0 Views

        บนเรือสีเงินลำหนึ่งกลางท้องฟ้า มีสาวงามชุดแดงสองคนยืนอยู่ หนึ่งในนั้นอายุมากกว่าเล็กน้อย กำลังคิดอะไรบางอย่างจนใจลอย อีกคนที่เยาว์วัยกว่าก็ก้มหน้าก้มตาใช้ความคิด

        “อิ่งเอ๋อร์ ที่นี่ไม่มีคนนอก บอกอาจารย์มา เจ้ารู้สึกว่าลวี่เหลียงคนนี้เป็นอย่างไร?”ใบหน้าเซียนเสวียนหนี่ว์เต็มไปด้วยรอยยิ้มรื่นรมย์

        “เอ๋? เอ่อ! อาจารย์ คะ…ความจริง ขะ…ข้าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำทำนายวิถีแห่งฟ้าแล้ว!” แรกเริ่มซั่งกวนอิ่งมีความตระหนกอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้น ในแววตาของนางก็เปี่ยมด้วยความหนักแน่น

        “อาจารย์ ความจริงตอนนี้เขาอยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้น ดูเหมือนยังด้อยกว่าข้าหนึ่งขั้น แต่ท่านไม่ได้เห็นสถานการณ์ในขณะนั้นกับตา พลังต่อสู้ที่แท้จริงของเขายังเหนือกว่าข้า! อย่างน้อยข้าในตอนนี้ย่อมไม่อาจเอาชนะเขาที่ทุ่มกำลังต่อสู้เต็มที่ได้” เมื่อกล่าวถึงลวี่เหลียง ในแววตาซั่งกวนอิ่งเปล่งประกายสดใส “ข้าจะแพ้เขาไม่ได้! ส่วนเรื่องที่เราเป็นคู่ฝึกเต๋าได้หรือไม่นั้น ไม่สำคัญอีกแล้ว ข้าในตอนนี้ต้องการเพียงตามฝีเท้าก้าวเดินของเขาให้ทันเท่านั้น”

        เห็นซั่งกวนอิ่งสดใสมีชีวิตชีวา เซียนเสวียนหนี่ว์ดูเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ทอดถอนใจแผ่วเบาด้วยความกลัดกลุ้ม

        “อะ…อาจารย์ ศิษย์พูดอะไรผิดไปหรือ?” เห็นท่าทีเช่นนี้ของอาจารย์ ภายในใจซั่งกวนอิ่งเต้นรัว หรือว่าอาจารย์ไม่อยากให้ข้าชมเขา?

        “อิ่งเอ๋อร์ อาจารย์ดีใจมากจริงๆ! เพราะเจ้าทำเรื่องที่ข้าอยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ ถ้าหากตอนนั้นข้าอยู่ด้วย บางทีทุกอย่างในตอนนี้อาจจะไม่ใช่แบบนี้…” เซียนเสวียนหนี่ว์ลูบศีรษะซั่งกวนอิ่งด้วยความรัก “ดูก็รู้ว่าอนาคตเขาต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อิ่งเอ๋อร์ของเราอย่ายอมแพ้เขานะ มิเช่นนั้นวันหน้าเป็นฝั่งเป็นฝา มิต้องถูกข่มเหงรังแกอยู่ฝ่ายเดียวหรือ”

        “เอ๋? ไม่มีทาง นิสัยอย่างเขา…อ๊ะ! อาจารย์ ท่านร้ายกาจที่สุด! ขะ…ข้า…” ซั่งกวนอิ่งอับอายเป็นอย่างยิ่ง ไปท่องเที่ยวตำหนักเซียนยันต์กระบี่ครั้งเดียว เหตุใดถึงมีความคิดแบบนี้? หัวใจกระสับกระส่ายดุจกวางน้อยที่กระโดดไปมา ใบหน้าแดงราวกับลูกแอปเปิ้ล พริบตาเดียวซั่งกวนอิ่งก็ย่ำเท้าเดินกลับเข้าไปภายในเรือแล้ว เหลือแค่เซียนเสวียนหนี่ว์ที่แย้มยิ้มเบิกบานใจยืนอยู่ตรงหัวเรือเพียงลำพัง

