0 Views

         “ตอนนั้น เขาไม่เคยบอกว่าจะไปแคว้นหมิงหวง ถ้าพวกเรารู้ความคิดของเขา ย่อมขัดขวางไม่ให้เขาไปแน่! ถึงแม้ขัดขวางไม่ได้ ข้าก็จะตามเขาไปด้วย!” น้ำเสียงของเซียนเสวียนหนี่ว์แฝงความจนใจ

         “เมื่อครั้งอาจารย์อู๋เมิ่งกลับมาจากแดนสวรรค์ ยังชี้แนะวิชากระบี่ให้ข้าโดยเฉพาะ ตอนนั้นข้าอยู่แค่ขั้นคืนสู่ว่างเปล่า ถ้าหากไม่ใช่การชี้แนะของเขา ข้าคงไม่อาจประสบความสำเร็จในวันนี้ได้” เซียนกระบี่หุ้นหยวนทอดถอนใจเฮือกหนึ่ง

         “ผู้อาวุโสทุกท่าน ความหมายที่ข้าได้ยินเมื่อครู่ ดูเหมือนการไปแคว้นหมิงหวงจะมีข้อจำกัดบางอย่างใช่ไหม?” ลวี่เหลียงได้ฟังจนเข้าใจว่า ก่อนไปอาจารย์ไม่ได้บอกสถานที่ที่ปลายทางให้กับคนใกล้ชิดเหล่านี้ อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดา ที่ที่ทำให้เซียนอรหันต์ทองคำต่างหวาดกลัว จะเข้าออกตามสบายได้อย่างไร?

         “ใช่แล้ว เจ้าเป็นศิษย์ในอนาคตของพี่ใหญ่ มีความลับบางอย่างที่เจ้าล่วงรู้ได้” บรรพชนยันต์กระบี่มองดูลวี่เหลียงด้วยความเมตตา “แดนภูตผีแบ่งเป็นสี่แคว้นใหญ่ แคว้นหวงเฉวียน แคว้นโยวห้วนและแคว้นหลัวซานั้นล้วนไม่แตกต่างจากแดนมนุษย์ มีเพียงแคว้นหมิงหวงที่ว่ากันว่าเป็นที่อยู่ของยอดฝีมือผู้สร้างแดนภูตผีในตอนนั้น มนุษย์ทั่วไปไม่มีทางหาทางเข้าไปในแคว้นเจอ มีเพียงคนสกุลเฟิงที่จะพามนุษย์เข้าไปได้ กล่าวกันว่าข้างในนั้นมีสมบัติล้ำค่านับไม่ถ้วน แต่ก็มีอันตรายรอบด้าน น้อยคนนักที่จะมีชีวิตรอดออกมา แม้แต่เซียนอรหันต์ทองคำเข้าไปก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย ต่อมา ด้วยความที่คนของสกุลเฟิงเร้นกายอยู่อย่างสันโดษ คนที่ค้นหาเส้นทางและเข้าสู่แคว้นหมิงหวงได้ยิ่งลดน้อยลง”

         “เหตุใดคนของสกุลเฟิงถึงเร้นกายอยู่อย่างสันโดษ? เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อไรหรือ?” ลวี่เหลียงแววตาฉงนสงสัย พลางกล่าวด้วยความแน่วแน่ว่า “ขอเพียงข้าเรียนรู้จนประสบความสำเร็จ ต้องไปหาอาจารย์ที่แคว้นหมิงหวงแน่นอน!”

         “ดูท่าพี่ใหญ่จะได้ผู้สืบทอดที่คู่ควรแล้ว” บรรพชนยันต์กระบี่พยักหน้าชื่นชม พลางกล่าวว่า “จากการคำนวณ คนสกุลเฟิงเร้นกายเมื่อประมาณหมื่นปีก่อน ตรงกับตอนที่พี่ใหญ่เข้าสู้แคว้นหมิงหวงพอดี ไม่รู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่”

         “เจ้าคือศิษย์ของพี่ใหญ่ ตอนนี้พี่ใหญ่ไม่อยู่ ข้ายินดีสั่งสอนศิษย์แทนพี่ ถึงอย่างไร ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ เสร็จสมบูรณ์ได้ก็เพราะข้ากับพี่ใหญ่ บนโลกนี้ไม่มีใครเหมาะที่จะชี้แนะเจ้าไปกว่าข้าอีกแล้ว เจ้าเต็มใจหรือไม่?” คำพูดของบรรพชนยันต์กระบี่ ทำให้สมองของลวี่เหลียงขาวโพลน! ความน่ายินดีนี้กะทันหันจนเกินไป!

