0 Views

        กว่าสองเดือนมานี้ พลังภายในของลวี่เหลียงถึงขั้นหลอมปราณแล้ว แต่ยังนับว่าเพิ่งเริ่มต้นอย่างไม่มั่นคง วิชากระบี่ก็แค่ผิวเผินของกระบวนท่าหนึ่งอักษรเท่านั้น

        ลวี่เหลียงก้าวเท้าเดินออกจากบ้าน ตรงดิ่งไปยังหน้าต้นไม้ใหญ่ ประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ผู้เยาว์บังอาจรบกวนผู้อาวุโสแดนเสมือนเทพอีกครั้ง การฝึกฝนพบปัญหาบางประการ ขอผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ”

        พอสิ้นเสียง หญิงสาวคนหนึ่งก็ลอยลงมาจากต้นไม้ เป็นเซียนชิงฉือนั่นเอง ผู้อาวุโสแห่งจิตของวิเศษทั้งสาม ลวี่เหลียงชอบอยู่ใกล้เซียนท่านนี้ที่สุด ทุกครั้งที่พูดคุยกับท่านเซียน ลวี่เหลียงมีความรู้สึกที่ต่างออกไป เหมือนกับเด็กคนหนึ่งต้องการพูดความในใจกับแม่ ความคิดถึงที่มีต่อแม่ซึ่งพยายามสะกดกลั้น มักเผลอแสดงออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เซียนชิงฉือคล้ายกับมองหัวใจของลวี่เหลียงออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงปฏิบัติกับเขาอย่างดีเหมือนน้องชายก็มิปาน

        “พี่สาวอาวุโส!” ทุกครั้งที่ลวี่เหลียงพบเซียนชิงฉือ จะทักทายพร้อมคลี่ยิ้มใสซื่อ

        “การฝึกในช่วงต้นของเจ้ามั่นคงแล้ว ค่อนข้างเร็วทีเดียวไม่ใช่หรือ? วันนี้มาที่นี่ มีปัญหาอะไรใช่ไหม?” ในดวงตานางฉายแววอ่อนโยนระคนชื่นชม “ตอนนี้ผู้เฒ่ากับเฟยหลิงกำลังบำเพ็ญเพียร ส่วนจิตแดนเสมือนเทพก็ไปทางทิศใต้แล้ว มีปัญหาอะไร พี่สาวจะให้คำตอบเจ้าเอง”

        “อืม ขอบคุณพี่สาวอาวุโส ตอนนี้การหลอมปราณช่วงต้นของข้ามั่นคง แต่เมื่อฝึกต่อมักจะรู้สึกว่ามีปัญหาที่แก้ไม่ตก หวังว่าพี่สาวจะช่วยชี้แนะได้”

        “ฮิๆ ผู้ฝึกเซียนเผชิญปัญหาเป็นเรื่องปกติ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือกินยาทลายอุปสรรคหรือทำความเข้าใจจากการต่อสู้ เจ้าไม่มียาเม็ด เช่นนั้นลองไปหอฝึกฝนทางตะวันออกดู” เซียนชิงฉือมองลวี่เหลียงอย่างอ่อนโยน พลางกำชับว่า “ความจริงการต่อสู้เป็นตาย เป็นการทำความเข้าใจการทะลวงที่ได้ผลดีที่สุด แต่เจ้าในตอนนี้ยังไม่จำเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องปรับความรู้สึกให้สอดคล้องกับการต่อสู้ฝึกฝนก่อน”

        “อืม ข้าก็อยากไปทางทิศตะวันออกดู พี่สาวอาวุโสพอจะเปิดเผยลักษณะพื้นฐานของหุ่นเชิดบูรพาให้ข้าได้หรือไม่?” ลวี่เหลียงรู้สึกว่าหากรู้เขารู้เราจึงจะควบคุมสถานการณ์ได้

