0 Views

        “เอ่อ คือว่า…ผู้อาวุโสทั้งสามท่าน วิชากระบี่ของผู้เยาว์มีตรงไหนไม่เหมาะสมหรือ?” ลวี่เหลียงเกาศีรษะ พยายามสงบใจ ฝืนเอ่ยวาจาออกไปก่อน

        “เจ้า…วิชากระบี่ของเจ้า! เป็นกระบวนท่าหนึ่งอักษรกับหลบวายุในวิชากระบี่เซวียนหยวนใช่ไหม?” เซียนกระบี่หุ้นหยวนได้สติคืนมา สีหน้าเต็มไปความเหลือเชื่อ

        ลวี่เหลียงตื่นตะลึง! เป็นไปได้อย่างไร? วิชากระบี่ชุดนี้เป็นวิชาที่อาจารย์เป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง และถ่ายทอดให้ลูกศิษย์โดยเฉพาะ ทำไมคนอื่นถึงรู้ละเอียดขนาดนี้? หรือว่าก่อนหน้านี้ ตอนที่อาจารย์ต่อสู้กับมนุษย์ ถูกใครมองออกทะลุปรุโปร่ง?

        ในขณะที่ลวี่เหลียงสับสนกังวลใจนั้น บรรพชนยันต์กระบี่ถอนหายใจหนักอึ้งออกมาเฮือกหนึ่ง ก้าวเท้าเดินไปอยู่เบื้องหน้าลวี่เหลียง กล่าวเอาจริงเอาจัง “เดิมทีข้าใช้วิชาลับค้นหาจิตวิญญาณกับเจ้าได้ แต่ทำแบบนั้นจะสร้างความเสียหายเหนือคณานับกับจิตวิญญาณของเจ้า ข้าจึงหวังว่าเจ้าจะเล่าเรื่องราวออกมาเอง เจ้าฟังข้าพูดจบก่อนค่อยตัดสินใจก็ได้ ถึงแม้เจ้าจะยืนกรานไม่ยอมบอก ข้าก็ไม่โทษเจ้า เพียงแต่ข้าไม่อาจรับเจ้าเป็นศิษย์ของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ได้อีก”

        จากนั้นแววตาของบรรพชนยันต์กระบี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน สังเกตลวี่เหลียงตั้งแต่หัวจรดเท้า แย้มยิ้มกล่าวว่า “หากเป็นไปตามคาด ในร่างเจ้าคงมีมุกเบญจธาตุ เป็นผู้ที่มีร่างกายห้าธาตุ พลังภายในของเจ้าต้องเป็นพลังภายในเซวียนหยวน กระบี่เฟยหลิงเล่มนี้เป็นกระบี่ที่ตอนนั้นพี่ใหญ่แย่งไปจากมือข้า ดูท่าตอนนี้มันได้ยอมรับเจ้าเป็นนายแล้ว ทั้งยังบังเกิดจิตกระบี่อีกด้วย”

        ร่างกายลวี่เหลียงสั่นสะท้าน ตกตะลึงปากอ้าตาค้าง จ้องมองเซียนอรหันต์ทองคำที่อยู่เบื้องหน้า พึมพำกับตัวเองว่า “พี่…พี่ใหญ่? ทะ…ท่าน…” เขาไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี บรรพชนยันต์กระบี่ดูเหมือนรู้ละเอียดกว่าเซียนกระบี่หุ้นหยวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งเป็นพี่ชายของเขาได้อย่างไร?

         “บรรพชนยันต์กระบี่เป็นเพียงชื่อที่คนนอกเรียกกันตั้งแต่ข้าสร้างตำหนักเซียนยันต์กระบี่ คนนั้นเรียก คนนี้เรียก จนไม่มีใครจดจำชื่อแซ่เดิมของข้าได้อีก ชื่อเดิมของข้าคือจางเมิ่งจู่ จางเมิ่งเต้าคือพี่ชายแท้ๆ ของข้า! เขาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชากระบี่และพลังภายในให้เจ้าคนนั้นสินะ สำหรับเจ้าน่าจะคุ้นเคยกับชื่อปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งมากกว่า” บรรพชนยันต์กระบี่คล้ายพูดกับตัวเอง เพ่งมองท้องฟ้ากว้าง ไม่รู้ว่ากำลังขบคิดอะไรอยู่

