0 Views

        ความวุ่นวายที่ลวี่เหลียงก่อขึ้น ผ่านไปครู่เดียวก็ค่อยๆ สงบลง ถึงอย่างไร ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ในตำหนักเซียนยันต์กระบี่ก็มีไม่น้อย ยามปกติก็จะมีการเคลื่อนไหวทะลวงครั้งใหญ่ ทุกคนต่างคุ้นเคยจนเห็นเป็นเรื่องปกติ

        เหตุผลที่ดึงดูดผู้ชมมากมายในครั้งนี้ ประการแรกเพราะการเคลื่อนไหวรุนแรงเกินไป ประการที่สองนับเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นจากด้านหลังเขา ทุกคนต่างรู้ดีด้านหลังเขาเป็นสวนสมุนไพรซึ่งแทบจะไม่มีคน จึงค่อนข้างประหลาดใจ หรือว่ามีศิษย์ที่เปี่ยมพรสวรรค์คนใดฝึกฝนอยู่ที่นั่น?

        “ทุกคน กลับเรือนพักไปพักผ่อน! แค่มีผู้ฝึกฝนจนทะลวงได้! ตื่นตระหนกกันใหญ่ ไม่เข้าท่าเลย!” เสียงดังก้องดุจอสนีบาตก็มิปาน สะเทือนดัง ‘หึ่งๆ’ เข้าไปในหูของบรรดาศิษย์ จากนั้นทุกคนต่างแยกย้ายกลับทันที ไม่นานนัก ภายในตำหนักเซียนก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง

        ขณะที่ลวี่เหลียงกระอักกระอ่วนวางตัวไม่ถูก เซียนกระบี่หุ้นหยวนพลันปรากฏอยู่ต่อหน้าเขา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม จ้องมองเขาด้วยความชื่นชม

        “ผะ…ผู้อาวุโสโปรดอภัย ขะ…ข้าไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้…” ลวี่เหลียงเลียปากด้วยความรู้สึกผิด จากนั้นก็หันกลับไปมองเรือนพักที่พังยับเยิน พลางก้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิม

        “ฮ่าๆ ไม่เป็นไร เพียงแต่คราวหน้าถ้าเจ้ามีความรู้สึกแบบนี้อีก ทางที่ดีรีบออกจากเรือนพักให้ไว” เซียนกระบี่หุ้นหยวนหาได้ใส่ใจไม่ เขายกมือขึ้นคราหนึ่ง อาภรณ์บนร่างของลวี่เหลียงพลันเปลี่ยนเป็นชุดนักพรตสีขาวใหม่เอี่ยม ขณะเดียวกันเรือนพักด้านหลังก็ฟื้นฟูกลับเป็นดังเดิม

        หลังจากกล่าวขอบคุณเซียนกระบี่หุ้นหยวนแล้ว ลวี่เหลียงกลับไปถึงภายในเรือนพัก เริ่มทำการสรุปผล

        ขณะนี้ลมปราณรอบตัวเขายังคงเป็นปราณดั้งเดิม ส่วนลมปราณประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งปราณดั้งเดิมและปราณมารได้สลายไปตามการระเบิดเมื่อครู่ ลวี่เหลียงมีความรู้สึกว่าเพียงแค่เขาต้องการ ก็สามารถผสานปราณดั้งเดิมกับปราณมารเข้าด้วยกันได้อีกครั้งในพริบตา

        “ไม่เช่นนั้นก็ตั้งชื่อว่าปราณเซียนมาร! ตอนนี้ปราณดั้งเดิมที่นี่มีเพียงพอ แต่แหล่งที่มาของปราณมาร นอกจากปราณมารแท้ในเขตแดนอสูรเงาแล้ว ก็นึกไม่ออกว่ายังมีแหล่งที่มาอื่นอีกหรือไม่ การกระตุ้นปราณเซียนมารแม้จะทำให้อานุภาพกระบวนท่ากระบี่ของข้าเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าไม่มีปราณมารแท้คอยสนับสนุน อาศัยเพียงแก่นมารภายในร่างกาย อยู่ได้นานประมาณหนึ่งก้านธูปเท่านั้น” ลวี่เหลียงขมวดคิ้วครุ่นคิด