        เมื่ออำลาเซียนชิงฉือแล้ว ลวี่เหลียงก็เดินทางรุดหน้าไปยังหอฝึกฝนทางทิศตะวันออกทันที “นี่เป็นครั้งแรก! เป็นครั้งแรกที่ข้าต่อสู้ในฐานะผู้ฝึกเซียน! ถึงอย่างไรข้าต้องประมือกับหุ่นเชิดตัวแรกได้สักสองสามกระบวนท่าแน่!” ลวี่เหลียงกำหมัดแน่นยืนอยู่หน้าหอฝึกฝนตะวันออก หลังจากสัมผัสกับถาดกลมบนประตูหอ ก็เข้าสู่ชั้นที่หนึ่งของหอฝึกฝนที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีขาว

        ห้องโถงใหญ่กว้างขวาง ทั้งยังโล่งโปร่ง สิ่งเดียวที่สะท้อนให้เห็นในดวงตาคือ หมาป่าตัวหนึ่งกำลังนอนหลับกลางห้องโถง หลังจากที่ลวี่เหลียงเข้ามา มันไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตาสักนิด!

        “ผู้อาวุโสท่านนี้ ผู้เยาว์นามลวี่เหลียง มาที่นี่เพื่อฝึกฝน ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมีนามว่าอะไร นอกจากนี้จะเริ่มฝึกอย่างไร?” ลวี่เหลียงรู้ดีว่า เมื่ออยู่ที่นี่ความสามารถของเขาย่อมแปรผกผันไปจากเดิม กิริยาจึงนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง

        “หึๆ ที่แท้เจ้าคือผู้มีวาสนาคนที่สามที่ได้เข้ามาคนนั้น! ขั้นหลอมปราณช่วงต้น พลังภายในขั้นแรกยังไม่สมบูรณ์ เดาว่าวิชากระบี่ก็แค่ผิวเผิน” หุ่นเชิดหมาป่ายังคงนอนหมอบบนพื้น “ข้าคือหมาป่าศึกที่นายท่านสร้างขึ้นเพื่อเฝ้าปกป้องหอฝึกฝนชั้นแรก ต้องเอาชนะข้าจึงก้าวสู่ชั้นต่อไปได้ แต่ว่าเจ้าลองโจมตีข้าดู ถ้าทำให้ข้าเคลื่อนไหวได้ ถือว่าเจ้าผ่าน”

        ลวี่เหลียงตะลึงงัน ผ่านไปครู่ใหญ่ยังไม่ได้สติกลับมา ฟังไม่ผิดใช่ไหม? แค่นี้ก็ผ่านได้? แต่ลวี่เหลียงไม่ประมาท จิตใจที่ร้อนรนอยากกลับบ้านบีบให้เขาไม่มีทางเลือกมากนัก

        กระบี่ออกจากฝัก ลวี่เหลียงโคจรพลังภายใน ขณะเดียวกันก็ใช้กระบวนท่าหนึ่งอักษรเต็มกำลัง ฟาดฟันใส่หมาป่าศึกโดยตรง

        “พลังนับว่าไม่เลว น่าเสียดายที่ศักยภาพยังห่างไกลนัก” หมาป่าศึกส่ายหน้า หลับตาลงอีกครา

        “เคร้ง!” เสียงดังกึกก้อง เห็นเพียงหมาป่าศึกที่นิ่งเงียบไม่เคลื่อนไหว แต่กระบี่ในมือลวี่เหลียงกระเด็นไปไกล ส่วนเขาก็ตีลังกาสามตลบ ก้นกระแทกพื้นด้วยสีหน้าตื่นตะลึงสุดขีด

        “อ่อนแอไม่เอาไหน กลับไปฝึกอีกสิบปีค่อยมาใหม่เถอะ” หมาป่าศึกกล่าวจบก็งีบหลับต่อ

        ลวี่เหลียงงุนงง ความมั่นใจอันน้อยนิดในใจพลันอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น “นะ นี่คือความสามารถของข้า? ทำไม…ทำไมถึงเป็นแบบนี้! ต้องฝึกอีกสิบปี? ชั้นแรกก็แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หรือข้าอ่อนแอเกินไป? ใช่แล้ว ข้า…ถึงอย่างไรข้าก็แค่เด็กอายุสิบสอง…” ราวกับว่าฟางเส้นสุดท้ายที่คอยค้ำจุนความเชื่อมั่นถูกดึงออกไป หัวใจของลวี่เหลียงพลันแตกสลายในพริบตา

