0 Views

        ลวี่เหลียงกับพวกอวี้จวิ้นพูดคุยกันยาวนานกว่าครึ่งวัน ถึงยอมกล่าวอำลาขอตัวกลับอย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อกลับถึงเรือนพัก ลวี่เหลียงไม่อาจสงบใจลงได้อยู่เนิ่นนาน แคว้นซื่อสุ่ย ความสามารถของเขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะไปที่นั่นได้ ภายในนั้นมีสำนักที่ตัวเขาเคียดแค้นชิงชังที่สุด และมีตระกูลที่ใกล้ชิดกับตัวเขาที่สุดเช่นกัน!

        ลวี่ซินอวิ๋น สาวน้อยสกุลลวี่ผู้นี้ นับว่าเป็นน้องสาวของลวี่เหลียง แต่น่าเสียดายนางใกล้จะไปสำนักเสวียนหนี่ว์แล้ว “เฮ้อ! อนาคตยังอีกยาวไกล! การฝึกก้าวหน้าอย่างช้าๆ คิดหาวิธีเพิ่มความสามารถก่อนดีกว่า” ลวี่เหลียงจิตใจห่อเหี่ยวเล็กน้อย ฝืนสะกดกลั้นความรู้สึกที่มีต่อสกุลลวี่เอาไว้

        ภายในสองเดือนหลังจากนี้ ลวี่เหลียงตั้งใจจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน กลางวันฝึกพลังภายในและวิชากระบี่ กลางคืนฝึกเคล็ดชุบกายมารฟ้าภายใต้การช่วยเหลือของเสี่ยวเฮย ยาขั้นสร้างฐานคุณภาพชั้นยอดและคุณภาพสูงที่เคยหลอมในอดีต ก็ถูกนำมาใช้กับการฝึกฝนด้วย

        ลวี่เหลียงกินยาขั้นสร้างฐานหนึ่งเม็ดทุกสามวัน ประสานเข้ากับการฝึกฝน ลวี่เหลียงรู้สึกว่าตบะของตนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าอีกหนึ่งเดือนกว่าก็จะแตะขั้นสร้างฐานช่วงกลางได้!

        ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเหมือนกับลวี่เหลียงที่กินยาขั้นสร้างฐานเหมือนลูกอม ถึงแม้จะอยู่ในตำหนักเซียนยันต์กระบี่ ศิษย์ขั้นสร้างฐานทุกคน หนึ่งเดือนถึงได้กินยาขั้นสร้างฐานหนึ่งเม็ดเท่านั้น และเป็นแค่ยาคุณภาพกลาง มีเพียงศิษย์ที่มีฝีมือร้ายกาจเท่านั้น ที่จะได้รับยาขั้นสร้างฐานคุณภาพสูง ส่วนคุณภาพชั้นยอดนั้น ไม่ต้องคิดเลย ว่ากันว่าคุณภาพเตาหลอมของตำหนักเซียนยังหลอมยาขั้นนั้นออกมาไม่ได้

        ลวี่เหลียง จางหรานกับผู้เฒ่าสมุนไพรนัดหมายกันว่า ทุกสิบวันพวกเขาจะมารวมตัวกันที่สวนสมุนไพรหนึ่งครั้ง หลังจากที่ดื่มกินพูดคุยในครั้งนั้น เขากับจางหรานต่างเพลิดเพลินกับรสชาติของทางโลกจนมิอาจลืมเลือนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงตกลงกับผู้เฒ่าสมุนไพร ทุกสิบวันร่วมดื่มกินพูดคุยหนึ่งครั้ง สำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหาร เดิมทีผู้เฒ่าสมุนไพรบอกว่าไม่ต้องกังวล แค่หินธาตุคุณภาพต่ำสองก้อน เขาก็มีวิธีจัดมื้อใหญ่เต็มโต๊ะได้ แต่ลวี่เหลียงกับจางหรานยังคงยัดหินธาตุคุณภาพต่ำสิบก้อนให้ผู้เฒ่าสมุนไพรไว้เป็นค่าใช้จ่ายดื่มกินของทุกเดือน