        ช่วงเวลาหนึ่งก้านธูป สังหารศัตรูที่มีความสามารถด้อยกว่าไม่ใช่ปัญหา แต่หากเจอศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า อาจต้องต่อสู้ยืดเยื้อ การระเบิดพลังออกมาอย่างเฉียบพลันเช่นนี้ หากไม่มีช่วงเวลาที่คงที่ก็ไม่มีความหมาย

        “จะหาแหล่งปราณมารที่มั่นคงได้จากที่ไหน? หรือทำอย่างไรข้าถึงปล่อยปราณมารออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ?” ปวดหัวชะมัด! ลวี่เหลียงขบคิดไปครึ่งชั่วยามก็ยังคิดหาวิธีดีๆ ไม่ออก สุดท้ายจึงเลิกล้มความคิดไป บางทีสักวันหนึ่งอาจบังเอิญเจอวิธีแก้ไขก็เป็นได้

        เช้าตรู่วันที่สอง จางหรานมาถึง หัวเราะร่า ประกบหมัดคารวะกล่าวว่า “ฮ่าๆ ยินดีกับพี่ใหญ่ด้วย! ยินดีด้วย! ไม่เพียงทะลวงขั้นได้ แม้แต่กระบวนท่ากระบี่ก็ยังทะลวงไปพร้อมกัน! หรือท่านจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ยอดฝีมือสุดร้ายกาจ?”

        “เอ่อ อย่าล้อกันเล่นเลย อย่างข้าไม่นับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ เพียงแต่เมื่อวันก่อนดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงอดไม่ได้ที่จะลองดู จากนั้นก็เป็นแบบนี้ จะว่าไปเจ้าเคยเห็นผู้มีพรสวรรค์หรือยอดฝีมือพังเรือนพักของตัวเองจนยับเยินหรือไง?” ลวี่เหลียงหัวเราะร่วน พลางชกจางหรานเบาๆ หนึ่งหมัด จากนั้นทั้งสองคนต่างหัวเราะลั่นพร้อมกัน

        “ใช่แล้ว ที่ข้ามาวันนี้ หนึ่งเพื่อแสดงความยินดี สองคือมีเรื่องดีๆ จะบอกพี่ใหญ่”จางหรานตบหน้าผากคราหนึ่ง ดูเหมือนในที่สุดก็นึกออกว่ายังไม่ได้บอกเรื่องสำคัญ “อีกสามวัน จะเป็นวันยกเลิกคำสั่งห้ามหนึ่งครั้งทุกสามเดือนของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ วันยกเลิกคำสั่งห้ามมีสองวัน ในสองวันนี้จะอนุญาตให้ศิษย์ที่ต่ำกว่าขั้นยาทองคำ ออกไปซื้อของข้างนอกได้”

        ลวี่เหลียงได้ยิน ดวงตาพลันเปล่งประกายวาววับ ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย !ตนกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับปราณมาร นี่จึงเป็นโอกาสดีมิใช่หรือ?

        ลวี่เหลียงยังจดจำได้ ภายในหอเทียนสุ่ยซึ่งเป็นร้านค้าอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเทียนสุ่ย มีของวิเศษและของแปลกพิสดารมากมายละลานตา ตอนนั้นเขามีข้อจำกัดและไม่มีเป้าหมายใดๆ จึงได้แต่มองผ่านๆ แล้วจากไป วันยกเลิกคำสั่งห้ามคราวนี้ ต้องไปเดิมชมอย่างละเอียดสักครา ตอนนี้เขามีเป้าหมายที่ต้องการในใจแล้ว เขาตั้งตารอคอยการออกเดินทางที่จะมาถึงหลังจากนี้อีกสามวัน

        “เยี่ยมเลย! ข้าอยากไปดูที่ตลาดพอดี! จริงสิ นอกจากวันยกเลิกคำสั่งห้ามสองวันแล้ว ปกติเราออกไปไม่ได้หรือ?” ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ลวี่เหลียงก็อยากถามให้กระจ่าง ถึงอย่างไรมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาต้องกลับแดนเสมือนเทพหลังจากนี้อีกสิบปี

