว้ได้! ค่อยเป็นค่อยไป สักวันข้าก็จะชินกับความเจ็บปวดนี้!” ลวี่เหลียงเองยังไม่รู้ตัวว่า เวลานี้จิตของเขาเลื่อนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ใจกระบี่ที่หยุดยิ่งไม่พัฒนาก็มีเค้าลางก้าวหน้าขึ้น

        หนึ่งปีเต็ม พอตกกลางคืน ลวี่เหลียงต้องทนรับความเจ็บปวดทรมานในส่วนลึกของจิตวิญญาณ แต่เขากัดฟันยืนหยัดต่อไป นี่เป็นผลดีที่ไม่อาจประเมินได้ต่อการเลื่อนขั้นจิตใจของเขา

        เวลานี้เอง ยาทลายผนึกที่ชายชุดดำให้เขาใกล้หมดแล้ว แต่ขณะที่ลวี่เหลียงเหลือยาเม็ดสุดท้าย ไม่รีรอให้เขาต้องกังวลใจนาน ราชาโอสถก็มาถึง ขว้างถุงใบเล็กๆ หนึ่งถุงมาให้ จากนั้นก็หันกายจากไป

        ลวี่เหลียงเคยชินกับท่าทางแข็งนอกอ่อนในของราชาโอสถแล้ว เขากราบคารวะโดยไม่ได้เปิดดูข้างใน รอจนกว่าเปิดดูสิ่งที่อยู่ในถุงแล้ว ลวี่เหลียงก็กราบคารวะอีกหลายครั้งในทันที! ในถุงไม่ใช่สิ่งอื่นใด มีเพียงขวดยี่สิบขวด ภายในขวดก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกเสียจากทุกขวดล้วนมียาทลายผนึกห้าสิบเม็ด!

        ชั่วพริบตาก็ผ่านมาถึงปีที่หก ลวี่เหลียงในยามนี้สามารถแยกพลังแห่งจิตวิญญาณเพื่อช่วยปลุกจิตมารในผนึกได้แล้ว ถึงแม้จะแยกได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน แต่ก็ก้าวหน้ามากพอแล้ว!

        ระหว่างนี้ยังเกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย อาจเป็นเพราะจิตใจได้เลื่อนถึงขั้นหลอมปราณสูงสุดแล้ว เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ลวี่เหลียงเริ่มโคจรพลังภายในเซวียนหยวนเหมือนเช่นเคย

        ใครจะคาดคิดว่าพอเริ่มโคจร ลมปราณทรงพลังสายหนึ่งลอยขึ้นจากทะเลแห่งปราณ จากนั้นก็เริ่มรวบรวมลมปราณหนาแน่นอยู่เหนือศีรษะของเขา ด้วยเงื่อนไขที่ว่าหากไม่ทะลวง ร่างกายก็จะระเบิดนี้ ลวี่เหลียงเลือกที่จะทะลวงถึงขั้นสร้างฐานโดยไร้ซึ่งความพะวง ขณะเดียวกันเคล็ดเซวียนหยวนก็บรรลุถึงขั้นสร้างฐานได้อย่างราบรื่นเช่นกัน

        ปลายปีที่หก ลวี่เหลียงสามารถแยกจิตวิญญาณเกือบหนึ่งในสี่ส่วนเพื่อช่วยปลุกจิตมารได้แล้ว ซึ่งสัมพันธ์กับการเลื่อนขั้นของเขา แต่ตามที่ชายชุดดำกล่าว ระดับความยากของการหลอมกายขั้นที่สามก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย

        ช่วงกลางปีที่เจ็ด ลวี่เหลียงแยกจิตวิญญาณได้หนึ่งในสามส่วนแล้ว พอถึงปลายปี ขณะที่ลวี่เหลียงแยกจิตวิญญาณได้ครึ่งหนึ่งนั้น จิตมารพลันตื่นขึ้น!

        พริบตาที่จิตมารตื่นขึ้น ความรู้สึกใกล้ชิดมาอย่างยาวนานขุมหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่หัวใจ อีกทั้งความเจ็บปวดในห้วงสมองก็ลดลงอย่างมาก! ลวี่เหลียงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการหมุนของตราประทับมารทมิฬเกือบหยุดนิ่งแล้ว!