        ……………………

        ย้อนกลับไปสามชั่วยามก่อนหน้านี้ เป็นช่วงเวลาที่ลวี่เหลียงเพิ่งสังหารชายร่างอ้วนชุดดำไป แคว้นซื่อสุ่ยที่อยู่ห่างออกไปพันหมื่นลี้ บนแท่นบูชาหลักของพรรคเทพโลหิตภายในห้องลับ มีคนชุดดำนั่งขัดสมาธิอยู่หกคน บนเสื้อคลุมของทุกคนล้วนปักลายโครงกระดูกสีทองที่เปล่งแสงสว่างประหลาดออกมา บรรยากาศภายในห้องทั้งประหลาดและเงียบสงบ

         “ผะ…ผู้สูงส่งทุกท่าน! แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” เสียงแหบแห้งสั่นเครือทำลายความเงียบสงบลง จากนั้นชายผอมแห้งชุดดำคนหนึ่งวิ่งถลันเข้ามา “ท่านเสว่เฟิง ป้ายชีวิตของเขาแตกแล้ว!”

         “อะไรนะ! ตั้งแต่เมื่อใด!” ทั้งหกต่างลุกขึ้นยืนพร้อมกันด้วยสีหน้าตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว ชายวัยกลางคนที่ไว้หนวดเคราตะโกนถามออกมาก่อนใคร

         “มะ…เมื่อครู่นี้! ท่านเสว่เทียนได้สั่งกำชับไว้ให้คอยเฝ้าป้ายชีวิตของท่านเสว่เฟิงอย่างใกล้ชิด พวกข้าน้อยไม่กล้าละเลยต่อหน้าที่ เมื่อครู่เป็นช่วงที่ข้าเข้าเวรพอดี จู่ๆ ก็เห็นป้ายชีวิตของท่านเสว่เฟิงดับมืดลงก่อน จากนั้นก็แตกเป็นเสี่ยงๆ” ชายชุดดำคนนี้ก้มหมอบลงกับพื้น ตัวสั่นระริกไม่หยุด เขาหวาดกลัว! แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง แต่ถ้าหากบุคคลตรงหน้านี้เดือดดาลขึ้นมา ลงมือระบายใส่เขา ก็เพียงพอที่จะทำให้วิญญาณแตกสลายร้อยครั้ง

         “ศิษย์พี่มั่ว ดูเหมือนว่าศิษย์น้องหลินจะตายแล้ว แม้แต่ดวงจิตขั้นผันแปรยังสลายหายไปพร้อมกัน ถ้าหากร่างกายสิ้นลม แต่ดวงจิตขั้นผันแปรยังคงอยู่ ป้ายชีวิตคงแค่ดับมืด ไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ!” หญิงชุดดำงามสะพรั่งกล่าวเสียงต่ำ

         “ฮึ่ม! ฮึ่ม! ฮึ่ม! น่าโมโหจริงๆ! พันปี พันปีแล้ว! เห็นๆ อยู่ว่าไปเอาเขาราชาอสูร ทำไมถึงตายกะทันหันในเวลานี้ได้! ฝีมือใคร! เป็นใครกันแน่!” คุณชายเยาว์วัยสวมอาภรณ์สีดำดวงตาแดงก่ำฉายแววอาฆาต ปราณชั่วร้ายที่แข็งแกร่งขุมหนึ่งแผ่กระจายไปทั่วร่าง

         “อย่าพูดอีกเลย ดูท่าแผนรับเขาราชาอสูรจะล้มเหลวแล้ว ไม่แน่ว่าเขาราชาอสูรอาจตกอยู่ในกำมือของตำหนักเซียนยันต์กระบี่แล้ว พวกเรารีบรายงานเรื่องนี้รวมทั้งการตายของศิษย์น้องหลินให้ท่านประมุขเถอะ”ผู้เฒ่าคิ้วขาว หนวดขาว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้ ดวงตาสีเทาภายในเบ้าตาที่เว้าลึกได้ขยับขึ้นลงคราหนึ่ง

         “พี่ใหญ่พูดถูก พวกเราควรรีบรายงานเรื่องนี้ให้ท่านประมุขทราบ การติดต่อครั้งสุดท้ายของศิษย์น้องหลินกับข้าคือเมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้ว เขาบอกว่าเลี้ยงเขาราชาอสูรได้สำเร็จเสร็จสิ้น แต่มีเด็กสองคนบุกเข้ามา เขาคิดจะฆ่าเด็กสองคนนี้ก่อน ค่อยเอาเขาราชาอสูรหลบหนีออกไป ไม่คิดว่า…เฮ้อ! ไปเถอะ ไปรายงานท่านประมุขเถิด” ชายไว้เคราถอนหายใจด้วยความโกรธ พลันยันกายลุกขึ้นเดินจากไปก่อน