        จากนั้นครู่หนึ่ง ก็เบนสายตามาที่ลวี่เหลียง แววตาเต็มไปด้วยความเมตตา “เจ้าคงเข้าไปในมิติที่เขาสร้างขึ้นเองแล้ว นับว่าเป็นศิษย์ของพี่ชายข้าแล้วสินะ? ของวิเศษของเขา ต้นเสมือนเทพยังอยู่ไหม? หญิงเผ่ามารตระกูลเสวียนหลีคนนั้น อยู่ที่นั่นสบายดีไหม? ดูเหมือนจะชื่อเสวียนหลีเฟยอู่? ตอนนี้ข้าคิดเชื่อมโยงกันแล้ว วิธีที่เจ้าสังหารศัตรูขั้นผันแปร คงไม่ใช่ของวิเศษที่ระเบิดในครั้งเดียว ข้าจำได้ว่าพี่ใหญ่เคยนำของวิเศษมาร ‘ปีกมารสายฟ้า’ มาอวดอานุภาพของมันให้พวกเราดู ตอนนี้คล้ายกับฉากที่เขาอธิบายในตอนนั้นมากทีเดียว”

        กล่าวถึงตรงนี้ ลวี่เหลียงไม่มีความสงสัยอีก หัวใจที่เดิมทีเต้นเร็วบีบรัดแน่น จู่ๆ ก็รู้สึกปลอดโปร่งราวกับได้เห็นแสงตะวัน เนิ่นนานมาแล้ว นี่เป็นความลับที่เขาไม่อาจให้ใครล่วงรู้ ทำให้เขาต้องพยายามหลีกเลี่ยงพบปะผู้คน และต้องระวังการตรวจสอบจากคนอื่นทุกเวลา

        นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะได้พบกับน้องชายของอาจารย์ คนๆ นี้รู้ว่าผู้อาวุโสเฟยอู่ยังมีชีวิตอยู่ ความลับภายในใจลวี่เหลียงเหล่านี้ ในสายตาพวกเขากระจ่างชัดเจนอย่างยิ่ง เช่นนั้นยังมีอะไรต้องปิดบังอีกเล่า? ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกแล้ว น้องชายแท้ๆ ของอาจารย์จะทำร้ายเขาได้อย่างไร? หากพวกเขามีใจคิดร้ายจริง คงไม่มาพูดคุยเปิดอกกับตนอย่างแน่นอน!

        ครุ่นคิดถึงตรงนี้ หยาดน้ำตาของลวี่เหลียงก็ไหลอาบแก้ม ภาระหนักอึ้งที่ต้องทนแบกรับเหล่านั้น ดูเหมือนจะพบช่องทางที่สามารถระบายความอัดอั้นตันใจ เขาแทบระเบิดมันออกมาทันทีโดยไม่อาจควบคุมได้

         “เช่นนั้น ผู้อาวุโสก็ถือว่าเป็นอาจารย์อาของข้า? สบายดี! พวกเขาสบายดี! ผู้อาวุโสต้นเสมือนเทพและผู้อาวุโสเฟยอู่ล้วนสบายดี เพียงแต่อาจารย์ของข้าเมื่อหมื่นปีก่อนไปยังแคว้นหมิงหวงในแดนภูตผี จนตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา…” เมื่อกล่าวถึงปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งที่มีข่าวคราวไม่แน่ชัด ภายในใจลวี่เหลียงบีบรัดแน่น ใบหน้าเผยความเจ็บปวดออกมาโดยไม่รู้ตัว

        ทว่าตอนนี้ มีคนที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าลวี่เหลียง นั่นคือเซียนเสวียนหนี่ว์ เซียนอรหันต์ทองคำในยามนี้ น้ำตาไหลนองหน้า เหมือนเด็กผู้หญิงอ่อนแอก็มิปาน พุ่งเข้ามาดึงแขนของลวี่เหลียง ร้องไห้พลางกล่าวขอร้องว่า “ขอร้องเจ้า บอกข้าที! พี่เมิ่งเต้าอยู่ที่ไหน! ได้โปรด!”

