0 Views

        กาลเวลาดุจสายน้ำไหล พริบตาเดียวแดนเสมือนเทพก็ผ่านไปสี่ปี ตามเวลาของโลกภายนอก ลวี่เหลียงอายุได้สิบสี่ปีแล้ว เทียบกับตอนที่เพิ่งมาแดนเทพใหม่ๆ เขาตัวสูงขึ้น แกร่งขึ้นอยู่บ้าง แน่นอนว่า สิ่งที่ได้รับในสี่ปีมานี้มากมายมหาศาลนัก

        กิจวัตรประจำวันของลวี่เหลียง กลางวันนอกจากฝึกพลังภายในและวิชากระบี่ ยังต้องหมั่นศึกษาภาพร้อยสมุนไพร ยามกลางคืนต้องไปทิศใต้อาศัยปราณมารฝึกฝนร่างกาย

        ในช่วงต้นปีที่สอง ราชาโอสถมาหาครั้งหนึ่ง ยังคงไม่แม้แต่จะเหลือบมองลวี่เหลียง เพียงแค่โยนถุงผ้าใบหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวคำว่า ‘แยก’ ลวี่เหลียงเข้าใจทันที พลางเปิดถุงผ้าออก ในนั้นมีสมุนไพรกองหนึ่ง สำหรับลวี่เหลียงที่จำภาพร้อยสมุนไพรได้ขึ้นใจแล้ว เป็นเรื่องง่ายที่จะจดจำได้ในทันที ราชาโอสถได้ฟังก็พยักหน้า จากนั้นราชาโอสถก็ทิ้งอักษรสองตัวไว้ ‘สอนได้’ แล้วเหาะเหินจากไป

        หลังจากจิตแดนเทพได้ยินก็ถอนหายใจกล่าวว่า “เจ้านี่โชคดีจริงๆ! นี่เป็นวิชาหลอมยาแยกสมุนไพรที่ราชาโอสถตั้งใจถ่ายทอดให้เจ้า! รอเจ้าเรียนรู้แล้วก็จะหลอมยาได้เอง มียาช่วยฝึกฝน ตบะของเจ้าก็จะเพิ่มได้เร็วขึ้น”

        ลวี่เหลียงไม่รอช้า ไปยังทิศเหนือในทันที ด้วยการสั่งสอนของราชาโอสถสองปีเต็ม ตั้งแต่ยาทั่วไปจนถึงยาอรหันต์ทองคำหายาก การหลอมยาเม็ดชนิดต่างๆ รวมทั้งวิธีแยกแยะ ลวี่เหลียงล้วนจำได้ขึ้นใจ และลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง

        การหลอมยา ต้องใช้ไฟหลอมยาที่เกิดจากปราณดั้งเดิม บวกกับพลังแห่งจิตวิญญาณคอยควบคุมปรับปรุง ด้วยตบะของลวี่เหลียงในตอนนี้ ไม่มีปัญหาในการหลอมยาขั้นสร้างฐาน แต่ยาที่เริ่มใช้ในขั้นยาทองคำนั้นเหนือบ่ากว่าแรงเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ยาเม็ดจำนวนมากต้องใช้สมุนไพรที่หายาก แม้มีระดับสูงพอที่จะหลอม ก็ไม่แน่ว่าจะมีวัตถุดิบให้ใช้

        ยาเม็ดแบ่งออกเป็นสี่คุณภาพ คือคุณภาพต่ำ คุณภาพกลาง คุณภาพสูงและคุณภาพชั้นยอด สำหรับผู้ฝึกเซียนทั่วไป มียาคุณภาพกลางไว้ใช้ก็ดีถมเถแล้ว คุณภาพสูงนั้นหายากเกินไป คุณภาพชั้นยอดมีแค่ในตำนานเท่านั้น ระดับขั้นของผู้หลอมยารวมทั้งคุณภาพของเตาหลอมยาล้วนเป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพยา

        เตาหลอมที่ลวี่เหลียงใช้หลอมยามีสีมรกตทั้งใบ ภายนอกยังสลักลวดลายที่ซับซ้อน ทุกครั้งที่หลอมยา ลวดลายเหล่านี้ก็จะเปล่งประกายลำแสงห้าสี แค่เห็นก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา! นี่จึงทำให้ยาเม็ดที่หลอมออกมาในแต่ละครั้ง หากไม่ใช่คุณภาพสูงก็เป็นคุณภาพชั้นยอด!