        เพิ่งผ่านพ้นไปหนึ่งเดือน เสือยักษ์ก็กลับมา ไม่เจอกันหนึ่งเดือน เจ้านี่บรรลุถึงขั้นจอมอสูรช่วงกลางแล้ว ทำเอาลวี่เหลียงทั้งตกใจทั้งดีใจ ตอนที่เสือยักษ์กลับมานั้น เป็นวันสังสรรค์ดื่มกินที่สวนสมุนไพรพอดี เพื่อเป็นการฉลอง ลวี่เหลียงจึงพามันไปด้วย

        สวนสมุนไพรซึ่งคึกคักอยู่แล้วยิ่งครื้นเครงกว่าเดิม ตอนเสือยักษ์เพิ่งมาถึง มันยังคงไม่ไว้ใจนัก ถึงอย่างไรที่นี่ก็มีผู้ฝึกเซียนเผ่ามนุษย์แปลกหน้าอยู่สองคน แต่พอถูกผู้เฒ่าสมุนไพรคะยั้นคะยอให้ดื่มสุราที่ไม่ทราบที่มาสองจอก ดวงตาเสือยักษ์ก็เปล่งประกายวาววับในทันที!

       อาหารมื้อใหญ่ถูกวางลง เสือยักษ์รู้สึกไว้วางใจแล้ว แต่มันก็รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว หอบอาหารไปกินอีกด้านหนึ่ง ไม่สนใจเรื่องราวที่สนทนากันอีก! เมื่อดื่มกินกันเสร็จต่างคนต่างขอตัวกลับ ผู้เฒ่าสมุนไพรดึงชายเสื้อของลวี่เหลียงเบาๆ พลางกระซิบข้างหูว่า ‘อาหารที่เตรียมไว้ใช้สำหรับหนึ่งเดือน วันนี้กินหมดเกลี้ยงแล้ว…’

        หลังจากกลับถึงเรือนพัก เสือยักษ์ได้แสดงเจตนาในการมาครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็วางห่อสัมภาระลงบนโต๊ะ เมื่อเปิดดูแล้ว ข้างในคือกระบี่ยาวเปล่งแสงสีฟ้าระยิบระยับเล่มหนึ่ง ยาทลายอุปสรรคสามเม็ด ยาขั้นสร้างฐานประมาณสิบเม็ด หินธาตุคุณภาพกลางอีกยี่สิบกว่าก้อน

        เสือยักษ์อธิบายว่า มันเอาของเหล่านี้มาจากถ้ำที่สนามฝึกฝนของพี่น้องมันในอดีต ของที่พอเอาติดมือมาได้ก็มีเท่านี้

     ในบรรดาของเหล่านั้น มีกระบี่เล่มหนึ่งที่อยู่ในสถานะไม่มีนาย ลวี่เหลียงมองแวบเดียวก็รู้ว่ามันไม่ใช่ของวิเศษขั้นต่ำแน่นอน! ด้านคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยกว่ากระบี่เฟยหลิง ซึ่งหมายความว่า อย่างน้อยต้องเป็นของวิเศษขั้นผันแปร ในเมื่อไม่รู้ชื่อของมัน ลวี่เหลียงจึงตั้งชื่อให้ว่ากระบี่แสงฟ้า จากนั้นก็หยดโลหิตยอมรับเป็นนาย จากนั้นเก็บมันไว้ในกระเป๋าอย่างเรียบร้อย

        เมื่อวางของเหล่านี้ลง เสือยักษ์ก็กล่าวอำลา ลวี่เหลียงเริ่มฝึกฝนต่อ

        ความเข้าใจจากการต่อสู้เป็นตายครั้งก่อน บวกกับคำชี้แนะของเซียนกระบี่หุ้นหยวน รวมทั้งกินยาขั้นสร้างฐานหนึ่งเม็ดทุกสามวัน สองเดือนที่ผ่านมา ลวี่เหลียงได้ทะลวงถึงขั้นสร้างฐานช่วงกลาง ขณะเดียวกันยังอาศัยผลหลอมชาดอีกหกลูก ฝึกเคล็ดชุบกายมารฟ้าถึงขั้นที่สี่ได้อย่างราบรื่น ด้าน ‘วิชากระบี่เซวียนหยวน’ ก็ฝึกขั้นที่สามกระบวนท่าหลอมวารีได้สำเร็จ