        ลวี่เหลียงตะลึงงัน คนโง่งมยังดูออกว่าเซียนเสวียนหนี่ว์มีความรู้สึกที่ไม่ธรรมดากับอาจารย์ของตนแน่นอน “หรือว่า…นางชอบอาจารย์? เอ่อ ตอนนี้คิดดูแล้ว ผู้อาวุโสเฟยอู่คงไม่…” ลวี่เหลียงเอ๋ย…ความรู้สึกนี้! อาจารย์ก็คืออาจารย์ มิใช่ปุถุชนคนธรรมดา มีทั้งน้องชายขั้นเซียนอรหันต์ทองคำ ยังมีคนรักใคร่ชื่นชมขั้นเซียนอรหันต์ทองคำอีก อ้อ จริงสิ ผู้อาวุโสเฟยอู่ก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน เป็นถึงกำลังรบอันดับหนึ่งของแดนมารในตอนนั้นเลย! อาจารย์เป็นแค่ตาแก่คนหนึ่งจริงหรือ? ไม่เหมือนเลย…

        ลวี่เหลียงไม่ลังเลที่จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่เข้าสู่แดนเสมือนเทพ แม้แต่ความลับชาติกำเนิดของตัวเองก็เผยออกมาโดยไม่ปิดบังใดๆ ขณะเดียวกัน เสี่ยวเฮยก็โผล่ออกจากเหนือศีรษะของลวี่เหลียง พบปะกับกับทุกคน

        เหนือศีรษะของบรรพชนยันต์กระบี่ก็มีเจ้าหนูเขาเดียวโผล่ออกมาเช่นกัน เป็นอสูรหยั่งฟ้านั่นเอง พอเห็นเสี่ยวเฮยออกมา มันก็ดีใจมาก ไม่นานนัก สัตว์เทพแห่งความโกลาหลทั้งสองก็แยกตัวออกไปพูดคุยกันอีกด้านหนึ่ง

         “มิน่าตอนตรวจสอบรากจิต เสี่ยวเทียนถึงไม่ได้ตรวจสอบเจ้าตามความเป็นจริง! ข้ายังกลุ้มใจว่าทำไมมันถึงไม่บอกข้า ที่แท้เจ้าก็เป็นผู้ทำสัญญากับสัตว์เทพแห่งความโกลาหลเช่นกัน” บรรพชนยันต์กระบี่เข้าใจแจ่มแจ้งในทันที

        ในขณะที่ลวี่เหลียงพูดถึงเสวียนหลีเฟยอู่นั้น แววตาของเซียนเสวียนหนี่ว์พลันหม่นหมองแวบหนึ่ง แต่ครู่เดียวก็แผ่ประกายคมกริบออกมา ยังคงดึงลวี่เหลียงเอาไว้ ถามว่า “เป็นไปตามคาด ผลของคำทำนายวิถีฟ้าของข้าอยู่ที่ตัวเจ้านี่เอง! เจ้าบอกว่าหมื่นปีก่อนอาจารย์ของเจ้าไปแคว้นหมิงหวงในแดนภูตผี? จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลยงั้นหรือ?”

         “ศิษย์น้อง เจ้าไม่ต้องห่วง ในเมื่อต้นเสมือนเทพไม่มีอะไรผิดปกติ พี่ใหญ่ยังมีชีวิตอยู่แน่นอน เพียงแต่อาจหาเป้าหมายไม่พบหรือติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง เจ้าก็ทราบถึงความพิเศษของแคว้นหมิงหวง ไม่ใช่ที่ที่ระดับข้าอยากไปก็ไปได้” บรรพชนยันต์กระบี่กลับคืนสู่ภาวะปกติ ตอนนี้เริ่มปลอบใจเซียนเสวียนหนี่ว์ เขารับรู้ถึงความรู้สึกที่ศิษย์น้องมีต่อพี่ใหญ่ดี

        บรรพชนยันต์กระบี่มองดูลวี่เหลียงที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนผู้ใหญ่ที่เมตตาผู้เยาว์ว่า “เจ้ายังคงรู้ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเรากับอาจารย์ของเจ้า ข้าจะอธิบายให้ฟัง ข้ากับอาจารย์ของเจ้าเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด เติบโตในแคว้นเทียนสุ่ยแห่งอาณาจักรอู่ฟาง หลังจากก้าวสู่เส้นทางฝึกเซียน กระทั่งถึงขั้นยาทองคำ พวกเราต่างร่วมฟันฝ่าไปด้วยกัน และยังไม่ได้เข้าสำนักใด”