        “คาดว่าเตาหลอมนี้คงเป็นร่างเดิมของผู้อาวุโสราชาโอสถ! คงเป็นระดับของวิเศษขั้นเซียน!” ถึงแม้ไม่เคยถามผู้อาวุโสราชาโอสถ แต่ลวี่เหลียงก็ทราบดีว่า ของวิเศษที่ทำให้ปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งต้องสร้างสถานที่เฉพาะให้ คุณภาพย่อมสูงล้ำอย่างแน่นอน!

        ช่วงทำการหลอมยาจริง ยาส่วนใหญ่ที่ลวี่เหลียงหลอมได้คือยาสร้างฐาน นี่เป็นยาเม็ดที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับขั้นสร้างฐาน และเป็นขีดจำกัดของระดับลวี่เหลียงในตอนนี้ ส่วนยาทลายผนึกที่ช่วยทำลายตราประทับมารทมิฬของตนเองนั้น เนื่องจากต้องเป็นขั้นผันแปรจึงจะหลอมยาเม็ดขั้นสูงได้ ดังนั้นลวี่เหลียงจึงได้แต่อิจฉาเท่านั้น

        การหลอมยาเม็ดที่แตกต่างกัน เพลิงโอสถที่ใช้ก็ไม่เหมือนกัน เพื่อให้คุ้นเคยกับการควบคุมเพลิงโอสถ ลวี่เหลียงได้หลอมยาเม็ดอื่นๆ บางส่วนที่ไม่มีประโยชน์ต่อการฝึก แต่ดูท่าทางน่าสนใจ มียาสามชนิดที่ค่อนข้างพิเศษ คือยาคงโฉม ยาสรรพชีวิตและยายืดอายุ ยาคงโฉมนั้นเมื่อกินแล้วจะคงใบหน้าไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ยาสรรพชีวิตทำให้ปุถุชนหรือสัตว์ที่ไม่มีรากจิตบังเกิดรากจิตขึ้น ยายืดอายุสามารถยืดอายุขัยได้ร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นเซียนหรือมนุษย์

        การหลอมยาทั้งสามชนิดนี้ ต้องใช้สมุนไพรที่มีชื่อว่าดอกใจกลวง มันยังเป็นวัตถุดิบจำเป็นสำหรับหลอมยาสร้างฐานอีกด้วย ยาสร้างฐานเป็นทรัพยากรล้ำค่าในการเพิ่มตบะ ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าหรือสรรพคุณล้วนเหนือกว่ายาเม็ดที่ภายนอกดูดีแต่ไร้ประโยชน์พวกนี้ ดังนั้นโลกภายนอกน้อยคนนักที่ใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองเหมือนลวี่เหลียง

        ทุกค่ำคืนที่ไปยังทิศใต้ ชายชุดดำจะแนะวิธีด้านการหลอมกาย ทำให้ลวี่เหลียงเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้ไม่น้อย แมวดำหยิบตำราเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘เคล็ดคุนเผิง’ รวมทั้งยาชุบกายที่มีสรรพคุณช่วยหลอมกายสองขวดมอบให้เขา

        ในดวงตาของแมวดำ ลวี่เหลียงรู้สึกได้ถึงความห่วงใยดุจญาติมิตรก็มิปาน แม้เขาจะมีคำถามมากมาย แต่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามไถ่ เขาต้องรอ รอจนกว่าสภาพจิตใจและความสามารถของตนเพียงพอที่จะแบกรับทุกอย่างนี้ได้ก่อนแล้วค่อยถาม!