        ไม่นานนัก ทั้งหกก็ค่อยๆ หายวับไปดุจมัจฉาแหวกว่ายกลางวารี ชายชุดดำที่หมอบอยู่บนพื้นมาตลอด ในที่สุดก็พลิกร่างนอนแผ่หลาพลางสูดหายใจเฮือกใหญ่

        ภายในที่พำนักอึมครึมใหญ่โตโอ่อ่า เสียง ‘เพล้ง’ ดังขึ้น จอกเหล้างดงามประณีตจอกหนึ่งแตกละเอียดบนพื้น บุรุษร่างสูงใหญ่ดำทะมึนทั้งตัว สวมหน้ากากไร้หน้า หน้าอกและแผ่นหลังเลี่ยมกะโหลกสีเลือด ยามนี้กำลังระเบิดลมปราณกลืนกินวิญญาณมนุษย์อันน่าสะพรึง ถ้าหากลวี่เหลียงอยู่ที่นี่ ย่อมต้องประหลาดใจที่พบว่า คนผู้นี้กำลังระเบิดปราณมารแท้บริสุทธิ์ไร้ที่ติออกมา!

         “เหตุใดถึงล้มเหลว! เด็กที่มีตบะอยู่ขั้นสร้างฐาน อีกคนอยู่ขั้นยาทองคำ ถึงขนาดสังหารลูกของข้าได้! ยิ่งกว่านั้น เสี่ยวหลินจื่อยังมียาปราบเซียนที่ข้ามอบให้! ตรวจสอบ! ตรวจสอบอย่างละเอียด! สองคนนั้นเป็นใครกันแน่! แม้ต้องขุดลึกลงไปสามฉื่อ ก็ต้องขุดพวกมันออกมาให้ได้! เขาราชาอสูร! เขาราชาอสูร! ข้าหามันมาอย่างยากเย็น! เฝ้าเลี้ยงฟูมฟักพันปี กลับถูกคนอื่นชิงตัดหน้า! เป็น…ไป…ไม่…ได้!!!” บุรุษร่างสูงใหญ่แผดเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่าดังกึกก้อง สะเทือนจนทั้งที่พำนักสั่นไหว

         “ท่านประมุขโปรดระงับโทสะ ศิษย์น้องหลินถ่ายทอดเสียงครั้งสุดท้ายว่าหญิงสาวขั้นยาทองคำช่วงต้นคนนั้น เป็นศิษย์ในสังกัดของเซียนเสวียนหนี่ว์ ส่วนผู้ชายคนนั้น เขากลับไม่มีความคุ้นเคยมาก่อน เนื่องจากสถานที่เลี้ยงเขาราชาอสูรนั้นมีเขตแดนปิดกั้นจิตวิญญาณ พวกเราจึงไม่ได้รับข่าวคราวหลังจากนั้นอีก” ผู้เฒ่าคิ้วขาวกล่าวตอบอย่างนอบน้อม

         “ฮึ! เซียนเสวียนหนี่ว์! เป็นนางอีกแล้ว! ตอนนั้นที่นางมายั่วยุ ข้าควรกำจัดนางไปซะ! หากมิใช่เห็นแก่อาจารย์เฒ่าไร้เหตุผลของนาง วิญญาณนางคงแตกสลายไปนานแล้ว! ไม่คิดว่าไว้ชีวิตนางในตอนนั้น กลับสร้างปัญหาให้ข้าในตอนนี้!” บุรุษร่างสูงใหญ่โกรธเกรี้ยว แต่ไม่รุนแรงเท่าเมื่อครู่นี้  “ช่างเถอะ พวกเจ้าไปตรวจสอบดู แต่อย่าให้เอิกเกริกจนเกินไป ถึงอย่างไร ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเผยโฉมหน้าที่แท้จริง อีกอย่างข้าพบร่องรอยของดาบมารคลั่งแล้ว อยู่ที่แหล่งกำเนิดแดนอสูร หากไม่มีเขาราชาอสูร ก็คงต้องใช้แผนสองแล้ว! เสว่เทียน เสว่หนิง มอบให้พวกเจ้าทั้งสองจัดการ! รีบไปเสีย! อย่างเร็วที่สุดก็ยี่สิบปี!”

