0 Views

        หลังจากกราบขอบคุณอีกครั้ง หลีจื่อเต้ากับหลี่อวิ๋นเอ๋อร์ก็ออกจากหลังเขา ไปจากตำหนักเซียนยันต์กระบี่ เหาะมุ่งหน้าลงใต้ ก่อนจากกัน ลวี่เหลียงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอีกประโยคหนึ่งออกมา ‘ไปที่ไหนก็ได้ แต่อย่าไปพรรคเทพโลหิต’ แม้ไม่ได้บอกสาเหตุ แต่คู่ฝึกเต๋าคู่นี้ยังคงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น

        ลวี่เหลียงย่ำเท้าเดินทอดน่องกลับที่พักตัวเอง เดินไปพลางถอนใจไปพลาง ขบคิดเรื่องที่เซียนกระบี่หุ้นหยวนบอกในตอนนั้น หอยาหลังเขามีคนน้อย เหมาะที่จะให้ลวี่เหลียงซ่อนเร้นและฝึกฝน ทั่วทั้งหลังเขามีพื้นที่สามแห่ง แห่งแรกคือสวนสมุนไพร มีเนื้อที่หนึ่งในสองของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนพื้นที่ที่เหลือคือห้องยาและเรือนพัก

        คนน้อย! หลังเขาที่กว้างใหญ่นี้มีคนอยู่แค่สามคน นอกจากลวี่เหลียงแล้ว ยังมีหนุ่มน้อยชุดเขียวรับผิดชอบงานจิปาถะ อีกคนเป็นผู้เฒ่าหนวดขาวรับผิดชอบดูแลรักษาสวนสมุนไพร ส่วนงานที่ลวี่เหลียงรับผิดชอบเป็นงานที่ง่ายที่สุด เมื่อมีคนมาเอาสมุนไพรหรือต้องการยืมยาจากห้องยา เพียงแค่ให้ลวี่เหลียงดูจดหมายที่ปั้มตราประทับของตำหนักเซียน ก็ปล่อยให้คนเข้าไปได้ พูดง่ายๆ คือลวี่เหลียงเป็นคนตรวจสอบนั่นเอง

        ไม่นานนัก ลวี่เหลียงก็คุ้นเคยกับทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว หนุ่มน้อยชุดเขียวชื่อว่าจางหราน เป็นศิษย์ขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ มีรากจิตสามคุณสมบัติคือน้ำ ไม้และดิน ฝึกเซียนตั้งแต่แปดขวบ ปีนี้อายุสิบหก เป็นคนฉลาดมีไหวพริบ พูดคุยกันไม่กี่ประโยคก็เรียกขานลวี่เหลียงว่าพี่ชายแล้ว

        ลวี่เหลียงประหลาดใจมาก รากจิตสามคุณสมบัติ! นี่มันผู้มีพรสวรรค์ชัดๆ! เหตุใดถึงถูกเนรเทศมายังสถานที่กันดารเช่นนี้? หรือว่าไปล่วงเกินใครเข้า?

        สองวันผ่านไป เมื่อได้พูดคุยกับจางหรานอีกครั้ง ลวี่เหลียงอดถามไม่ได้ “น้องชาย บอกตามตรง ด้วยคุณสมบัติรากจิตแล้ว นับว่าเจ้ามีคุณสมบัติระดับสูง ด้อยกว่าพวกร่างกายพิเศษเล็กน้อย เหตุใดถึงตกอับอยู่ที่กันดารเช่นนี้ล่ะ? ไม่มีแม้แต่ผู้อาวุโสคอยชี้แนะการฝึกฝนของเจ้า! ข้าไร้ความสามารถ แต่พอพูดกับเหล่าผู้อาวุโสเบื้องบนได้ ข้าจะช่วยพูดให้เจ้ากลับไปฝึกฝนโดยเร็ว!”

        จางหรานตกตะลึงเมื่อได้ยิน จากนั้นก็กุมท้องหัวเราะไม่หยุด จนน้ำตาแทบไหลออกมา ทำเอาลวี่เหลียงเกาศีรษะด้วยความงุนงง ซาบซึ้งใจ? ไม่เหมือนนะ! ถูกยั่วยุจนคลั่งไปแล้ว? เป็นไปไม่ได้แน่ๆ!