        เคล็ดคุนเผิงเล่มนี้ มีทั้งหมดเก้าขั้น เป็นตำราที่ยอดฝีมือเผ่ามารท่านหนึ่งเหลือทิ้งไว้ ตามที่แมวดำกล่าว ลวี่เหลียงมีร่างกายเป็นมนุษย์ แม้มีสายเลือดเผ่ามาร ก็ไม่มีทางเรียนรู้ท่าร่างนี้ได้สำเร็จ เพราะโครงสร้างร่างกายนั่นเอง แต่ยังมีโอกาสเรียนรู้ได้หกถึงเจ็ดขั้น โดยเฉพาะขั้นที่เจ็ด ที่ทำการเคลื่อนย้ายมิติได้! นี่เป็นวิธีเอาตัวรอดที่ดีที่สุด!

        ในสี่ปี การหลอมปราณ หลอมกาย ฝึกกระบี่ หลอมยา ลวี่เหลียงไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ความคิดถึงในใจที่มีต่อมารดา ทำให้เขาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นตลอดเวลา

        สี่ปีเต็ม วิชาพลังภายในเซวียนหยวนฝึกมาถึงขั้นสร้างฐาน ความสามารถเพิ่มขึ้นถึงขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ ความจริงเมื่อหนึ่งปีก่อน ลวี่เหลียงได้ทะลวงถึงขั้นสร้างฐานแล้ว แต่ตามที่ชายชุดดำบอกไว้ ทางที่ดีระหว่างวิชาหลอมกายกับวิชาหลอมปราณอย่าได้แตกต่างกันมากจนเกินไป ควรก้าวหน้าไปพร้อมกันจึงจะมีประโยชน์มหาศาลต่อความสำเร็จในอนาคต

        สำหรับวิชากระบี่ ลวี่เหลียงใช้กระบวนท่าที่สอง หลบวายุ ได้อย่างชำนาญ ส่วนกระบวนท่าใจกระบี่นั้น เขาพยายามทำความเข้าใจอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้อานุภาพของมันเหนือกว่ากระบวนท่าหลบวายุแล้ว

        เนื่องจากเป็นกระบวนท่าที่เข้าใจในตอนที่คิดถึงมารดา ลวี่เหลียงจึงตั้งชื่อว่า ใจกระบี่กระบวนที่หนึ่ง ‘เจตจำนงกระบี่ใจคะนึง’

        ส่วนเคล็ดคุนเผิง ลวี่เหลียงฝึกถึงขั้นที่สองได้สำเร็จ เขารู้สึกปีติยินดียิ่ง

        ช่วงปลายปีที่สี่ ลวี่เหลียงไปวิหารสมบัติพิสดารหนึ่งครั้ง ถึงอย่างไรจิตแดนเสมือนเทพก็เคยรับปากว่า ในช่วงกลางและช่วงสมบูรณ์ของแต่ละขั้น สามารถเลือกสมบัติหรือของประหลาดได้หนึ่งชิ้น ดูจากสภาพลวี่เหลียงตอนนี้ที่ไม่มีอะไรเลย เขาอดทนรอที่จะไปเลือกแทบไม่ไหว ก่อนหน้านี้กระบี่เทพเฟยหลิงได้ติดตามลวี่เหลียง ถือว่าลวี่เหลียงได้เลือกไปหนึ่งชิ้นแล้ว แต่เขาก็ยังได้ประโยชน์อยู่ดี!

        เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่วิหารสมบัติพิสดาร ลวี่เหลียงก็หยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เพราะผนังโดยรอบภายในวิหารได้สลักการแนะนำของวิเศษล้ำค่าแต่ละชนิดไว้ โดยแบ่งประเภทโจมตี ป้องกัน สนับสนุนไว้อย่างชัดเจน ลวี่เหลียงเพ่งมองด้วยความเบิกบานใจระคนอิจฉาตาร้อน! ลวี่เหลียงเพ่งมองอยู่ห้าวัน ถึงจดจำของล้ำค่าทั้งหมดไว้ในสมองได้

        การเลือกของวิเศษไม่เสียเวลามากนัก ประเภทโจมตีนั้นลวี่เหลียงมีเฟยหลิงถือว่าเพียงพอแล้ว ด้วยการแนะนำของจิตแดนเสมือนเทพ เขาเลือกของพิสดารที่น่าสนใจชุดหนึ่ง ความจริงมันอยู่ขั้นหลอมปราณ แต่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง!