        ไม่ใช่ว่าลวี่เหลียงจะไม่เคยขบคิด แต่เขาคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือถูกรับเข้าสังกัดเซียนกระบี่หุ้นหยวน ถึงอย่างไรเขาก็เคยถูกอาจารย์ของตนชี้แนะมาก่อน อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในวิชากระบี่ ดูจากการชี้แนะเล็กน้อยเมื่อครู่นี้ เหมาะที่จะเป็นอาจารย์ของลวี่เหลียงนัก!

        คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายผู้ที่รับเขาเป็นศิษย์คือบรรพชนยันต์กระบี่! เป็นผู้สูงส่งขั้นเซียนอรหันต์ทองคำ! ยังมีโอกาสที่ดีกว่านี้อีกหรือ?

         “เจ้าโง่! ตะลึงอะไรอยู่! ยังไม่รีบกราบขอบคุณอาจารย์อีก!” ซั่งกวนอิ่งส่งเสียงโกรธขึ้ง ทำให้ลวี่เหลียงได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง

        ลวี่เหลียงไม่รอช้า น้อมกายก้มลงกราบ “อาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์!”

        จากนั้นผู้สูงส่งทั้งสามยังคงผลัดกันถามคำถามลวี่เหลียง เรื่องที่บรรพชนยันต์กระบี่สนใจที่สุดคือ ในแดนเสมือนเทพมีเบาะแสที่พี่ใหญ่ทิ้งไว้หรือไม่ เรื่องที่เซียนเสวียนหนี่ว์สนใจล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสวียนหลีเฟยอู่ ทำเอาลวี่เหลียงต้องไตร่ตรองทุกคำตอบที่ตอบออกไป ลวี่เหลียงซาบซึ้งใจที่เซียนกระบี่หุ้นหยวนเริ่มชี้แนะจุดที่ควรให้ความสำคัญในวิชากระบี่ ทำให้เขารู้สึกว่าปัญญาที่ตื้อตันได้ถูกเปิดออกมา แตกต่างจากการชี้แนะของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ!

        ผ่านไปครู่ใหญ่ บรรพชนยันต์กระบี่กวาดสายตามองดูทุกคนที่อยู่เบื้องหน้า จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “การสนทนาที่นี่ในวันนี้ มีเพียงเราห้าคนเท่านั้นที่รู้ อย่าเปิดเผยให้ผู้อื่นล่วงรู้เด็ดขาด! ความลับของลวี่เหลียงปิดบังต่อไปจะเป็นผลดีกว่า ตั้งแต่วันนี้เขาคือศิษย์ชุดขาวทั่วไปคนหนึ่งของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ ส่วนการเข้าสำนักได้อย่างไรนั้น ก็บอกไปว่าเพราะมีความชอบจากการค้นพบแผนร้ายในสนามฝึกฝน จึงรับเข้าเป็นกรณีพิเศษ หุ้นหยวน เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

         “อาจารย์โปรดวางใจ ข้าจะจัดการเรื่องทุกอย่างของศิษย์น้องด้วยตัวเอง ไม่ทราบว่าศิษย์น้องพอมีความรู้ด้านหลอมยา สร้างยันต์ ตั้งค่ายกลหรือไม่?” เซียนกระบี่หุ้นหยวนกล่าวว่า ‘ศิษย์น้อง’ แทบจะทำให้ลวี่เหลียงทรุดนั่งลงกับพื้น

        ตามลำดับฐานะ เซียนกระบี่หุ้นหยวนเรียก ‘ศิษย์น้อง’ ได้ไม่มีปัญหา แต่ลวี่เหลียงยังคงรู้ตัวเองดี! เขามีตบะและอยู่ในฐานะใด ตนเองมีคุณสมบัติพอหรือไม่? เขาไว้หน้าตน ทว่าตนมิอาจทนหน้าด้านไร้ยางอายได้!

        ทันใดนั้น ลวี่เหลียงคารวะเซียนกระบี่หุ้นหยวนด้วยความเคารพ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ผู้อาวุโสโปรดอย่าเรียกผู้เยาว์ว่า ‘ศิษย์น้อง’ เลย ถึงแม้ตามลำดับฐานะจะเรียกเช่นนั้นได้ แต่ข้าไม่มีคุณสมบัติใดๆ ด้วยตบะและความสามารถของข้า จะกล้าอาจเอื้อมอยู่ในฐานะนั้นได้อย่างไร? ข้าลวี่เหลียงเป็นศิษย์ทั่วไปในตำหนักเซียน โปรดมองข้าเป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง หวังว่าผู้อาวุโสทุกท่านจะเห็นด้วย!”