         “รับคำสั่งประมุข!” ชายไว้หนวดเครากับหญิงสาวงามสะพรั่งต่างประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมพลันหายวับไป คนอื่นๆ อีกสี่คนต่างค้อมกายคารวะ จากนั้นก็หายไปพร้อมกัน

         “ข้าชะล่าใจเกินไป! หรืออาศัยอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว? ได้เวลาออกไปดูโลกภายนอกแล้ว ยังมีเจ้านั่นที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้าเสมอ ไม่รู้ว่าท่องเที่ยวไปถึงที่ใด ลองถือโอกาสตามหาดู! หว่านอิ๋ง รอข้านะ แม้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคยากเย็น แต่ข้าสาบาน! ชีวิตนี้ ขอเพียงข้ามีชีวิตอยู่ แม้เปลวไฟแผดเผาร่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็ต้องช่วยเจ้าออกมาจากแคว้นหมิงหวงเฮงซวยนั่นให้ได้! ข้ารับรอง! รับรองเลย!” บุรุษร่างสูงใหญ่ในยามนี้ ไร้ซึ่งความอหังการ ภายใต้หน้ากากใบนั้น กลับเผยความเจ็บปวดโศกเศร้าออกมา

            ……………………

        ภายในตำหนักเซียนยันต์กระบี่ตอนนี้ การทดสอบที่สองได้ดำเนินมาถึงวันที่ยี่สิบสามแล้ว ลวี่เหลียงรู้มาจากปากของเซียนกระบี่หุ้นหยวนว่า หลีจื่อเต้ากับหลี่อวิ๋นเอ๋อร์ที่สลบอยู่ข้างนอก หลังจากผ่านไปสองวันก็ฟื้นขึ้นมาเอง แต่ยังอยู่ในช่วงที่อ่อนแอมาก เพราะมีเขตแดนป้องกันนอกถ้ำเสือคอยคุ้มกาย โชคร้ายกลับกลายเป็นโชคดี หลีกเลี่ยงจากการช่วงชิงเข่นฆ่าอันดุเดือดจากภายนอกไปได้

        วันนี้เมื่อเหล่าเซียนนภาไปถึงก็พบคู่ฝึกเต๋าคู่นี้ทันที เพราะสถานการณ์ในตอนที่เกิดเรื่องไม่ชัดเจน จึงถือโอกาสพาเขาทั้งสองไป ผลลัพธ์คือไม่ผ่านการทดสอบ ก่อนไปจากที่นี่ ความปรารถนาหนึ่งเดียวของพวกเขาคือพบหน้าลวี่เหลียงสักครั้ง เหตุผลนี้เหมาะสมดี จึงจัดที่พักให้คู่ฝึกเต๋าคู่นี้ที่หลังเขาเพื่ออาศัยชั่วคราว รอจนกว่าลวี่เหลียงจะกลับมา

        เนื่องจากต้องรอผลการทดสอบที่สองออกมาก่อน บรรดาศิษย์ทั้งหมดจึงจะเข้าร่วมพิธีเข้าสำนักพร้อมกันได้ ลวี่เหลียงเบิกบานใจที่ได้พักผ่อนในเรือนพักที่เซียนกระบี่หุ้นหยวนจัดหาให้ด้านหลังเขา

        ลวี่เหลียงสอบถามที่อยู่ของหลีจื่อเต้ามาจากศิษย์พี่ที่ดูแลหลังเขา เช้าตรู่วันที่สอง ก็รีบรุดไปพบหน้าพวกเขา ส่วนเสือยักษ์ที่ทำพันธะสัญญากันแล้ว ก็อยู่ในเรือนพักรอเขากลับมาอย่างเชื่อฟัง

         “ผู้มีพระคุณ! โปรดรับการคารวะจากเราสองคนด้วย!” หลังจากได้พบลวี่เหลียง หลีจื่อเต้ากับหลี่อวิ๋นเอ๋อร์ต่างดีอกดีใจ วิ่งตะบึงไปเบื้องหน้า พลางค้อมศีรษะลงคารวะ