        เห็นจิตมารตื่นขึ้น แววตาชายชุดดำกับแมวดำต่างบังเกิดความปีติ หญิงสาวที่กวัดแกว่งกระบี่ยาวประหลาด ยามนี้ได้ชี้นิ้วออกไป แสงสีเทาสายหนึ่งดูดซับจิตวิญญาณลวี่เหลียง พุ่งตรงไปยังด้านบนของตราประทับมารทมิฬ ทะลุทะลวงเข้าไปในทันที

        ลวี่เหลียงรู้สึกได้ว่าในเวลาเดียวกันกับที่ปราณสีเทาสายนี้เข้ามา พลังจิตมารแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าในบัดดล ภายในห้วงสมองพลันบังเกิดเสียงที่คุ้นเคย “ปราณเสวียนหลี! เป็นคนของตระกูลเราหรือ? ยังคงเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งเช่นเคย! ข้าเข้าใจดี! ข้าจะสะกดตราประทับมารทมิฬจากด้านใน!”

        ถึงแม้ลวี่เหลียงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับจิตมาร แต่เขารู้สึกได้ถึงความพลุ่งพล่านของจิตมารที่โหมซัดสาดในหัวใจ ใช่แล้ว ปลดปล่อยทุกอย่าง กลับคืนสู่อิสระ!

        ตั้งแต่วินาทีที่จิตมารตื่นขึ้น เงาหญิงสาวที่ใช้กระบี่ยาวประหลาดฟันใส่ด้านบนของตราประทับมารทมิฬทุกครั้งนั้นหยุดนิ่งลง ทว่ายามนี้กลับฟาดฟันอย่างหนักหน่วงรุนแรงอีกครา!

        ทุกครั้งที่ฟาดฟัน ลวี่เหลียงรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นที่มาจากส่วนลึกของจิตใจ เป็นความปีติที่อธิบายไม่ได้ คล้ายกับนักโทษที่ถูกคุมขัง ใกล้จะทำลายกรงขังเพื่อออกมาสู่โลกภายนอก

        ปีที่แปด ตราประทับมารทมิฬปรากฏรอยแตกร้าวสายหนึ่งแล้ว!

        ปีที่เก้า จิตมารร้องลั่นด้วยความตื่นเต้น “ฮ่าๆ ข้ารู้สึกว่าใกล้แล้ว พลังของผนึกไม่อาจผูกมัดข้าได้อีกแล้ว!”

        ค่ำคืนหนึ่งในปีที่สิบ ทางทิศใต้ จู่ๆ ปราณมารทั้งหมดดูเหมือนจะหยุดนิ่งลง! จิตแดนเสมือนเทพและจิตของวิเศษในแดนเสมือนเทพทั้งหมดต่างรับรู้ถึงความผิดปกติที่มาจากทางทิศใต้ ราวกับเป็นความเงียบงันครั้งสุดท้ายก่อนเกิดการระเบิดขึ้น!

        “ตูม” เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั่วทั้งแดนเสมือนเทพสั่นสะเทือน จากนั้นมีเสียงอะไรบางอย่างปริแตก!

        “สำเร็จ! ในที่สุดข้าก็ได้ออกมาแล้ว!” ปราณมารที่เดิมทีสงบนิ่ง พุ่งเข้าใส่ลวี่เหลียงอย่างบ้าคลั่ง ตามด้วยสุ้มเสียงที่ลิงโลดนี้

        ลวี่เหลียงยังคงนั่งอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน ยามนี้ เขารู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนขยายออกอย่างน้อยหนึ่งเท่า! ยังมีความรู้สึกผันผวนถาโถมเข้าสู่ห้วงสมอง ขณะเดียวกันเสียงที่คุ้นเคยนั้นก็ดังขึ้น “เจ้าเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง? ข้าจะเริ่มหลอมรวมแล้ว ความทรงจำของข้าคือส่วนหนึ่งในความทรงจำของเจ้า บางทีต่อจากนี้เจ้าอาจจะไม่ใช่ลวี่เหลียงคนเดิมอีกแล้ว! เสียใจตอนนี้ก็ยังไม่สาย ให้ผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าขับไล่ข้าไปได้”เสียงจิตมารเงียบลง ราวกับว่าแม้จะสลายหายไปในพริบตา ก็ไม่เสียใจภายหลัง “เช่นนั้น ข้ายังคงเป็นลวี่เหลียงคนเดิม ข้าก็คือเจ้า ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเจ็บปวดและสับสนเพียงเพราะยอมรับข้า”

        “เหมือนอย่างที่เจ้าพูด เจ้าคือข้า ข้าก็คือเจ้า ถ้ามีอะไรจริงๆ นั่นก็เป็นสิ่งที่เราสมควรมีร่วมกัน ข้าจะไม่หนี! ในเมื่อเจ้าก็คือข้า เช่นนั้นข้าเป็นคนอย่างไร เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ?” ลวี่เหลียงยิ้มจางๆ ยามนี้ เขาปล่อยวางแล้ว

        มาเถอะ! มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้รู้ร่องรอยของมารดากับความลับชาติกำเนิดตัวเองอีก? ในเมื่อไม่มี เช่นนั้นก็เริ่มกันเลย!