        “กฎของตำหนักเซียนระบุว่า วันยกเลิกคำสั่งห้ามกำหนดเฉพาะศิษย์ต่ำกว่าขั้นยาทองคำเท่านั้น ขอเพียงมีตบะถึงขั้นยาทองคำ อยากออกไปวันไหนก็ได้ ไม่จำกัดเวลา แต่ต้องอยู่ภายในแคว้นเทียนสุ่ย ถ้าหากออกนอกเขตแดนนี้ จะจำกัดเวลาหนึ่งปี ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าท่านไปที่ไหน ภายในหนึ่งปีต้องกลับตำหนักเซียนรายงานตัวหนึ่งครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่ได้กลับมาตามเวลาที่กำหนด นอกจากออกไปทำภารกิจของสำนักแล้ว ผู้ฝ่าฝืนจะถูกขับออกจากตำหนักเซียนทันที” จางหรานอยู่มาสามปี คุ้นเคยกับกฎเกณฑ์เป็นอย่างดี “ใช่แล้ว ถ้าบรรลุถึงขั้นผันแปรก็จะไม่มีข้อจำกัดนี้ ถึงเวลาตำหนักเซียนจะมีป้ายชีวิตของท่าน ดังนั้นแค่ดูป้ายชีวิตก็พอแล้ว”

        “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ขอบใจน้องชายที่ให้คำแนะนำ! หลังจากนี้สามวัน พวกเราออกไปด้วยกันดีไหม?” ลวี่เหลียงมีแผนในใจ ภายในสิบปีต้องอยู่ขั้นยาทองคำให้ได้ จากนั้นก็จะอยู่ในแดนเสมือนเทพได้หนึ่งปีไม่มีปัญหา

        เดิมทีจางหรานมาเพื่อนัดลวี่เหลียงออกไปด้วยกัน จึงตอบตกลงทันที ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง จางหรานก็ขอตัวกลับ จากนั้น ลวี่เหลียงได้มุ่งหน้าไปยังสวนสมุนไพรโดยเฉพาะ

        ครั้งก่อนพาเสือยักษ์ไปร่วมดื่มกินด้วย ลวี่เหลียงรู้สึกเกรงใจอย่างยิ่ง อาหารที่ผู้เฒ่าเตรียมไว้ใช้สำหรับหนึ่งเดือน หมดเกลี้ยงในมื้อเดียว…

        เมื่อมาถึงสวนสมุนไพร ผู้เฒ่าสมุนไพรกำลังนอนบนเก้าอี้โยกที่ทำเองกับมือ ดูเหมือนจะรับรู้ถึงการมาของลวี่เหลียง เขาขยับเปลือกตาขึ้น พลางส่งยิ้มให้ลวี่เหลียง

        “ท่านผู้เฒ่า วันยกเลิกคำสั่งห้ามที่จะถึงหลังจากนี้อีกสามวัน ข้ากับจางหรานไปด้วยกัน ท่านอยากไปด้วยไหม?” ลวี่เหลียงพูดพลางหยิบหินธาตุคุณภาพต่ำสิบก้อนออกมาวางลงบนโต๊ะ

        ผู้เฒ่าสมุนไพรจ้องมองแต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพียงแค่ส่ายหน้ากล่าวว่า “ช่างเถอะ อายุมากแล้ว ขี้เกียจขยับตัว เจ้าสองคนไปเถอะ”

        “จริงสิ ท่านผู้เฒ่า มีคำถามหนึ่งที่ข้าอยากถามมานาน ข้าอยู่ที่นี่ใกล้สามเดือนแล้ว เหตุใดถึงไม่มีใครมาเก็บสมุนไพรหรือหลอมยาเลยล่ะ?” ลวี่เหลียมถามข้อสงสัยที่อัดอั้นอยู่เต็มท้องออกมา

        “อ้อ ยังไม่ถึงเวลา กฎของตำหนักเซียนระบุว่า หลังจากผ่านวันยกเลิกคำสั่งห้ามภายในสิบวัน จึงจะมาที่หลังเขาเพื่อเก็บสมุนไพรหรือหลอมยาเม็ดได้ คาดว่าถึงตอนนั้นเจ้าต้องอ่านจดหมายจนตาลายเป็นแน่! ก่อนหน้านี้ยังไม่ถึงคราวของเจ้า ทุกคนต่างรุดมาหาข้า ครั้งนี้เจ้าต้องลองดูเองบ้าง” ผู้เฒ่าสมุนไพรแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ทำเอาลวี่เหลียงขนลุกซู่