        ขณะที่กำลังฝึกกระบวนท่าหลอมวารีซ้ำแล้วซ้ำเล่า จู่ๆ ลวี่เหลียงก็นึกถึงเหตุการณ์ต่อสู้กับจ้าวเทียนติ้งในสนามฝึกฝน วันนั้นตนใช้ปราณมารปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่สราญรมย์ ปราณดั้งเดิมและปราณมารในกายดูเหมือนจะผสานกลายเป็นลมปราณที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสายหนึ่ง อานุภาพของกระบวนท่ากระบี่ก็เพิ่มขึ้นมาก

        ยังมีเหตุการณ์ประจันหน้ากับจอมอสูรทั้งสาม ตอนนั้นงูยักษ์ต้องการสังหารหลีจื่อเต้า เสือยักษ์กับวานรเตรียมโจมตีใส่ลวี่เหลียง ในความหวั่นวิตกนั้น ลวี่เหลียงใช้ ‘วิชากระบี่เซวียนหยวน’ กระบวนท่าหนึ่งอักษร พร้อมกับเจตจำนงกระบี่สราญรมย์โดยไม่ลังเล ตอนนี้หวนคิดดูแล้ว ทั้งสองกระบวนท่าดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงที่น่ามหัศจรรย์บางอย่าง

        ขบคิดถึงตรงนี้ ลวี่เหลียงกระตุกวูบ ในสมองดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง! “ผสาน! ใช่ คือการผสาน! ความเร็วของวิชากระบี่เซวียนหยวนเพิ่มขึ้น พลังของเจตจำนงกระบี่ก็แข็งแกร่งขึ้น ถ้าข้ารวมทั้งสองเข้าด้วยกันได้ เช่นนั้นก็จะมีทั้งความเร็วและพลัง!”

        จู่ๆ ในสมองของลวี่เหลียงก็ปลอดโปร่งชัดเจน วิชากระบี่ห้ากระบวนท่าที่ใช้เป็นในตอนนี้ ปรากฏขึ้นในสมองไม่หยุด เคลื่อนไหวตามใจนึก ปราณกระบี่เป็นริ้วๆ อบอวลอยู่รอบตัวลวี่เหลียง บางครั้งเกาะตัวกันเป็นคมกระบี่ บางครั้งกลายเป็นบุปผากระบี่ บางครั้งรวมกันเป็นกระบี่ยักษ์

        สิบวันเต็มๆ ลวี่เหลียงไม่ขยับเขยื้อนราวกับนักบวชที่กำลังนั่งสมาธิก็มิปาน ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน รอบกายยังคงโอบล้อมด้วยปราณกระบี่เป็นชั้นๆ อยู่เสมอ เดิมทีจางหรานมาที่เรือนพักเพื่อชวนเขาไปหาอะไรกินเหมือนเคย แต่เพิ่งก้าวเท้าถึงระยะห้าจั้งนอกเรือนพักของลวี่เหลียงนั้น ต้องตกตะลึงในทันที จากนั้นก็ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วตรงดิ่งไปสวนสมุนไพรเพียงลำพัง

        ในวันที่สิบเอ็ด รอบตัวลวี่เหลียงซึ่งเดิมทีเป็นปราณกระบี่สีขาวสลัวเลือนราง เริ่มมีปราณสีดำเป็นริ้วๆ ผสมอยู่ด้วย สามชั่วยามต่อมา ปราณกระบี่ทั้งหมดกลับกลายเป็นสีดำทะมึนมืดมิด ปราณมารแข็งแกร่งสายหนึ่งเริ่มล้นทะลักออกมารอบตัวลวี่เหลียง ลวี่เหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้ดีว่าปราณมารล้นทะลักออกมาจะสร้างปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น แต่เขาไม่อยากหยุดลงจริงๆ ตอนนี้ได้มาถึงขั้นตอนสำคัญในการผสานแล้ว!