        ข้อมูลมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่จิตวิญญาณลวี่เหลียงในทันที ขณะเดียวกัน แก่นมารเล็กๆ ในทะเลแห่งปราณ ได้แปรเปลี่ยนเป็นลูกกลมๆ อย่างสมบูรณ์

        ครึ่งชั่วยามต่อมา ลวี่เหลียงลืมตาตื่นขึ้น เป็นความรู้สึกเหมือนผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาอย่างโชกโชน “ขออภัยที่ให้เจ้ารอนานถึงห้าร้อยกว่าปี แต่ตอนนี้สำเร็จแล้ว พวกเราได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง! ขอบใจที่ให้ข้าได้เห็นรูปลักษณ์ของท่านแม่ รอข้าออกไปจากที่นี่ กลับไปหาท่านพ่อ เขาต้องบอกข้าทุกอย่างแน่นอน!” ดูเหมือนพึมพำกับตัวเอง ทั้งยังดูเหมือนให้สัญญากับใครอยู่ แม้แต่ลวี่เหลียงเองก็ไม่รู้ตัวว่า เขาในตอนนี้ได้บรรลุเคล็ดชุบกายถึงขั้นที่สามแล้ว

        ยามนี้ ท้องฟ้าใกล้รุ่งสาง เงาหญิงสาวผู้นั้นลอยหายไปแล้ว ลวี่เหลียงน้อมกายคารวะชายชุดดำ “บุญคุณของผู้อาวุโส ผู้เยาว์ไม่อาจทดแทน! หากต้องการสิ่งใด ผู้อาวุโสโปรดว่ามาได้ ถึงแม้ตอนนี้ผู้เยาว์ยังทำไม่ได้ แต่สักวันหนึ่งต้องทำให้สำเร็จ! ผู้อาวุโสโปรดบอกนามให้ทราบ ผู้เยาว์ขอจดจำจนวันตาย!”

        ท่าทีชายชุดดำยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงแววตาที่เผยความปีติยินดีระคนชื่นชม ชั่วพริบตาขณะที่เขากำลังจะหายไปในสุสาน สุ้มเสียงคล้ายมีคล้ายไม่มี ดังแว่วในห้วงสมองของลวี่เหลียง “นามของข้าคือจี้เมี่ย”

        ลวี่เหลียงตะลึงงัน ดุจอสนีบาติกัมปนาทก้องหู! เขาเคยเห็นชื่อนี้ในขณะแหงนมองบรรดาของล้ำค่าบนผนังวิหารสมบัติพิสดาร มิน่าถึงทำลายตราประทับมารทมิฬในตำนานที่แม้แต่เซียนนภายังทำลายได้ยากยิ่ง! ใช่แล้ว เขาทำได้!

        ลือกันว่าผู้ถือครองไม่ว่าอยู่ระดับไหน ก็ทำลายอาวุธเทพของอีกฝ่ายที่เหนือกว่าได้อย่างง่ายดาย แต่จุดอ่อนคือผู้ถือครองต้องจ่ายในมูลค่าที่เท่ากัน เคยมีผู้ฝึกเซียนขั้นผันแปรคนหนึ่ง อาศัยอาวุธเทพชิ้นนี้สังหารยอดฝีมือขั้นคืนสู่ว่างเปล่าคนแล้วคนเล่า แต่ทว่า ช่วงเวลาที่เขาสังหารศัตรู คนผู้นี้ได้สูญเสียการมองเห็น การได้ยิน จิตวิญญาณ ร่างกายตามลำดับ…จนกระทั่งการยืนหยัดครั้งสุดท้าย กระบี่สังหารเซียนนภา วิญญาณของเขาก็แตกสลายไปในที่สุด!

        เหนือล้ำกว่าของวิเศษทั้งมวล ไม่สังกัดอยู่ในประเภทโจมตี ป้องกันหรือสนับสนุน หนึ่งในห้าของวิเศษต้องห้ามที่แกร่งที่สุดในโลก กระบี่จี้เมี่ย!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)