        หลังจากกล่าวอำลาผู้เฒ่าสมุนไพร เพิ่งย่ำเท้าเข้าประตูเรือนพัก ก็เห็นจางหรานพูดคุยกับคนสามคนอย่างสนุกสนาน ทั้งยังระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นเป็นครั้งคราว สามคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าใครอื่น เป็นสหายทั้งสามจากแคว้นซื่อสุ่ยนั่นเอง ลวี่เหลียงกล่าวทักทายแล้วเดินเข้าไปร่วมวงด้วย

        ทั้งสามคนมาที่นี่ ต่างมีเป้าหมายเหมือนกับจางหราน นั่นคือการออกเดินทางในวันยกเลิกคำสั่งห้าม เพียงแต่ ไม่ใช่ว่าทั้งสามคนจะสะดวกออกไปได้พร้อมกัน

        “น้องชาย ข้าซึ่งเป็นพี่ชายทุกข์ใจนัก! ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ข้าจะถูกอาจารย์ฝูหยวนลากไปหลอมยันต์แล้ว คราวนี้ใช้เวลาครึ่งเดือน! อาจารย์บอกว่าหลังจากนี้ครึ่งเดือนข้าจะได้ออกไปสองวัน ครั้งนี้ข้าคงร่วมทางไปกับเจ้าไม่ได้แล้ว!” อวี้จวิ้นมาถึงก็ดึงแขนลวี่เหลียง พลางระบายความอัดอั้นออกมา

        “เอ่อ ที่จริง คือว่า สถานการณ์ของข้าไม่ต่างจากพี่อวี้นัก หลักจากนี้สองวันอาจารย์เทียนฟางจะพาข้าไปฝึกวิชา ‘อัสนีสวรรค์’ เบื้องต้น แล้วค่อยชดเชยให้ข้าทีหลังสองวัน ดังนั้น คราวนี้ ขะ…ข้าก็ไปไม่ได้เช่นกัน” ฉีหลิงเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่กล่าวอึกอักลำบากใจ

        ลวี่ซินอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ กลับมีท่าทางอึดอัดใจเล็กน้อย ก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จา

        “เช่นนั้น พวกเจ้า…มาหาข้าทำไมกัน…” ลวี่เหลียงลูบศีรษะด้วยความฉงนสงสัย แต่ละคนต่างออกไปไม่ได้ ไฉนถึงยังคิดจะชวนข้าร่วมทางไปด้วย?

        อวี้จวิ้นมองดูลวี่ซินอวิ๋นที่ก้มหน้าไม่เอ่ยวาจาก่อน จากนั้นก็ลากลวี่เหลียงเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียงต่ำว่า “น้องชาย พี่บอกตามตรง ที่พวกเรามาก็เพื่อให้เจ้าพาน้องซินอวิ๋นร่วมทางไปด้วย หลังจากผ่านวันยกเลิกคำสั่งห้าม อีกไม่นานนางก็จะไปสำนักเสวียนหนี่ว์แล้ว ที่สำคัญยังมีอีกเรื่อง ครั้งนี้มีศิษย์พี่ขั้นยาทองคำที่มีกายพิเศษคนหนึ่งในตำหนักอยากเชิญนางไปด้วยกัน แต่ซินอวิ๋นไม่สนิทกับเขา ข้าจึงมีความคิดว่านัดพวกเจ้าให้ออกเดินทางพร้อมกัน ถึงเวลานางก็จะปฏิเสธศิษย์พี่คนนั้นได้”

        ลวี่เหลียงกระจ่างชัดในทันที ยืดอกกล่าวโดยไม่ลังเลว่า “เดิมทีข้าก็อยากเชิญพวกเจ้าทั้งสามคนไปด้วยกัน ในเมื่อเจ้าสองคนไปไม่ได้ เช่นนั้นข้าขอเชิญศิษย์น้องซินอวิ๋นร่วมทางไปด้วย บวกกับจางหราน พวกเราสามคนรวมกันเป็นหนึ่งกลุ่ม!”

        ลวี่ซินอวิ๋นที่ก้มหน้าก้มตามาตลอด พอได้ยินก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มขอบคุณให้ลวี่เหลียง จางหรานที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าไม่หยุด บ่งบอกว่าเห็นด้วยไม่มีปัญหา

        ความคิดของลวี่เหลียงนั้นเรียบง่าย ถึงอย่างไรก็เป็นน้องสาวของตนนี่นา! อีกทั้ง นางใกล้จะไปสำนักเสวียนหนี่ว์แล้ว ถึงแม้จะอยู่แคว้นเดียวกัน แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อไรจะได้เจอกันอีก? แล้วก็การเชื้อเชิญของศิษย์พี่ขั้นยาทองคำอะไรนั่นอีก ทำเอาลวี่เหลียงที่อยากปกป้องน้องสาวรู้สึกไม่สบายใจนัก คิดจะอาศัยตบะที่สูงกว่า บีบบังคับน้องสาวข้าหรือ? ฮึ! ไม่มีทาง!