        น้ำตา! นับตั้งแต่ถูกท่านพ่อตีตอนเจ็ดขวบก็สาบานว่าจะไม่ร้องไห้อีก ทว่าหยาดน้ำตาพลันพรั่งพรูออกมาโดยไม่อาจควบคุมได้ราวกับน้ำตกก็มิปาน

        ลวี่เหลียงไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาถึงที่พักได้อย่างไร เขานอนแผ่อยู่บนเตียง เป็นครั้งแรกที่อยากข่มตานอน ตั้งแต่เข้าสู่แดนเสมือนเทพ เพื่อจะได้กลับบ้านเจอท่านพ่อในเร็ววัน ลวี่เหลียงนอกจากฝึกฝนก็คือฝึกฝน เวลาเดียวที่ไม่ฝึกก็คือตอนไปขอคำชี้แนะจากผู้อาวุโส เขาไม่หลับไม่นอนมาตลอด เพื่อจะได้ฝึกสำเร็จเร็วขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายถึงเพียงนี้!

        เวลานี้ ความหวังที่จะได้กลับบ้านกลายเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ ลวี่เหลียงรู้สึกราวกับว่าเบื้องหน้ามีขุนเขาสูงที่ไม่อาจข้ามไปได้ขวางกั้นเขาอยู่ ไม่ว่าจะปีนป่ายอย่างไรก็ไม่มีทางข้ามผ่านไปได้ เป็นครั้งแรกที่ลวี่เหลียงนอนหลับใหลในแดนเสมือนเทพ หยาดน้ำตาใสสองสายไหลลงจากหางตาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว “ท่านพ่อ ข้าควรทำอย่างไรดี…”

        ยามนี้ข้างต้นไม้ใหญ่ที่อยู่นอกที่พัก มีเงาร่างสี่คนยืนอยู่ เสียงหญิงสาวที่อ่อนโยนเอ่ยกระซิบด้วยความสลดใจว่า “ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่เด็ก และเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา! สองคนก่อนหน้านี้ ตอนเข้ามามีใครบ้างที่ไม่ใช่ขั้นยาทองคำขึ้นไป”

        อีกหนึ่งเสียงที่แก่ชรากล่าวพลางถอนหายใจ “เฮ้อ เด็กน้อยที่น่าสงสาร เพราะข้ารู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ จึงจงใจหลบหน้าไป”

        “ขะ…ข้าให้เขายืมร่างเดิมข้าไปใช้ก่อนได้ไหม เขาใช้เศษโลหะเล่มนั้น จะโค่นหมาป่าน้อยที่มีระดับใกล้เคียงกับขั้นสร้างฐานได้อย่างไรกัน!” เงาร่างที่เล็กที่สุดบ่นพึมพำอย่างไม่ยอมแพ้

        “อย่าได้คิดเช่นนั้น! ข้าก็สงสารเขา แต่นี่เป็นกฎที่นายท่านตั้งขึ้น พวกเราไม่อาจเตือนสติผู้ฝึกฝนได้! ถึงข้าจะไม่ได้บอกว่าการเข้าหอฝึกฝนอย่างน้อยต้องอยู่ในขั้นหลอมปราณช่วงปลาย แต่ถ้าเขาเลิกล้มแบบนี้ ก็ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้สืบทอดวิชาของนายท่าน!” เงาร่างสูงสุดเอ่ยอย่างจนใจ สายตาพลันเบนไปทางทิศใต้ “มีเพียงผู้อาวุโสทางนั้น ที่ไม่อยู่ในการควบคุมของนายท่าน แต่ถ้าต้องการให้นางยอมรับ หึๆ คาดว่ายากเสียยิ่งกว่าเป็นเซียนนภา!”