         “ต่อมา ตอนที่พวกเราท่องเที่ยวอยู่ที่อาณาจักรชางหลัน ได้พบกับผู้อาวุโสยอดฝีมือท่านหนึ่ง หลังจากที่เขาเห็นพวกเราสองคน เขาพยักหน้าให้ข้าก่อน จากนั้นก็ส่ายหน้าให้กับพี่ใหญ่ เขาบอกว่าร่างของข้ามีรากจิตสามชนิด คือทอง ไฟและน้ำ เหมาะที่จะสืบทอดวิชาด้านค่ายกล ยันต์ ยาเม็ดและกระบี่ของเขา จึงคิดจะรับข้าเป็นศิษย์เพียงคนเดียว ส่วนพี่ใหญ่นั้นมีร่างเซียนกระบี่ที่หาได้ยากยิ่ง ต้องเป็นยอดฝีมือกระบี่ระดับสูงสุดเท่านั้นจึงจะชี้แนะเขาได้ ตอนนั้นอาจารย์ของข้าแม้จะประสบความสำเร็จทั้งสี่ด้าน แต่ด้านกระบี่กลับไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใด ยังห่างชั้นจากระดับสูงสุดอยู่บ้าง ดังนั้นหากให้เขาเป็นผู้สอนสั่งก็คงไม่เหมาะสมนัก”

         “ตอนนั้นพอได้รับคำชื่นชมจากยอดฝีมือ ทำให้พวกเราแทบคลั่ง ข้ากราบอาจารย์ทันที ยินดีเข้าเป็นศิษย์ในสำนัก แต่ข้าก็หวังว่าอาจารย์จะช่วยเหลือพี่ใหญ่บ้าง เป็นไปตามคาดอาจารย์ไม่ทำให้เราผิดหวัง ด้วยการแนะนำของเขา พี่ใหญ่ได้เข้าสำนักอี๋สุ่ย ซึ่งเป็นสำนักอันดับหนึ่งในอาณาจักรชางหลัน เจ้าสำนักคือเทียนเจี้ยนซั่งเหริน ยอดฝีมือกระบี่ระดับสูงสุดที่เป็นยอมรับบนโลกมนุษย์และเป็นยอดฝีมือขั้นเซียนอรหันต์ทองคำ ก่อนจากกันอาจารย์ยังมอบหยกชิ้นหนึ่งให้พี่ใหญ่ ว่ากันว่าเพียงแค่ปล่อยพลังหยก พี่ใหญ่ก็จะพบลมปราณของพวกเรา เพื่อความสะดวกที่เราพี่น้องพบหน้ากันในวันหน้า”

         “เวลานี้เอง ข้าก็ทราบชื่อของอาจารย์ เขาคือเทียนเป่าซั่งเหริน หนึ่งในสามเซียนพเนจรที่มีชื่อเสียงบนโลกมนุษย์ อาจารย์ท่องเที่ยวพเนจร สมถะเรียบง่าย ความสุขเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตคือได้อยู่เคียงข้างอาจารย์แม่ อาจารย์แม่ของเราคือเสวียนหนี่ว์ซั่งเหริน เป็นหนึ่งในสามเซียนพเนจรเช่นกัน ต่อมา ข้าติดตามอาจารย์กลับถึงที่พักของพวกเขาที่อยู่ในแคว้นเทียนสุ่ย ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน ข้าก็เห็นอาจารย์แม่พาลูกศิษย์ของตนกลับมา นั่นคือเซียนเสวียนหนี่ว์ในตอนนี้”

         “ด้วยการสั่งสอนของอาจารย์กับอาจารย์แม่ ข้ากับศิษย์น้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บรรลุถึงขั้นคืนสู่ว่างเปล่าช่วงต้น ในเวลานี้เอง พี่ใหญ่ก็มาเยี่ยม ที่ข้าดีใจที่สุดคือเขาบรรลุขั้นคืนสู่ว่างเปล่าช่วงกลางแล้ว ทั้งยังสำเร็จพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่ไม่อาจเข้าใจได้ในขั้นนั้น และถูกตั้งเป็นศิษย์เอกของสำนักอี๋สุ่ย! ข้ารู้สึกภาคภูมิใจในตัวพี่ใหญ่จากใจจริง!”