         “อ๊ะ อย่าทำเช่นนี้ อย่าทำเช่นนี้! เราเป็นสหายกัน อย่าได้เกรงใจแบบนี้ จะว่าไปความโชคดีในความโชคร้าย ข้าได้กลายเป็นศิษย์ตำหนักเซียน พวกเจ้าก็มีส่วนช่วยด้วยไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง อย่าเรียกข้าว่าผู้มีพระคุณเลย ตอนนี้ตบะข้าสูงกว่าพวกเจ้าสองคน เรียกข้าว่า ‘พี่ลวี่’ ก็พอ” ลวี่เหลียงเผยรอยยิ้มซื่อๆ ตามแบบฉบับของตนเองออกมา พลางพยุงทั้งสองคนลุกขึ้น

         “ได้! ถึงแม้ตอนนั้นตบะของพี่ลวี่กับเราสองคนจะไม่ต่างกัน แต่ความสามารถสูงกว่าพวกเราอย่างชัดเจน! เมื่อวานนี้ เรื่องราวที่พี่ลวี่ทำลายแผนชั่วในสนามฝึกฝนได้แพร่กระจายภายในตำหนักเซียนแล้ว! ยังมีคนลือกันว่า เห็นเซียนชุดแดงที่อยู่ใต้สังกัดผู้อาวุโสเซียนเสวียนหนี่ว์ ก่อนจากยังมอบของแทนใจชิ้นหนึ่งให้พี่ลวี่ ไม่รู้ว่ามีศิษย์ตำหนักเซียนที่อิจฉาตาร้อนมากมายแค่ไหน!” หลีจื่อเต้าแววตาเปล่งประกายระยิบระยับ จ้องมองลวี่เหลียงด้วยความเลื่อมใส

         “พรวด! อะไรนะ? ขะ…ของแทนใจ?! แค่กๆ แค่กๆ…” ลวี่เหลียงที่กำลังดื่มชา พอได้ยินก็พ่นน้ำชาออกมาพรวดเดียว

         “สวรรค์! นี่มิใช่เอาชีวิตข้าหรอกหรือ? ข้าอยากอยู่เงียบๆ นะ! ใครช่างปากกล้านัก! สวรรค์เป็นพยาน ตอนนั้นแม่นั่นคืนมุกแสงมารให้ข้า จากนั้นก็ไม่พูดไม่จาเดินขึ้นเรือไปเฉยๆ พวกเราไม่ได้พูดคุยกันสักประโยคเลย!” ลวี่เหลียงขบคิดด้วยความกลัดกลุ้ม อยากอยู่เงียบๆ ก็คงไม่ได้แล้ว พอนึกถึงสายตาคลั่งไคล้ของศิษย์ผู้ชายในสำนักที่จับจ้องซั่งกวนอิ่งในวันนั้น แล้วนึกถึงข่าวลือนี้ ลวี่เหลียงรู้สึกว่ากำลังทำสงครามเย็นโดยไม่รู้ตัว! หายนะมาเยือนโดยไม่มีเหตุผล!

        ขณะที่ลวี่เหลียงแอบหดหู่ หลีจื่อเต้ากับหลี่อวิ๋นเอ๋อร์ต่างมองสบตากัน จากนั้นก็หุบยิ้ม พลางคุกเข่าให้ลวี่เหลียง

        ลวี่เหลียงตะลึงงัน เพราะกำลังขบคิดเรื่องอื่นอยู่ จึงพยุงพวกเขาทั้งสองลุกขึ้นไม่ทัน ได้แต่เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “เจ้า พวกเจ้าทำอะไร!ยังเป็นสหายของข้าอยู่หรือไม่?”

         “พี่ลวี่! วันนี้เราสองคนจะไปจากที่นี่แล้ว เราเตรียมตัวไปเสี่ยงดวงที่อื่น แต่ไม่ว่าเราจะไปถึงที่ใด ท่านยังคงเป็นผู้มีพระคุณของเราเสมอ! วันหน้า หากเราสองคนร่ำเรียนมีความก้าวหน้า พี่ลวี่ต้องการความช่วยเหลืออะไร เราสองคนแม้ต้องตายก็ไม่บ่ายเบี่ยงเด็ดขาด!” คำพูดของหลีจื่อเต้าดังก้องกังวาน แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)