        …

        ลวี่เหลียงอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง นอนหลับสนิทพร้อมทั้งคราบน้ำตาบนใบหน้า

        “เลิกล้มไปแบบนี้หรือ? เจ้าไม่อยากกลับบ้านไปเจอบิดาแล้วหรือ? ยังมีข่าวคราวของมารดาอีก หรือว่าจะยอมทิ้งไปแบบนี้?” สุ้มเสียงหนึ่งที่ให้ความรู้สึกทั้งแปลกหน้าทั้งคุ้นเคย ดังก้องในสมองของลวี่เหลียงอย่างฉับพลัน

        ลวี่เหลียงตกใจ พยายามลืมตาสุดชีวิต แต่เปลือกตาราวกับหนักพันชั่ง ทำอย่างไรก็ลืมตาขึ้นไม่ได้

        “อย่าเสียแรงลืมตาเลย มีฝีมือแค่นั้น มิสู้สงบใจลง แล้วรับรู้ถึงการมีอยู่ของข้า” เสียงดังกล่าวเอ่ยต่อไปว่า “ข้าช่วยเจ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้”

        ลวี่เหลียงสงบใจลง เสียงนี้ราวกับมีพลังมหัศจรรย์บางอย่าง พริบตาเดียวก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น ที่สำคัญที่สุดคือ ดูเหมือนก้นบึ้งหัวใจเขากำลังปรารถนาอะไรบางอย่าง ดุจเมล็ดพันธุ์เม็ดหนึ่ง รอคอยน้ำหยดนั้นที่จะทำให้เขาได้งอกเงยขึ้นมา

        เขานึกออกแล้ว เสียงนี้คล้ายกับเสียงของตัวเองเสียจริง หรือไม่แตกต่างกันเลยก็ว่าได้ แม้แต่น้ำเสียงสูงต่ำและจังหวะก็ยังเหมือนกัน!

        “ดูท่าเจ้าจะยอมสงบลงเพื่อฟังข้าพูดแล้ว เรื่องมันยาว ข้าจะสรุปสั้นๆ ว่า พลังของผนึกแข็งแกร่งเกินไป ปราณมารที่ข้าสะสมมาห้าร้อยปี ฉวยโอกาสเมื่อครู่ที่หัวใจเจ้าใกล้แตกสลายสร้างดวงจิตนี้ขึ้นมา หากเจ้าอยากรู้เรื่องราวที่เจ้ากังวลใจเหล่านั้น เมื่อยามรัตติกาลมาถึงให้มุ่งไปทางทิศใต้ ข้ารู้สึกได้ว่า คนที่ช่วยเหลือเจ้าได้อยู่ที่นั่น!” ทันใดนั้น สุ้มเสียงดังกล่าวพลันหัวเราะลั่น ราวกับยกภูเขาออกจากอก “ดวงจิตนี้กำลังจะสลายไป ข้าคงต้องหลับใหลลงอีกครา ขณะที่สลายหายไป ข้าจะมอบของบางอย่างที่เจ้าสมควรมี พยายามเข้า อย่าเลิกล้มง่ายๆ เจ้ายังไม่เข้าใจตัวเองดี!”

        ลวี่เหลียงลืมตาขึ้นในทันที “ความฝันหรือ? ไม่ถูกต้อง ความรู้สึกแบบนี้…”

        ลวี่เหลียงรู้สึกได้ว่า ทะเลแห่งปราณของตนดูเหมือนแตกต่างจากเดิม เขารีบรวบรวมสติตรวจดูทะเลแห่งปราณ พบว่าภายนอกของมุกเบญจธาตุซึ่งเดิมทีหลากสีสัน มีปราณสีดำคล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่สายหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน อุปสรรคที่ติดขัดอยู่ในขั้นหลอมปราณช่วงกลาง จู่ๆ ก็มีเค้าลางว่าจะทะลวงได้ ลมปราณที่มั่นคงในร่างกายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง

        “นี่คือ…ไม่ได้ ต้องทะลวงผ่านขั้นหลอมปราณช่วงกลาง! ไม่เช่นนั้นร่างกายก็จะระเบิด!” เหงื่อเย็นเยียบของลวี่เหลียงไหลซึมออกมา เขารีบร้อนนั่งขัดสมาธิ เริ่มโคจรพลังภายในทันที