         “พี่ใหญ่! ท่านคือพี่ชายข้า! ไม่ว่าหลังจากนี้ตบะจะอยู่ขั้นใด ท่านคือพี่ชายที่ข้ายอมรับ!” จางหรานหุบยิ้มในทันที ยันกายลุกขึ้นยืน พลางโค้งคำนับให้ลวี่เหลียง

         “เอ๋? อย่าคำนับเลย ข้าพูดจริงๆ! ข้าพอช่วยพูดอะไรให้ได้ ความสัมพันธ์ของข้ากับเซียนกระบี่หุ้นหยวนค่อนข้างดี หากข้าไปขอร้องเขาย่อมไม่มีปัญหา!” ลวี่เหลียงคิดว่าเขาไม่เชื่อ แต่ขอบคุณเขาเพื่อเป็นมารยาท

         “พี่ใหญ่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว! แต่ข้าซาบซึ้งใจมาก ข้ามาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้ว ท่านไม่รู้หรือ? พวกเราที่เข้าตำหนักเซียนไม่ใช่อัจฉริยะก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกร่างกายพิเศษ! ท่านไม่เคยไปที่เชิงเขา ที่นั่นมีผู้คนมากมาย แต่พูดคุยถูกคอได้แค่ไม่กี่คน ทุกคนยามเจอหน้าก็เอาแต่พูดเรื่องฝึกฝน โหดร้ายจริงๆ! การแข่งขันสูงเกินไป พูดคุยกันไม่กี่คำ ต่างคนต่างบอกลา กลับไปฝึกฝนเสมอ” จางหรานได้โอกาสระบายความคับอกคับใจออกมาทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง “ที่นี่ดีกว่า ถึงแม้มีคนไม่มาก แต่พี่ใหญ่กับท่านปู่สมุนไพรล้วนเข้าหาง่าย พูดคุยกันถูกคอ!”

        ลวี่เหลียงได้ยินพลันแลบลิ้นออกมา สมกับเป็นสำนักใหญ่เป็นอันดับสองของอาณาจักรอู่ฟาง ลูกศิษย์ภายในล้วนมีความสามารถแข็งแกร่ง! หากวันหน้าได้ไปที่เชิงเขา ต้องเพิ่มความระมัดระวัง อย่าได้มีปัญหากับผู้ที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ ทันใดนั้น เขาพลันนึกถึง ‘ของแทนใจ’ ที่ลือกันก็ปวดหัวในทันที

         “พี่ใหญ่เพิ่งมาถึง มีบางอย่างที่ยังไม่รู้ ตำหนักเซียนยันต์กระบี่มีกฎว่า นอกจากผู้ที่มีร่างกายพิเศษแล้ว ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักใหม่ ต้องฝึกฝนอย่างสงบที่สถานที่รวมภายในตำหนักเป็นเวลาห้าปีก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มรับการสั่งสอนของอาจารย์ ข้าถึงบอกว่าพี่ใหญ่เข้าใจผิดแล้ว” จางหรานยิ้มแย้ม พร้อมกล่าวอธิบาย

         “อ่อ! ที่แท้เป็นเช่นนี้ ข้าว่านะ นิสัยอย่างเจ้าคงล่วงเกินผู้อื่นไม่ได้ง่ายๆ หรอก! จริงสิ เจ้าเข้ามาเมื่อสามปีก่อนหรือ? ตำหนักเซียนยันต์กระบี่ทุกสิบปีรับศิษย์หนึ่งครั้งไม่ใช่หรือ? เจ้าเข้ามาได้อย่างไร?” ลวี่เหลียงประหลาดใจมาก