         “ได้รับความเมตาตาปราณี แต่ไม่จองหองพองขน! ข้ายิ่งถูกใจเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อย่าทำให้พี่ใหญ่และข้าผิดหวังล่ะ” บรรพชนยันต์กระบี่ยิ่งมองลวี่เหลียงยิ่งถูกชะตา เพราะเขาพบว่านิสัยของลวี่เหลียงเหมือนกับตัวเองตอนหนุ่มๆ มาก สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักกาลเทศะ

         “ผู้เยาว์มีความรู้ด้านหลอมยาอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าพอมีที่ที่เงียบสงบให้ผู้เยาว์ใช้เป็นที่ฝึกฝนบ้างหรือไม่” ลวี่เหลียงเข้าใจดี ศิษย์ทั่วไปย่อมต้องอยู่ในที่ของศิษย์ทั่วไป อีกทั้งยังต้องรักษาความลับต่อไป หลบเลี่ยงหูตาคนอื่นได้เป็นดีที่สุด

         “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าไปหอยาด้านหลังเขาเถอะ ที่นั่นไม่มีใคร ข้าจะจัดการให้เจ้าอยู่ในสวนสมุนไพรที่เงียบสงบไร้ผู้คน ช่วยให้เจ้าฝึกฝนได้ตามปกติ” เซียนกระบี่หุ้นหยวนจัดการทุกอย่างให้ลวี่เหลียงเรียบร้อยในชั่วพริบตา

         “อืม เป็นเช่นนี้ก็ดี ลวี่เหลียง ข้ามีบทเสริม ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ หนึ่งม้วนมอบให้เจ้า ในนั้นมีคำแนะนำที่ชัดเจนทั้งวิชากระบี่และพลังภายในของ ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ เจ้าทำความเข้าใจเองก่อน รอให้พลังภายในของเจ้าถึงขั้นรวมฐาน วิชากระบี่ถึงกระบวนท่าที่สี่ ข้าค่อยมาสอนเจ้าต่อ” บรรพชนยันต์กระบี่สะบัดมือ หยกสีขาวชิ้นหนึ่งลอยลงมาเบื้องหน้าลวี่เหลียง “นี่คือหยกถ่ายทอดเสียง หลังจากที่เจ้าบรรลุขั้นหรือมีเรื่องสำคัญ ใช้หยกชิ้นนี้ถ่ายทอดเสียงให้ข้า ข้าจะไปหาเจ้าเอง”

         “ขอบคุณอาจารย์!” ลวี่เหลียงดีใจ ยื่นมือรับหยกมาใส่ไว้ในอกอย่างทะนุถนอม ขณะเดียวกัน เขาพลันนึกขึ้นได้ว่ามุกแสงมารที่มีซากวิญญาณของมารดายังอยู่ในมือของซั่งกวนอิ่ง จึงรีบกวาดตามองออกไปโดยไม่รู้ตัว สบเข้ากับสายตาของซั่งกวนอิ่งที่กำลังจับจ้องเขาอยู่พอดี

        ซั่งกวนอิ่งก้มหน้าลงในทันที เป็นไปตามคาด ใบหน้าของนางพลันแดงระเรื่อ ทำเอาลวี่เหลียงฉงนสงสัย เซียนท่านนี้ ไฉนถึงหน้าบางนักนะ?

         “เอาล่ะ เรื่องนี้จบลงแล้ว ปิดที่นี่ชั่วคราว วันหน้าข้าจะมาตรวจสอบเอง จริงสิ ยังมีจอมอสูรอีกตัวที่อยู่ที่นี่…” จู่ๆ บรรพชนยันต์กระบี่ก็นึกขึ้นได้ เสือเนตรสีฟ้าตัวนั้นยังอยู่ที่นี่ คาดว่าคงได้ยินได้ฟังหมดแล้ว สมควรขบคิดว่าจะจัดการมันอย่างไรดี