        ขณะเดียวกัน ไม่รู้ว่าเจตจำนงกระบี่สายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองตั้งแต่เมื่อไร ลวี่เหลียงตระหนักในทันที “หนึ่งอักขระหนึ่งอักษร กระบี่เพียงหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวคือกระบี่ ใจ กระบี่ สติรวมเป็นหนึ่ง! ที่แท้ก่อนหน้านี้ข้าเพียงเพราะฝึกกระบี่ จึงตวัดกระบี่ มิได้ใช้หัวใจชักนำ ใช้สติคิดอ่าน กระบี่เคลื่อนไหวตามจิต จึงจะเป็นแก่นแท้ของวิถีกระบี่! ที่แท้เป็นเช่นนี้!”

        ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจู่โจมทั่วทั้งร่างกาย มือทั้งสองข้างของลวี่เหลียงยกขึ้นเอง ขณะเดียวกันก็ปรากฏปราณกระบี่หยินเย็นสองสาย ผสานรวมกันเป็นแสงกระบี่สายหนึ่งเหนือศีรษะ ลวี่เหลียงถือโอกาสฟาดฟันไปเบื้องหน้า “ฉับ ฉับ” เสียงดั่งสนั่นสองครา พริบตาเดียวบ้านที่อาศัยอยู่หลังนี้ก็ปริแยกออกจากกัน

        “นี่คือ! เจตจำนงกระบี่! เป็นเด็กคนนั้นหรือ? ทั้งๆ ที่หัวใจใกล้จะแตกสลายแล้ว เหตุใดยังทะลวงได้!” จิตแดนเสมือนเทพตกตะลึง แววตาเป็นประกายทันที “ผู้มีวาสนาสองคนก่อนหน้านี้ ล้วนไม่เคยเข้าใจเจตจำนงกระบี่ได้ในกระบวนท่าแรก! โดยทั่วไปเข้าใจในปราณกระบี่ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว!”

        “หึๆ ข้ารู้สึกว่าน้องชายข้าคนนี้ไม่ธรรมดา! เมื่อครู่ข้ายังขบคิดว่าพรุ่งนี้จะชี้แนะสั่งสอนเขาอย่างไร ดูท่าคงไม่จำเป็นอีกแล้ว” ดวงตาคู่งามของเซียนชิงฉือฉายแววระยิบระยับ

        “สำเร็จกระบวนท่าหนึ่งอักษรได้เร็วเช่นนี้! ดูสิ เขากำลังทะลวงอย่างต่อเนื่อง ปราณดั้งเดิมฟ้าดินแถบนี้กำลังไหลทะลักเข้าสู่ขอบเขตการดูดซับของเขาไม่หยุด! ไม่สิ นี่เป็นรูปแบบหลอมปราณช่วงต้นทะลวงเข้าสู่ช่วงกลางงั้นหรือ? ถึงแม้ทะลวงถึงขั้นสร้างฐาน ลมปราณก็ไม่น่ามีพลังถึงเพียงนี้?” สีหน้าเฟยหลิงเปี่ยมด้วยความปีติยินดี

        “แต่พวกเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง! ความรู้สึกที่เด็กคนนี้ดูดซับลมปราณแตกต่างออกไป เหตุใดถึงมีปราณมารสายหนึ่งพัวพันอยู่?” ผู้เฒ่าเทียนฉงจื่อขมวดคิ้วบ่นพึมพำ

        ลวี่เหลียงในยามนี้ รู้สึกได้ว่าปราณดั้งเดิมฟ้าดินไหลเข้าร่างกายไม่หยุด ไม่รู้ว่าอุปสรรคที่ติดขัดอยู่ในขั้นหลอมปราณช่วงกลางได้ทะลวงผ่านจนหมดสิ้นไปตั้งแต่เมื่อไร แต่ลวี่เหลียงกลับหยุดไม่ได้ เขารู้ดีว่าถ้าหยุดตอนนี้ ลมปราณที่โหมซัดสาดนี้ต้องทำให้ตัวเขาระเบิดอย่างแน่นอน!