        ของพิสดารนามว่า ‘หุ่นพิทักษ์ชีพ’ หนึ่งชุดมีหกตัว ความหมายตรงตามชื่อของมัน ใช้เพื่อหนีเอาชีวิตรอด! สรรพคุณง่ายๆ ยามหนีเอาตัวรอดหากมีศัตรูไล่ตาม ลวี่เหลียงเพียงแค่โยนหุ่นตัวนี้ออกไป หุ่นดังกล่าวก็จะแปลงร่างเป็นลวี่เหลียง จากนั้นพลังจะเพิ่มขึ้นสองระดับ พุ่งตรงดิ่งเข้าหาศัตรูแล้วระเบิดตัวเอง! สยบศัตรูทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ!

        น่าเสียดายที่ทุกสิ่งเป็นเพียงจินตนาการ หากทราบรายละเอียดมากกว่านี้ มันไม่น่าสนใจเลยสักนิด เพราะหุ่นดังกล่าวนอกจากระเบิดตัวเองแล้วก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ อีกทั้งหลังจากระเบิดตัวเองแล้ว แค่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับสายลมแผ่วเบาพัดผ่านใบหน้าไปเท่านั้น…

        ลวี่เหลียงชื่นชอบจากใจจริง! ของประหลาด ของประหลาด พิสดารหายาก เขาไม่เชื่อว่าโลกภายนอกจะมีใครเคยเห็นมาก่อน! มีของที่ช่วยหนีเอาตัวรอดเพิ่มอีกหกชิ้น ไม่ดีใจสิแปลก!

        หลังจากนั้น ลวี่เหลียงก็ไปที่หอฝึกฝนอีกครั้ง คราวนี้ หมาป่าศึกไม่ได้สัปหงกง่วงนอน แต่ดูมีชีวิตชีวาผิดปกติตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อลวี่เหลียงถามว่ากฎยังเหมือนเดิมหรือไม่ ทำให้มันเคลื่อนไหวก็ถือว่าชนะ หมาป่าศึกหัวเราะลั่นราวกับมนุษย์ “ฝันไปเถอะ!” จากนั้นก็เริ่มการต่อสู้ ผลสุดท้ายเป็นลวี่เหลียงที่ใช้กระบี่หลบวายุ โจมตีใส่หมาป่าศึกจนตีลังกาสามตลบถึงประกาศยุติการต่อสู้ ชั้นที่หนึ่ง ผ่าน!

        ชั้นที่สอง เป็นเสือดาวตัวหนึ่ง! รวดเร็ว! เป็นความรู้สึกเดียวที่ลวี่เหลียงรับรู้ แต่ลวี่เหลียงฝึกเคล็ดคุนเผิงถึงขั้นที่สองแล้ว เขาฝืนตามความเร็วของมันจนทัน แต่สุดท้ายจำเป็นต้องใช้ใจกระบี่กระบวนท่าแรก เจตจำนงกระบี่ใจคะนึง จึงฟาดฟันเสือดาวจนกระเด็นได้ ชั้นที่สอง ผ่าน!

        ชั้นที่สาม เป็นหมีตัวหนึ่ง รูปร่างสูงกว่าจิตแดนเสมือนเทพอยู่ช่วงตัวหนึ่ง ลวี่เหลียงบังเกิดความสงสัย ผู้อาวุโสปราชญ์ฟ้าชอบสัตว์มากเลยหรือ? ไฉนถึงสร้างหอฝึกฝนไม่ต่างจากสวนสัตว์ แต่ลวี่เหลียงไม่กล้าประมาท โคจรเคล็ดคุนเผิง ใช้เจตจำนงกระบี่ใจคะนึงพุ่งเข้าใส่หมีตัวโต

        กระบวนท่าของหมีตัวโตแสนเรียบง่าย อุ้งเท้าหมีตบหนึ่งครา ลวี่เหลียงก็กระเด็นลอยละลิ่ว แต่ไม่ได้ตีลังกาล้มคว่ำ เพียงแค่หล่นตุบลงบนพื้นอย่างมั่นคง ส่วนหมีตัวโตเซถลาถอยหลังไปสองก้าว จากนั้นยิ้มกว้างด้วยความยินดี “เจ้าหนู พอใช้ได้ รอเจ้าบรรลุถึงขั้นสร้างฐานแล้ว ข้าคาดว่าคงต้านเจ้าไม่ได้” ชั้นที่สาม ไม่ผ่าน!