         “อ้อ สิบปีหนึ่งครั้งสำหรับผู้คนในใต้หล้า แต่ยังมีกรณีพิเศษ เหล่าบรรพชนของเรา มีบางครั้งต้องออกไปทำธุระหรือท่องเที่ยวสักช่วงหนึ่ง ถ้าหากในช่วงเวลานี้ บังเอิญว่าบรรพชนท่านใดพบคนนอกที่ตรงตามมาตรฐานการรับศิษย์ ก็จะถูกบรรพชนท่านนี้ทดสอบ หากทดสอบผ่าน ก็เป็นศิษย์ในสำนักได้โดยตรง” จางหรานกระพริบตาปริบๆใส่ลวี่เหลียง จากนั้นเอ่ยแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงลึกลับ “อันที่จริงอาจารย์ของข้าคือเทียนฟางเจินเหริน หนึ่งในแปดเซียนนภา เป็นท่านเซียนร่างผอมสูงสวมอาภรณ์สีเขียวที่คอยควบคุมพิธีรับศิษย์ ข้าถูกอาจารย์พบและรับเป็นศิษย์เมื่อสามปีก่อน ปกติอาจารย์เป็นคนเข้าหาง่าย แต่ในพิธีรับศิษย์ท่านตั้งใจตีหน้าเคร่งขรึมไปอย่างนั้น”

        คราวนี้ลวี่เหลียงเข้าใจทั้งหมดแล้ว ที่แท้ยังมีวิธีรับศิษย์แบบนี้ด้วย เป็นรูปแบบที่นอกเหนือกฎเกณฑ์จริงๆ! สนทนากับจางหรานอีกครู่หนึ่ง สุดท้ายท่ามกลางเสียงเรียกขานว่า ‘พี่ใหญ่ๆ’ ทั้งสองคนต่างกล่าวอำลาขอตัวกลับอย่างเบิกบานใจ ลวี่เหลียงอารมณ์ดี ชีวิตนี้ได้พบคนที่เข้าใจตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย! ทว่า ตนเองรู้จักตนเองเป็นดีที่สุด ยังต้องจับตาดูต่อไปในวันหน้า แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ถือว่าไม่เลว

        เมื่อกลับถึงเรือนพัก เสือยักษ์หมอบลงบนพื้นคารวะลวี่เหลียงอย่างนอบน้อม แววตาของลวี่เหลียงที่จับจ้องเสือยักษ์ดูไม่ชัดเจนนัก สุดท้ายเขายื่นมือคว้าอากาศที่ว่างเปล่า ซากวิญญาณที่เคลื่อนไหวสายหนึ่งพลันปรากฏอยู่ในฝ่ามือ

        เสือยักษ์ตะลึงงันเมื่อได้เห็นฉากนี้ ซากวิญญาณสายนั้น เป็นวิญญาณชีวิตที่มอบให้ลวี่เหลียงในวันที่มันทำสัญญาเป็นบริวาร วันหน้าหากมันไม่เชื่อฟังลวี่เหลียง วิญญาณของมันย่อมแตกสลายแน่นอน ตอนนี้ลวี่เหลียงหยิบสิ่งนี้ออกมา หมายความว่าอะไร?หรือว่า หรือว่าเขาต้องการกำจัดตน?

        ยังมิทันได้หวาดกลัว คำพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้มันแทบไม่อยากจะเชื่อดังแว่วมาข้างหู “เสือยักษ์ ถึงแม้ตอนแรกเจ้ากับข้าจะเป็นศัตรูกัน แต่ความจริงแล้วเจ้าถูกบังคับอิสระ ใช่แล้ว เจ้าคงรู้ว่าวิญญาณมารของข้าเคยสูญเสียอิสระไปถึงห้าร้อยปี! ถึงแม้นั่นจะเป็นความปรารถนาดีของญาติมิตรที่มีต่อข้า แต่ข้ายังคงจำได้ วินาทีที่วิญญาณมารถูกปลดปล่อยนั้นรู้สึกตื่นเต้นมากแค่ไหน! ดังนั้นวิญญาณชีวิตสายนี้ ข้าคืนให้เจ้า ข้าจะยกเลิกสัญญา คืนอิสระให้เจ้า!”