         “เสี่ยวเหลียง อย่าวอกแวก ข้าจะกางเขตแดนปิดกั้นจิตวิญญาณให้!” เสียงของเสี่ยวเฮยดังขึ้นในยามจำเป็นพอดี ทำให้หัวใจของลวี่เหลียงสงบลงได้อย่างรวดเร็ว

        วันที่สิบหก ปราณกระบี่รอบตัวลวี่เหลียงเดี๋ยวดำทะมึนมืดมิด เดี๋ยวขาวสลัวเลือนราง หากเสี่ยวเฮยถอนเขตแดนออกตอนนี้ จะต้องแปลกใจที่พบว่า ลมปราณที่ลวี่เหลียงแผ่ออกมาในขณะนี้ ไม่เหมือนทั้งปราณดั้งเดิมและปราณมาร แต่เข้มข้นและแข็งแกร่งกว่าตอนที่ปลดปล่อยเฉพาะปราณดั้งเดิมหรือปราณมารออกมา!

        วันที่ยี่สิบ ปราณกระบี่กลายเป็นสีเทา ลวี่เหลียงรู้สึกได้ว่ายามนี้ทะเลแห่งปราณและแก่นมารภายในกายกำลังโคจรด้วยความเร็วสูง ปราณดั้งเดิมและปราณมารดูเหมือนจะไม่เพียงพอ! ในช่วงเวลาสำคัญ ลวี่เหลียงไม่ลังเล หินธาตุคุณภาพกลางสิบก้อนลอยออกมาจากกำไลฟ้าดิน โอบล้อมรอบตัวลวี่เหลียงไว้ ปราณดั้งเดิมเป็นริ้วๆ ชัดเจนกระจายออกมาจากหินธาตุ ตรงเข้าสู่ร่างกายของลวี่เหลียงในทันที

        ขณะเดียวกัน เขตแดนอสูรเงาเริ่มทำงาน ปราณมารแท้บริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่แก่นมารภายในกายลวี่เหลียงอย่างรวดเร็ว เขตแดนอสูรเงาคงอยู่ได้โดยอาศัยจิตวิญญาณ จิตวิญญาณคงอยู่ได้โดยอาศัยปราณดั้งเดิม ปราณดั้งเดิมเพิ่มขึ้นได้โดยอาศัยหินธาตุที่อยู่ภายนอก ภายใต้การหมุนเวียนที่สมบูรณ์แบบนี้ รอบตัวลวี่เหลียงได้ระเบิดเจตจำนงกระบี่ที่รุนแรงสายหนึ่งออกมา

        วันที่ยี่สิบสาม ปราณกระบี่สีเทารอบตัวเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่รูปแบบเดียวอีกต่อไป มันเริ่มกลายเป็นกระบี่ยักษ์ บุปผากระบี่และคมกระบี่ ขณะเดียวกัน กระบี่เฟยหลิงและกระบี่แสงฟ้าจู่ๆ ก็ปรากฏท่ามกลางความว่างเปล่า ลวี่เหลียงที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมานานกว่ายี่สิบกว่าวัน ในที่สุดก็ลงมือแล้ว!

        มือซ้ายถือกระบี่แสงฟ้า มือขวากุมกระบี่เฟยหลิง ใช้กระบวนท่าหนึ่งอักษร หลบวายุ หลอมวารีอย่างต่อเนื่อง ภายในเรือนพักค่อยๆ มองไม่เห็นเงาร่างของลวี่เหลียง ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยปราณกระบี่ที่ดุดันและแสงกระบี่ที่เจิดจ้า

        มาถึงวันที่ยี่สิบห้า ลวี่เหลียงในตอนนี้ เนื่องจากได้ผสานปราณดั้งเดิมและปราณมารอย่างสมบูรณ์แล้ว รอบตัวเขาพลันบังเกิดลมปราณใหม่สายหนึ่ง เสี่ยวเฮยต้องถอนเขตแดนอสูรเงา เพราะลวี่เหลียงต้องรวบรวมจิตวิญญาณทั้งหมดเพื่อควบคุมกระบวนท่ากระบี่และเจตจำนงกระบี่

        “เสี่ยวเหลียง เขตแดนปิดกั้นจิตวิญญาณของข้าปิดกั้นการตรวจสอบของผู้อื่นได้จากภายนอกเท่านั้น แต่ลมปราณของเจ้าในตอนนี้รุนแรงเกินไป ข้าไม่อาจทนอานุภาพเช่นนี้จากภายในได้ คาดว่าเขตแดนคงใกล้จะไร้ผลแล้ว โชคดีที่ไม่ต้องกังวลกับปัญหาระเบิดปราณมาร เจ้ารักษาตัวด้วย!” เสียงของเสี่ยวเฮยดังขึ้นในห้วงสมองของลวี่เหลียง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นแล้ว