        หลังจากนั้นมาลวี่เหลียงก็ไม่มีความคิดที่จะไปท้าดวลที่หอฝึกฝนอีก เขามุ่งมั่นจดจ่ออยู่กับการฝึกจิตและหลอมกาย

        จนกระทั่งปีที่ห้าในแดนเทพ ค่ำคืนหนึ่ง ท้องฟ้ามืดมิดทางทิศใต้ จู่ๆ ก็เริ่มรวบรวมปราณมารจำนวนมากเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ ปราณมารบนท้องฟ้ากลายเป็นระลอกคลื่น ราวกับรับรู้ถึงแรงดึงดูดอันทรงพลัง ระลอกคลื่นปราณมารหลั่งไหลลงสู่เบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง

        ยามนี้ลวี่เหลียงอยู่เบื้องล่างของระลอกคลื่นพอดิบพอดี ปราณมารหลั่งไหลลงเหนือศีรษะของเขา เดิมทีร่างกายของเขาค่อนข้างคล้ำอยู่แล้ว ตอนนี้กลับกลายเป็นดำขลับ มองไกลๆ เหมือนรูปปั้นที่มีเปลวไฟสีดำลุกไหม้อยู่ จากนั้นครึ่งชั่วยาม การดูดซับปราณมารก็เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ ผิวหนังลวี่เหลียงพลันกลับกลายเป็นเหมือนเดิม

        “ไม่เลว เวลาสั้นๆ ก็หลอมถึงขั้นที่สอง ดูเหมือนจะเริ่มสะกดพลังของผนึกได้ เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?” ชายชุดดำจับจ้องลวี่เหลียงด้วยแววตาลึกล้ำ พลางหยิบขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมา “นี่คือยาทลายผนึกห้าสิบเม็ด กินวันละหนึ่งเม็ด จนกระทั่งจิตมารของเจ้าตื่นขึ้น ทุกวันยามที่สะกดพลังของผนึก จะมีความรู้สึกตายเสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่ ถ้าหากเจ้าทนรับไม่ไหว ข้าก็จะหยุด นั่นต้องรอให้เจ้าฝึกเคล็ดชุบกายถึงขั้นที่สามก่อนค่อยว่ากัน ถึงตอนนั้นเจ้าย่อมทนไหวแน่นอน”

        ลวี่เหลียงลืมตาขึ้นอย่างสงบ แววตากระตือรือร้น เขายันกายขึ้น พลางกราบชายชุดดำ “ขอบคุณผู้อาวุโสที่มอบยาให้! ข้ารอช่วงเวลานี้มาแสนนาน ผู้อาวุโสโปรดลงมือโดยไม่ต้องลังเลใดๆ!”

        วันที่สองตอนกลางวัน ลวี่เหลียงตั้งใจใช้เวลาทั้งหมดกับการทำให้ตบะมั่นคง เมื่อรู้สึกว่าถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็รีบรุดไปรอที่หน้าสุสานทางทิศใต้

        รัตติกาลมาเยือน หน้าสุสานพลันปรากฏหนึ่งคนหนึ่งแมว “มาเร็วดีนี่ เห็นแววตาของเจ้า คงเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก่อนเริ่ม พวกเจ้ามาทำความรู้จักกันก่อน” ชายชุดดำเอ่ยขึ้น พลางชี้นิ้วไปทางแมวดำ

        ในตอนนี้ ท่าทางเงียบสงบของแมวดำได้แปรเปลี่ยนไป ทั่วทั่งร่างเปล่งแสงสีม่วงประหลาด ทันใดนั้น ลวี่เหลียงพลันรู้สึกว่าบรรยากาศโดยรอบไม่เหมือนเดิม ปราณมารภายในขอบเขตสามจั้งรอบตัวเขาซึ่งเดิมทีสงบนิ่ง จู่ๆ ก็เริ่มพลุ่งพล่านในทันที

        “นี่คือ…?” ลวี่เหลียงรับรู้ถึงปราณมารรอบๆ ด้วยความเหลือเชื่อ “ปราณมารแท้! เป็นปราณมารแท้! เหมือนกับปราณมารที่ผู้อาวุโสให้ข้าก่อนหน้านี้! สวรรค์ ภายในขอบเขตสามจั้งล้วนเป็นปราณมารแท้!”