        มันสั่นสะท้านวูบ รู้ดีว่าเรื่องที่ได้ยินวันนี้ล้วนเป็นความลับสุดยอด ถึงแม้มันไม่อยากฟังจริงๆ แต่ตอนนี้ก็ล่วงรู้หมดแล้วนอกจากถูกฆ่าปิดปาก มันก็นึกผลลัพธ์อื่นไม่ออกเลย ในขณะที่มันกำลังคิดฟุ้งซ่าน คำพูดของบรรพชนยันต์กระบี่ทำให้ความหวังของมันพังทลายลง กระทั่งความคิดร้องขอชีวิต มันยังไม่กล้าหวัง

        ในสายตาลวี่เหลียงฉายแววเวทนาสงสาร ขบริมฝีปากแน่น ประกบหมัดกล่าวขอร้องเซียนบรรพชนยันต์กระบี่ว่า “อาจารย์ ศิษย์บังอาจขอให้ท่านไว้ชีวิตเสือยักษ์ตัวนี้ พวกมันถูกสถานการณ์บังคับ ปกติแล้วไม่มีอันตรายใดๆ ศิษย์มีความคิดให้เสือตัวนี้ทำสัญญาเป็นบริวารติดตาม เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวความลับรั่วไหล ข้ายังได้ผู้ช่วยตัวเล็กๆ เพิ่มอีกตัวด้วย”

        เสือยักษ์ตะลึงงัน แม้ว่าก่อนหน้านี้ลวี่เหลียงจะช่วยให้มันเลี่ยงจากร่างกายระเบิดตาย แต่มันก็ไม่นึกว่าเวลานี้ลวี่เหลียงยังคิดช่วยชีวิตมันอีก! เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา มันซึ่งเห็นมนุษย์เป็นศัตรู ยามนี้บังเกิดความตื้นตันบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ จู่ๆ มันก็รู้สึกว่าถึงแม้สุดท้ายจะหนีความตายไม่พ้น แต่ด้วยคำพูดประโยคนี้ของลวี่เหลียง ก็ช่วยคลายความกังวลของมันลงได้

        บรรพชนยันต์กระบี่จ้องมองลวี่เหลียง แล้วเหลือบมองเสือยักษ์ สุดท้ายเอ่ยถามเสียงต่ำกับมันว่า “เจ้าได้ยินแล้วสินะ? เจ้ายินดีทำสัญญาเป็นบริวารติดตามศิษย์ข้าหรือไม่ ชั่วชีวิตนี้ไม่มีทางทรยศเขาใช่ไหม?”

         “โฮก! ข้ายินดี ยินดี! ข้าขอสาบานด้วยชีวิต ชาตินี้จะเป็นบริวารคอยติดตามผู้มีพระคุณ!” ความดีใจอย่างยิ่งยวด ทำให้เสือยักษ์ไม่รู้ว่าจะแสดงออกมาอย่างไร แม้ลวี่เหลียงให้มันไปตายตอนนี้มันก็ไม่ลังเลเลย!

        ในเวลาเดียวกัน เสือยักษ์ดูเหมือนนึกอะไรออก พลางยื่นกรงเล็บชี้ไปที่แท่นสูงที่พังถล่มกลางโถงศิลา “ใช่แล้ว ยอดฝีมือทุกท่าน ใต้แท่นสูงนั่นได้ผนึกสายแร่หินอสูรคุณภาพสูงไว้ ต่อมาถูกชายชุดดำคนนั้นทำลายผนึก จากนั้นจับตัวผู้เฒ่ามาเป็นตัวพาหะแล้วเริ่มเลี้ยงเขาราชาอสูร”

            “สายแร่หินอสูรคุณภาพสูง? ฮ่าๆ เป็นทรัพยากรที่น่าทึ่งจริงๆ! ข้าบอกแล้ว อาศัยแค่พลังของตานหยวนคนเดียวจะเลี้ยงเขาราชาอสูรพันปีได้อย่างไร ที่แท้ความลับอยู่ที่นี่เอง! ดีมาก ดูท่าเจ้าจะยอมศิโรราบอย่างจริงใจ” บรรพชนยันต์กระบี่หัวเราะเบิกบานใจ สะบัดมือคราหนึ่ง เศษม้วนตำราเล่มหนึ่งลอยมาถึงเบื้องหน้าเสือยักษ์ “นี่คือเศษม้วนตำราวิชายุทธ์อสูรที่ข้าบังเอิญได้มา เป็นวิชายุทธ์ระดับสูง เจ้าเอาไปฝึกฝน อนาคตจะได้เป็นกำลังสำคัญของศิษย์ข้า แน่นอนว่าหากเจ้ามีจิตใจคิดเป็นอื่น ข้ารับรองว่าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานยิ่งกว่าถูกเลาะเส้นเอ็นสูบวิญญาณเป็นพันเท่าหมื่นเท่า!”