        สิ่งเดียวที่ลวี่เหลียงทำได้คือหลอมลมปราณที่ทะลักเข้าไปในร่างกายไม่หยุดนี้เป็นลมปราณของตัวเอง และเขายังพบว่า ตอนนี้ข้างๆ มุกเบญจธาตุในทะเลแห่งปราณ ปรากฏผลึกสีดำก้อนหนึ่ง ซึ่งมีปราณสีดำเป็นริ้วๆ พันโดยรอบ ปราณสีดำนี้ทำให้ลวี่เหลียงรู้สึกตื่นเต้นและสดชื่น “ข้าฝ่าอุปสรรคได้เพราะปราณสีดำสายนี้ เป็นของที่ดวงจิตเมื่อครู่นี้มอบให้ข้าหรือเปล่า?”

        หนึ่งชั่วยามต่อมา ลมปราณรอบกายลวี่เหลียงก็อ่อนลงช้าๆ จากนั้นก็ค่อยๆ สลายไป ทุกอย่างบนโลกกลับคืนสู่ปกติอีกครั้ง

        “หลอมปราณช่วงปลาย?!” ลวี่เหลียงตรวจสอบพลันตื่นตระหนกในทันที เหตุใดจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงสองขั้น! เขาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ยังคงพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย

        ก่อนอื่นคือทะเลแห่งปราณมีพลังมากขึ้น จำได้ว่าขั้นหลอมปราณช่วงต้น ทะเลแห่งปราณค่อนข้างเบาบาง ยามนี้เทียบกับตอนนั้นมีพลังมากขึ้นไม่รู้กี่เท่า

        แล้วยังมีผลึกสีดำเล็กๆ เม็ดนั้น ลมปราณที่กระจายออกมาจากข้างใน ทำให้ลวี่เหลียงมีความรู้สึกใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน

        สุดท้ายคือจิตวิญญาณ ลวี่เหลียงรู้สึกว่าจิตของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อก่อนเขาก้าวออกจากบ้าน ก็เห็นแค่ต้นไม้ใหญ่ ตอนนี้ไม่นึกว่าจะมองเห็นเงาร่างทั้งสี่ที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ รวมถึงสีหน้าตื่นตะลึงของพวกเขาได้อย่างชัดเจน!

        แน่นอนว่ายังมีอีกเรื่องที่ลวี่เหลียงสนใจคือ จู่ๆ ในห้วงสมองของเขาพลันปรากฏลูกกลมๆ สีทองลูกหนึ่งหมุนวนช้าๆ ภายนอกลูกกลมๆ มีลวดลายสำริดโบราณ ด้านบนมีอักษร ‘ผนึก’ อยู่เลือนราง

        “ลูกกลมๆ นี้เข้าสู่ห้วงสมองของข้าตั้งแต่เมื่อไรกัน? ไม่ถูกต้อง ตอนนั้นข้าจำได้ว่าผู้อาวุโสปราชญ์ฟ้ามอบมุกเบญจธาตุหนึ่งเม็ดกับ ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ หนึ่งเล่มให้ข้าเท่านั้น!” ลวี่เหลียงไม่แน่ใจในที่มาของลูกกลมๆ นี้ “ต้องปรากฏขึ้นหลังจากที่ข้าทะลวงเป็นแน่! ใช่แล้ว เสียงนั่น…”

        ลวี่เหลียงไม่ลืมสุ้มเสียงที่พูดคุยกับเขา! ท่านแม่! ชื่อที่เขาเรียกหาในยามฝันนับครั้งไม่ถ้วน การรอคอยที่ทำให้เขาปรารถนาท่องแดนเซียนนับครั้งไม่ถ้วน ความหวังที่ทำให้เขาต้องร้องไห้ไร้เสียงสะอื้นนับครั้งไม่ถ้วน! เขาปล่อยวางไม่ได้ ปล่อยไม่ได้จริงๆ! การกลับบ้านไปพบท่านพ่อนั้นสำคัญ แล้วข่าวคราวของท่านแม่ล่ะ? ดูเหมือนจะสำคัญยิ่งกว่า!