        จบคำ ไม่รอให้เสือยักษ์ได้โต้ตอบ ลวี่เหลียงสะบัดมือคราหนึ่ง วิญญาณสายนั้นพลันล่องลอยอยู่เหนือศีรษะของเสือยักษ์ จากนั้นก็ผสานกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว

         “เอาล่ะ เจ้าเป็นอิสระแล้ว ถ้าเจ้าไปตอนนี้ ข้าจะอธิบายกับเซียนกระบี่หุ้นหยวนอย่างละเอียด ไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ เพียงแต่หวังว่า ก่อนไปเจ้าต้องสาบานว่า จะไม่แพร่งพรายเรื่องทั้งหมดของข้า! หลังจากเจ้าไป อย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้าทำร้ายคนอื่น มิฉะนั้น ถึงแม้จะสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!” กล่าวจบ ลวี่เหลียงตบมือด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ

         “โฮก!!!” เสียงคำรามดังก้องเสียดหู ทำเอาลวี่เหลียงหูอื้อไปชั่วขณะ เห็นเพียงเสือยักษ์น้ำตาคลอเบ้า ยังคงหมอบลงเอาหัวแนบอยู่บนพื้น เหมือนกำลังโขกหัวให้มนุษย์

         “ไม่เคยมีใครดีกับข้าแบบนี้มาก่อน! ถึงแม้จะเป็นพี่ใหญ่ในอดีตก็ตาม! ข้าเคยสาบานว่า ชีวิตนี้ไม่มีทางยอมก้มหัวให้กับมนุษย์! แต่ท่านย่อมไม่ใช่มนุษย์ ท่านมีสายเลือดของเผ่ามาร! ถึงจะยอมรับท่านเป็นนาย ข้าก็ไม่โทษใคร!” เสือยักษ์กล่าวต่อไป ซากวิญญาณสายหนึ่งก็โผล่ออกมาบนเหนือศีรษะอีกครั้ง ลอยละลิ่วไปถึงมือของลวี่เหลียง “นายท่าน! ชีวิตนี้ข้าเห็นท่านเป็นเจ้านาย! โปรดเก็บวิญญาณสายนี้ให้ดี นี่เป็นหลักฐานระหว่างข้ากับนายท่าน”

        เห็นแววตามุ่งมั่นของเสือยักษ์ ภายในใจลวี่เหลียงรู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อย ใครว่าบนโลกนี้มีเพียงมิตรภาพระหว่างมนุษย์กับมนุษย์? มารและอสูรล้วนมีเช่นเดียวกัน! “ดี! เสือยักษ์! จากวันนี้ไปเจ้าคือบริวารคนแรกของข้าลวี่เหลียง! หากมีทรัพยากรการฝึกฝนอะไร ข้าก็จะหาให้เจ้า ถึงแม้จะทะยานขึ้นสู่แดนสวรรค์ พวกเราก็จะร่วมต่อสู้ไปด้วยกัน!”

         “นายท่าน! ท่านวางใจ! ซากตำราที่ผู้อาวุโสบรรพชนยันต์กระบี่มอบให้ข้าก่อนหน้านี้ เป็นของที่ยอดฝีมือเผ่าข้าหลงเหลือไว้ มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของข้ามาก เพียงแต่ที่นี่ขาดแคลนปราณอสูร จึงเป็นเรื่องยากสำหรับการฝึกของข้า ไม่ทราบว่านายท่านมีวิธีดีๆ หรือไม่” เสือยักษ์เกาหัว จ้องมองลวี่เหลียงด้วยความเกรงใจ

         “อ้อ จริงสิ ข้านึกออกแล้ว! ข้าจำได้ว่าอีกสองวัน บรรพชนยันต์กระบี่จะไปขุดสายแร่หินอสูร ข้าจะลองดูว่ามีโอกาสขอหินอสูรบางส่วนกลับมาได้หรือไม่” ลวี่เหลียงรู้ดีว่าถ้าคนของตนแข็งแกร่ง ตัวเองย่อมแข็งแกร่งไปด้วย