        ขณะเดียวกันพอนึกถึงสำนักเสวียนหนี่ว์ ใบหน้างดงามของซั่งกวนอิ่งก็ผุดขึ้นในสมองของลวี่เหลียงอย่างไม่รู้ตัว หลังจากอำลากันในตอนนั้นก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว หลับตาลงคราใดก็เห็นฉาก ‘เซียนร่ายรำกลางนภา’ ในโถงศิลาที่สนามฝึกฝนนั้น

        “ไม่รู้ว่านางจะสบายดีไหม?” สติของลวี่เหลียงเริ่มล่องลอยไปไกล…

        ……………………

        ในเวลาเดียวกันนี้เอง ภายในสำนักเสวียนหนี่ว์ บนอาคารสีทองใหญ่โตโอ่อ่างดงามตระการตาแห่งหนึ่ง ซั่งกวนอิ่งที่อยู่ขั้นยาทองคำช่วงกลางแล้ว กำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับเซียนเสวียนหนี่ว์

        “อาจารย์ หลังจากนี้สามวัน ข้าอยากไปหอเทียนสุ่ยสักครั้ง เพื่อดูว่าหยกวารีนิลที่ข้าสั่งซื้อมาถึงหรือยัง” ซั่งกวนอิ่งจ้องมองเซียนเสวียนหนี่ว์ พลางกล่าวด้วยความระมัดระวัง

        “เอ๋? ไม่มีปัญหา ไปเถอะ ว่าแต่ เหตุใดต้องเป็นหลังจากนี้สามวัน ไปวันนี้ก็ได้นี่นา” เซียนเสวียนหนี่ว์มองพลางยิ้มเบิกบานใจ

        “สะ…สองวันนี้ ขะ…ข้าอยากฝึกขั้นยาทองคำช่วงกลางให้มั่นคงก่อน ถือโอกาสตีเหล็กตอนยังร้อน!” คราวนี้ซั่งกวนอิ่งก้มหน้าลงต่ำ ใบหน้าค่อยๆ แดงระเรื่อช้าๆ

        “เอาล่ะ เอาล่ะ เช่นนั้นเจ้ารีบไปฝึกเถอะ หลังจากนี้สามวันค่อยไปหอเทียนสุ่ยก็ยังไม่สาย ข้าอนุญาต” เซียนเสวียนหนี่ว์จับจ้องซั่งกวนอิ่งที่หน้าแดงระเรื่อ พลางกล่าวด้วยท่าทีคล้ายแย้มยิ้มแต่ก็คล้ายไม่แย้มยิ้ม

        “ขะ…ขอบคุณอาจารย์! ชะ…เช่นนั้น ข้าขอตัวไปฝึกก่อน!” ซั่งกวนอิ่งรีบหมุนกายอย่างร้อนรน วิ่งลงชั้นล่างอย่างรวดเร็ว

        “อ๊ะ ข้าจำได้ว่าหลังจากนี้สามวันเป็นวันยกเลิกคำสั่งห้ามที่สามเดือนจะมีหนึ่งครั้งของตำหนักเซียนยันต์กระบี่นี่นา…” เสียงพึมพำของเซียนเสวียนหนี่ว์ดังแว่วมาจากด้านหลัง ร่างของซั่งกวนอิ่งสะดุดหยุดลงครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบวิ่งลงไปราวกับหนีอะไรบางอย่าง

        เซียนเสวียนหนี่ว์มองดูเงาร่างที่ลุกลี้ลุกลนของซั่งกวนอิ่งจนเผลอยิ้มออกมา พลางส่ายหน้ากล่าวว่า “ศิษย์รักที่น่าสงสารของข้า ช่างซื่อเหลือเกิน แม้แต่คำโกหกยังพูดไม่คล่อง แบบนี้คงเสียเปรียบเจ้าหนูนั่น ต้องถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวเป็นแน่! เฮ้อ!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)