        เวลานี้ ความหวังและความคิดถึงของลวี่เหลียงที่มีต่อมารดาถึงจุดสูงสุด ใช่แล้ว ข้าไม่อยากรออีกต่อไป! ข้าอยากรู้ความจริง ข้าต้องการท่านแม่ของข้า!

        ทันใดนั้น ลวี่เหลียงก็ไม่อาจควบคุมความต้องการที่จะตวัดกระบี่ได้ เจตจำนงกระบี่ประหลาดภายในใจพรั่งพรูออกมา ราวกับฟาดฟันหมอกมืดสลัวออกไป เพื่อให้เขาได้พบกับมารดาที่เฝ้าคิดถึง!

        เขาขยับตัว ไม่มีทั้งเสียงและลมปราณ เจตจำนงกระบี่หนาวสะท้านแผ่ปกคลุมรอบกายของเขา ไม่นานนัก เหนือศีรษะของเขาพลันปรากฏเงากระบี่ยักษ์ลวงตาเล่มหนึ่ง ความรู้สึกผันผวนกว่าสิบปีไหลทะลักเข้าจิตใจ คำถามประหลาดข้อหนึ่งปรากฏอยู่ในสมอง “ข้า เป็นใครกันแน่?”

        …

        สุดทางทิศใต้ของแดนเสมือนเทพ ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ หากมีใครมาที่นี่ก็จะเห็นเพียงสุสานขนาดยักษ์ หลังจากนั้นชั่วขณะ นอกสุสานปรากฏชายชุดดำคนหนึ่ง คนผู้นี้ผมเผ้าสีดำยุ่งเหยิง แววตาลึกล้ำราวกับทะลุผ่านมิติ สีหน้าไม่มีชีวิตชีวาทั้งยังไม่ไยดี ข้างกายเขามีแมวน้อยสีดำตัวหนึ่งล่องลอยอยู่ มันกำลังสัปหงกด้วยความขี้เกียจ

        ขณะที่ลวี่เหลียงแผ่เจตจำนงกระบี่อันแข็งแกร่งออกมา ชายชุดดำกับแมวดำพลันตื่นตะลึง ต่างฝ่ายต่างสบตากัน แล้วหายวับไปจากที่เดิมในทันที เวลาต่อมา เขาทั้งสองก็ปรากฏตัวอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่

        “ผู้อาวุโสทั้งสอง!” เงาร่างทั้งสี่ใต้ต้นไม้ต่างโค้งกายคารวะพร้อมกัน ชายชุดดำโบกมือ แววตาทอประกายเจิดจ้า จับจ้องลวี่เหลียงที่กำลังทะลวงอยู่ไม่ไกล

        “ที่แท้เป็นเจ้าหนูมนุษย์ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่วันคนนั้น! ไม่นึกว่าจะมีลมปราณของตระกูลเสวียนหลี! แม้จะเบาบางมากก็ตาม! เอ๋? ความรู้สึกนี้…ฮ่าๆๆ! เป็นเขา!” ดูเหมือนแมวน้อยสีดำจะตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง กระจายปราณสีดำเข้มข้นออกมาทั่วทั้งร่าง

        “ถูกผนึกไว้งั้นหรือ? เด็กน้อยที่น่าสงสาร? เป็นทายาทของนางหรือ? ดูท่าทางจะมีปฏิกิริยาตอบสนองกับพวกเรา เขาต้องออกตามหาเป็นแน่ เฟยอู่คงดีใจมากที่ได้พบเขา” ชายชุดดำพึมพำอย่างเหม่อลอย ใบหน้าที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงดูเหมือนจะเผยรอยยิ้มออกมาแวบหนึ่ง

        ลวี่เหลียงรู้สึกได้ว่า ทางทิศใต้มีคนมา! มีสองคน แต่ลมปราณประหลาดมาก ไม่เหมือนกับเหล่าผู้อาวุโสจิตแดนเสมือนเทพเลย พวกเขาใช่คนที่ข้าตามหาหรือเปล่า? พวกเขาจะทำให้ข้าได้เจอแม่หรือ?