        เอ้อระเหยอยู่หลังเขาสองวัน ระหว่างนี้นอกจากพูดคุยกับจางหรานแล้ว ก็ยังไปสวนสมุนไพร ผู้เฒ่าสมุนไพรในสวนกุลีกุจอลากลวี่เหลียงกินมื้อใหญ่ด้วยกัน แม้แต่จางหรานก็ถูกเรียกมาด้วย! ว่ากันตามหลักแล้วเหล่าผู้ฝึกเซียนนั้นไม่จำเป็นต้องกินอาหาร แต่พอเห็นหมูเห็ดเป็ดไก่ตรงหน้า ลวี่เหลียงก็อดน้ำลายสอไม่ได้

        อาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ ทำเอาลวี่เหลียงนึกถึงเมื่อครั้งยังเด็กขึ้นมาเลือนราง ในหมู่บ้านเมื่อฉลองปีใหม่ ทุกครอบครัวก็จะอยู่ที่ลานกว้างของหมู่บ้าน นั่งสังสรรค์ในงานเลี้ยงเจ็ดวันเต็มๆ ลวี่เหลียงในตอนนั้น มักจะพยายามดันศีรษะเล็กๆ มองบนโต๊ะที่มีเนื้ออย่างสุดชีวิต เพื่อลิ้มรสของน้ำมันที่ปกติไม่ค่อยได้พบเห็นนัก

        ตบะของผู้เฒ่าสมุนไพรก็ไม่สูงนัก อยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้นเช่นเดียวกับลวี่เหลียง เป็นคนมีน้ำใจ แต่อยู่กับเขาลวี่เหลียงไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนอยู่กับจางหราน เพราะครั้งแรกที่เสี่ยวเฮยพบเขาได้เอ่ยเตือนลวี่เหลียงว่า ตบะของคนผู้นี้ประหลาดมาก ว่ากันตามเหตุผล ลมปราณของผู้ฝึกเซียนทั่วไปล้วนมีความผันผวน แต่ผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ ลมปราณสงบนิ่งเกินไป ไม่มีแม้แต่ความผันผวนใดๆ เหมือนถูกจัดเรียงเอาไว้อย่างนั้น!

        ตามที่เสี่ยวเฮยบอก ลมปราณอันสงบที่น่าประหลาดแบบนี้ หากมิใช่ฝึกวิชาพิเศษ ก็ต้องเป็นผู้ที่มีตบะสูงถึงจุดสูงสุด เมื่อครั้งฟ้าดินโกลาหลระยะแรก เคยมียอดฝีมือบางคนที่มีลมปราณถึงขั้นสูงสุดแล้วคืนสู่ธรรมชาติ

        พวกเขาสามารถปรับตบะและลมปราณของตัวเองได้ตามต้องการ แม้แสร้งเป็นมนุษย์ก็ไม่มีพิรุธใดๆ คนแบบนี้โดยทั่วไปล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีจิตใจเมตตา ข้ามผ่านวัฏจักรของการเกิดการตายแล้วจึงบรรลุถึงขั้นนี้ได้ ต่อมาจากการต่อสู้ของทั้งหกเผ่า สิ่งยั่วยวนดึงดูดใจเพิ่มมากขึ้นไม่สิ้นสุด ยอดฝีมือที่บรรลุถึงขั้นนี้ก็ไม่ปรากฏร่องรอยอีกเลย สถานที่หนึ่งเดียวที่อาจจะยังคงมีอยู่ นั่นคือแดนสวรรค์

        ลวี่เหลียงไม่มีทางเหมารวมผู้เฒ่าตรงหน้าคนนี้กับยอดฝีมือแบบนั้นแน่นอน แม้จะกังวลใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจขัดขวางความรู้สึกดีๆ ที่ลวี่เหลียงมีต่อเขา บนโต๊ะอาหาร ผู้เฒ่ากินไปพลางแนะนำตำหนักเซียนยันต์กระบี่ทั้งหมดไปพลาง ท่าทีที่สนิทสนมเป็นกันเอง ทำให้ลวี่เหลียงคิดถึงท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านซื่อจี้ที่อ่อนโยนใจดีคนนั้น

        ทั้งสามคนร่วมดื่มกินหัวเราะเฮฮา พูดคุยกันอย่างสำราญใจ ทำเอาลวี่เหลียงที่ไม่ได้สนุกสนานเช่นนี้มานานรู้สึกขอบคุณทั้งสองคนนี้จากหัวใจ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)