        ลวี่เหลียงในยามนี้ได้เข้าสู่สภาวะสวรรค์มนุษย์รวมเป็นหนึ่ง นี่เป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก! ราวกับว่าตัวเองคือกระบี่เล่มหนึ่ง ทั้งหมดโดยรอบดูเหมือนจะอยู่ในการควบคุมของตน วินาทีนี้เอง ลวี่เหลียงรู้สึกว่าปราณกระบี่และเจตจำนงกระบี่รอบตัวเขาได้ถึงขีดสูงสุดแล้ว ไม่อาจทะลวงให้สูงขึ้นได้อีก เขารู้ดีว่าตบะของตนยังต่ำเกินไป ทำให้เขามุ่งมั่นที่จะเพิ่มความสามารถให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น!

        ท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิด หลังเขาซึ่งเดิมทีเงียบสงบ จู่ๆ ก็ระเบิดเสียงดังกึกก้องระลอกหนึ่ง พื้นที่บริเวณโดยรอบระยะสิบจั้งต่างรู้สึกสั่นสะเทือนเล็กน้อย เขตเรือนพักที่เชิงเขา มีศิษย์ตำหนักเซียนมากมายที่วิ่งออกมาจากเรือนพัก ทอดมองหลังเขาที่อยู่ไกลออกไป ราวกับต้องการมองดูให้เห็นอะไรบางอย่างจากที่นั่น หากไม่ใช่ข้อห้ามที่ว่ายามกลางคืนไม่อนุญาตให้ไปหลังเขาเด็ดขาด เกรงว่าคงมีคนไม่น้อยที่รีบเหาะพุ่งตรงไปที่นั่นแล้ว

        ถ้าหากศิษย์ที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งตรวจสอบดูจะพบว่า ที่ไหนสักแห่งในเขตเรือนพักด้านหลังเขา มีเงามายาร่างมนุษย์คนหนึ่งเป็นศูนย์กลาง ภายในขอบเขตระยะสองจั้งรอบตัวเขา มีปราณกระบี่เข้มข้นหนาแน่นโอบล้อมทั่วทุกทิศ เปลี่ยนแปลงเป็นเงามายากระบี่ยักษ์ บุปผากระบี่และคมกระบี่เจิดจ้าสลับกันไป

        เวลาผันผ่านอีกหนึ่งก้านธูป ปราณกระบี่ค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นเงาร่างของลวี่เหลียงที่กำลังทุลักทุเลอยู่ภายใน เขาในตอนนี้ เสื้อผ้าขาดวิ่น หน้าตาเนื้อตัวเปรอะเปื้อน เรือนพักที่เป็นของเขาเหลือเพียงเศษซากปรักหักพังกองหนึ่ง

        ในบรรดาศิษย์ที่เฝ้าดูชมจำนวนมากมาย ดวงตาจ้าวเทียนติ้งพลันเปล่งประกาย เผยรอยยิ้มปีติยินดีออกมา

        “โฮก! โฮก!” ท่ามกลางสายแร่หินอสูรในสนามฝึกฝน เปลือกตาของเสือยักษ์กระตุก ส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความดีใจ

        ภายในเรือนหลินสุ่ยที่อยู่ไม่ไกลจากวิหารหลักของตำหนักเซียน คุณชายชุดเขียวสะบัดพัดเล็กๆ ยิ้มพลางกล่าวกับสหายหนึ่งชายหนึ่งหญิงที่อยู่ข้างกายว่า “เป็นอย่างไร หากไม่ใช่ข้าเสนอให้มาชมจันทร์ที่นี่ในคืนนี้ จะเห็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจเช่นนี้ได้อย่างไร? ซินอวิ๋น คนแซ่เดียวกับเจ้าผู้นี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนธรรมดาเลย!”

        ณ สวนสมุนไพรด้านหลังเขา ผู้เฒ่าสมุนไพรที่สัปหงกมาตลอด ขยับเปลือกตาขึ้น พึมพำเบาๆ ว่า “ร้ายกาจ ตบะต่ำขนาดนี้ ถึงขั้นแตะขอบเขตนี้ได้เชียวหรือ? เสี่ยวเมิ่งจู่คงดีใจไม่น้อย?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)