        “ปีศาจ! แม้แต่เจตจำนงกระบี่ยังเรียนรู้ได้เองโดยไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ! ขะ…ข้ารู้สึกว่าร่างเดิมของข้าเกิดการตอบสนองร่วมกับเขา ดูเหมือนว่าข้ากับเขาจะมีวาสนาต่อกัน! ตอนที่นายท่านยังอยู่ ท่านเคยบอกกับข้าว่า ‘หากวาสนามาถึง ก็จงไปเถิด!’” เฟยหลิงแปลงเป็นลำแสงสายหนึ่งบินพุ่งไปทางลวี่เหลียงทันที

        ลวี่เหลียงเห็นเฟยหลิงมาถึง กำลังจะประสานมือคารวะ คิดไม่ถึงว่าเฟยหลิงที่อยู่ตรงหน้าจะชิงคุกเข่าลงก่อน พร้อมกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “นายท่านปราชญ์ฟ้าเคยบอกว่า ของวิเศษเช่นข้าหากพบผู้มีวาสนา สามารถหลอมรวมตนและยอมรับผู้เป็นนายได้ เมื่อครู่เจ้าแผ่เจตจำนงกระบี่ออกมา ร่างเดิมของข้าจึงเกิดการตอบสนองร่วม เฟยหลิงยินดียอมรับเจ้าเป็นนาย ตั้งแต่นี้ไปขอติดตามเจ้าฟันฝ่าขวากหนาม ผดุงคุณธรรม พิทักษ์ความถูกต้อง!” กล่าวจบ เห็นเพียงกระบี่อ่อนสีเงินเล่มหนึ่งแหวกผ่านอากาศมาจากทางทิศตะวันตก เฟยหลิงสั่นวาบ พลันหลอมรวมเข้าด้วยกัน ทันใดนั้น กระบี่อ่อนก็ลอยอยู่เบื้องหน้าลวี่เหลียง เปล่งประกายแสงสีเงินเจิดจ้า

        “ละ…ลมปราณที่แผ่ออกมาจากของวิเศษชิ้นนี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!” ลวี่เหลียงรับรู้ได้ถึงเจตจำนงอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่ “แต่ข้าทำอย่างไร ถึงจะเป็นนายของเจ้าได้? ขะ…ข้าไม่เคย…”

        เวลานี้เอง เซียนชิงฉือก็มาถึง หัวเราะร่วนพลางกล่าวว่า “น้องชายทึ่ม ง่ายมาก เจ้าแค่มีสติจดจ่อกับกระบี่เล่มนี้ เชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน เมื่อกระบี่เล่มนี้ยอมจำนนต่อจิตวิญญาณของเจ้าแล้ว ก็ถือว่ายอมรับเจ้าเป็นนายได้สำเร็จ! เฟยหลิงเป็นของวิเศษขั้นผันแปร ตบะของเจ้าในตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะสำแดงอานุภาพทั้งหมดของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ อานุภาพจะแกร่งขึ้นตามตบะที่เพิ่มขึ้นของเจ้า ในบรรดาผู้ฝึกฝนระดับเดียวกับเจ้า เจ้าใช้กระบี่เล่มนี้ประสานกับเจตจำนงกระบี่ ก็เพียงพอที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้ว!”

        ลวี่เหลียงได้ยินก็ปีติยินดี หลอมกระบี่เฟยหลิงเป็นของวิเศษของตนอย่างรวดเร็ว รับรู้ถึงลมปราณอันแข็งแกร่งของเฟยหลิง ความกล้าหาญพลันเอ่อล้นในใจของลวี่เหลียง “ใช่แล้ว ข้าไม่ด้อยกว่าใคร! ท่านพ่อ โปรดคุ้มครองข้าให้พบร่องรอยของท่านแม่ ขอเพียงท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่ายากลำบากแค่ไหน ข้าก็จะทำให้เราสามคนอยู่พร้อมหน้ากันให้ได้!”

        จากนั้นลวี่เหลียงเหาะลงใต้อย่างรวดเร็วดุจลูกศรที่พุ่งออกจากแล่ง ที่นั่น มีกุญแจไขความลับชาติกำเนิดของเขาอยู่!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)