        บรรพชนยันต์กระบี่กล่าวโดยใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อน เสือยักษ์พอได้ยินก็รีบร้อนโขกหัวขอบคุณ “ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ต่อไปข้าน้อยจะติดตามนายท่านด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ!”

        หลังจากกำชับเรื่องที่ต้องระวังในวันหน้าแล้ว ทุกคนต่างตกลงแยกย้ายกันไป ส่วนชายร่างอ้วนชุดดำขั้นผันแปรคนนั้นเป็นใครกันแน่ ตามที่บรรพชนยันต์กระบี่พิจารณา เป็นไปได้ว่าคือหนึ่งในเจ็ดลูกศิษย์ของเทพโลหิต! ตอนที่เซียนเสวียนหนี่ว์เคยไปเยือนพรรคเทพโลหิต ดูเหมือนเคยเห็นคนที่แต่งตัวลักษณะนี้ในบรรดาเจ็ดลูกศิษย์ของเทพโลหิต แต่เวลาผ่านไปนานมาก อีกทั้งไม่ได้ใส่ใจอะไร จึงไม่แน่ใจเท่าใดนัก

        สำหรับข้อสงสัยที่อีกฝ่ายมีตบะเพียงแค่ขั้นผันแปรช่วงปลายเท่านั้น บรรพชนยันต์กระบี่ได้ไขข้อสงสัยว่า คนผู้นี้คงอยู่ในขั้นเซียนนภาขึ้นไป เพียงแต่ในสนามฝึกฝนมีเขตแดนคอยสะกดผู้ที่มีตบะสูง คาดว่านี่คงเป็นสาเหตุหลักที่ตบะเขาลดลงอย่างมาก

        พอลวี่เหลียงได้ฟัง ภายในใจพลันรู้สึกปลอดโปร่ง เขาหวังอย่างยิ่งว่าชายร่างอ้วนชุดดำนี้จะเป็นหนึ่งในเจ็ดศิษย์เทพโลหิต ถือว่าได้คิดบัญชีหนี้แค้นก่อนล่วงหน้า

        ส่วนเขาราชาอสูรตกเป็นของใครนั้น ง่ายดายมาก ไม่มีใครต้องการ! สุดท้ายยังคงเป็นบรรพชนยันต์กระบี่รับไว้ แต่กล่าวชัดเจนว่ารอให้ลวี่เหลียงถึงขั้นยาทองคำช่วงกลางก็จะคืนเขาราชาอสูรให้ มันเกี่ยวข้องกับโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อลวี่เหลียง สำหรับประโยชน์อันใดนั้น บรรพชนยันต์กระบี่กับเสี่ยวเฮยมีความเห็นตรงกันว่าจะไม่บอกลวี่เหลียงก่อน เพื่อเลี่ยงไม่ให้เขามีความคิดเพ้อฝัน หน่วงเหนี่ยวจนทำให้การฝึกฝนล่าช้า

        ก่อนที่เซียนเสวียนหนี่ว์จะไปได้มอบหยกรูปกลีบดอกไม้ให้ลวี่เหลียงชิ้นหนึ่ง พร้อมบอกว่าหยกชิ้นนี้สามารถเข้าออกสำนักเสวียนหนี่ว์ได้ทุกเมื่อ บรรพชนยันต์กระบี่ดูคล้ายอารมณ์ดีถึงขั้นกล่าวหยอกล้อลวี่เหลียง

        ว่ากันว่าบุรุษที่ถือครองหยกกลีบบุปผานี้ล้วนอยู่ขั้นเซียนนภาขึ้นไปทั้งสิ้น ลวี่เหลียงเป็นคนเดียวที่อยู่ต่ำกว่าขั้นเซียนนภา! หากข่าวนี้แพร่ออกไป ไม่รู้ว่าจะมีคนมากมายแค่ไหนที่อยากจะฆ่าเขา!

        สุดท้าย ซั่งกวนอิ่งคืนมุกแสงมารกับยาทลายอุปสรรคที่เขาโยนให้นางก่อนหน้านี้ไปพร้อมกัน แต่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ กับเขาสักประโยค กระทั่งติดตามเซียนเสวียนหนี่ว์จากไป ใบหน้านางก็ยังคงแดงระเรื่ออยู่เช่นเดิม


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)