        “ข้าคืออสูรเงา หนึ่งในสิบสัตว์เทพแห่งความโกลาหล และเป็นสัตว์เทพคุ้มครองตระกูลเสวียนหลีแห่งแดนมาร คนตระกูลเสวียนหลีที่ทำสัญญาชีวิตกับข้า สามารถใช้เขตแดนอสูรเงาในขอบเขตที่จำกัดได้โดยผ่านข้า ปราณมารแท้จะกระจายไปทั่วภายในเขตแดน ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับความตั้งใจหรือพลังจิตวิญญาณของผู้ทำสัญญา จนกระทั่งจิตวิญญาณของผู้ทำสัญญาแตกสลาย ไม่สมบูรณ์ หรือยกเลิกสัญญา ข้าก็จะเป็นอิสระ” น้ำเสียงแมวดำสงบและอ่อนโยน “ผู้ทำสัญญากับข้าคนแรกตั้งชื่อให้ข้าว่า ‘เสี่ยวเฮย’ ข้าชอบชื่อนี้มาก เจ้าเรียกข้าแบบนี้ก็ได้”

        แมวดำกล่าวด้วยความสงบ แต่ลวี่เหลียงที่ได้ฟังกลับไม่ได้สงบตามไปด้วย!หมายความว่าอะไร? ต่อสู้ภายใต้การโอบล้อมของปราณมารแท้? ขอเพียงมีจิตวิญญาณที่กล้าแกร่ง ก็เท่ากับว่าสามารถปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมาได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีปราณมารไม่เพียงพอ สำหรับเผ่ามารแล้ว อสูรเงาคือสัตว์เทพพลิกฟ้า!

        “บนโลกนี้นอกจากสิ่งมีชีวิตเผ่าต่างๆ แล้ว ยังก่อกำเนิดสัตว์เทพที่มีจำนวนไม่มาก ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ปีศาจที่เติบโตขึ้นในภายหลัง เหล่าสัตว์เทพเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพรสวรรค์มหัศจรรย์มาแต่กำเนิด สัตว์เทพที่มีพลังต่อสู้กล้าแกร่งบางส่วน ไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์บนสวรรค์เลย”

        “ในบรรดาสัตว์เทพ มีสิบตัวที่ดำรงอยู่ตั้งแต่โลกแห่งความโกลาหลระยะแรก พวกมันทุกตัวต่างมีพรสวรรค์สุดพิเศษ พลังต่อสู้ของพวกมันอาจไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด ทว่ากลับได้รับการบูชาและติดตามจากสิ่งมีชีวิตเผ่าต่างๆ มากกว่าสัตว์เทพตัวอื่นๆ”

        “ความแข็งแกร่งระหว่างสัตว์เทพนั้นไม่เกี่ยวกับความสามารถของตน แต่แบ่งระดับตามกฎแห่งฟ้าดินในขณะที่กำเนิด สัตว์เทพทั้งสิบที่มีพรสวรรค์พิเศษนี้ คือระดับสูงสุดที่เป็นที่ยอมรับในบรรดาสัตว์เทพ เรียกรวมกันว่า ‘สิบสัตว์เทพแห่งความโกลาหล’”

        ท้องฟ้ายามค่ำคืน เสี่ยวเฮยยืนตรงอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทั่วทั้งตัวก็แผ่ลมปราณน่าเกรงขามขุมหนึ่งออกมา

        นี่คือหนึ่งใน ‘สิบสัตว์เทพแห่งความโกลาหล’ ที่มีพลังเขตแดนที่แข็งแกร่งที่สุด อสูรเงา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)