         “หลังจากนั้น พี่ใหญ่ก็มาแลกเปลี่ยนความรู้กับข้าบ่อยๆ ตอนนั้นศิษย์น้องได้กลายเป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเช่นกัน ข้าจำได้ หลายครั้งที่เห็นพี่ใหญ่ ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาบอกว่าในที่สุดก็พานพบคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว! หญิงสาวเผ่ามารที่เอาชนะเขาได้ห้าครั้ง! ครั้งสุดท้ายที่เห็นพี่ใหญ่ เขาอยู่ขั้นคืนสู่ว่างเปล่าช่วงปลาย  ครั้งนั้นเขาบอกกับพวกเราว่า มองเห็นความหวังที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้แล้ว มาเยี่ยมคราวหน้า รอร่ำสุราฉลองกับเขาได้เลย”

         “น่าเสียดาย พี่ใหญ่ไม่อาจทำตามคำพูดที่ได้ลั่นวาจาไว้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ข่าวที่พี่ใหญ่ถูกขับออกจากสำนักแล้วหลบหนีไปแดนมารก็แพร่ไปทั่ว ตอนนั้นข้ากับศิษย์น้องต่างก็ตกตะลึง! พวกเราไม่เชื่อ ต้องการไปแคว้นหวงหลิงเพื่อถามไถ่ให้ชัดเจน แต่ถูกอาจารย์กับอาจารย์แม่ห้ามไว้ อาจารย์ให้เราสงบใจลงก่อน เขาจะมุ่งหน้าไปสำนักอี๋สุ่ยเพื่อถามให้ชัดเจนด้วยตัวเอง”

         “ผ่านไปหนึ่งเดือน อาจารย์ก็กลับมา ข้ารู้สึกได้ว่าเขาชราลงไปมาก เขาบอกเล่าเรื่องที่พรรคเทพโลหิตกับสำนักอี๋สุ่ยร่วมมือกับสองตระกูลใหญ่ในแดนมาร ขุดรากถอนโคนตระกูลเสวียนหลี ส่วนพี่ใหญ่เพื่อช่วยชีวิตคนตระกูลเสวียนหลี เขาเลือกเป็นศัตรูกับสำนักอี๋สุ่ย สุดท้ายสู้ไม่ได้จึงหลบหนีเข้าแดนมาร หายไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่นั้นมา”

         “อาจารย์เตือนว่า ด้วยความสามารถของพวกเราตอนนี้ ยังไม่มีคุณสมบัติไปขุดคุ้ยหาความจริง สิ่งเดียวที่ต้องทำคือเพิ่มความสามารถของตนเอง ตั้งแต่นั้นมาข้ากับศิษย์น้องก็เริ่มฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ประมาณร้อยปีต่อมา เราสองคนข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จ กลายเป็นเซียนนภา”

         “ตอนนั้น อาจารย์กับอาจารย์แม่ที่บรรลุถึงขั้นเซียนอรหันต์ทองคำมานานได้เตรียมตัวข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ใหญ่ ที่น่ายินดีคืออาจารย์กับอาจารย์แม่ต่างข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ใหญ่ได้สำเร็จ! ก่อนไปอาจารย์บอกว่าเรื่องที่เขาละอายใจที่สุดในชีวิตคือชักชวนพี่ใหญ่ของข้าเข้าสำนักอี๋สุ่ย หลังจากที่ขึ้นสู่แดนสวรรค์ เขากับอาจารย์แม่ต่างทุ่มเทสอบถามร่องรอยของพี่ใหญ่อย่างเต็มที่”

         “เกือบพันปีต่อมา ข้ากับศิษย์น้องบรรลุถึงขั้นเซียนอรหันต์ทองคำ ในช่วงเวลานั้น พวกเรารู้ดีว่าความยิ่งใหญ่ของพรรคเทพโลหิตและสำนักอี๋สุ่ยล้วนไม่ใช่สิ่งที่เราต้านทานได้ ด้วยเหตุนี้ ข้ากับศิษย์น้องจึงมีความคิดว่า ต่างคนต่างก่อตั้งสำนักที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้พวกเขาขึ้น!”

         “ก่อนอื่นข้ารับศิษย์ที่มีพรสวรรค์สี่คนแบ่งเป็นด้านกระบี่ ยันต์ ยาเม็ดและค่ายกล จากนั้นก็ก่อตั้งตำหนักเซียนยันต์กระบี่ขึ้น ต่อมามีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว คนอื่นๆ ต่างเรียกข้าว่าบรรพชนยันต์กระบี่ ตอนนั้นสำนักเสวียนหนี่ว์ของศิษย์น้องก็มีเริ่มมีอำนาจ ไม่นานนัก พวกเรากลายเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของแคว้นเทียนสุ่ย”

         “ต่อมาไม่นาน จู่ๆ วันหนึ่งพี่ใหญ่ก็ปรากฏตัวต่อหน้าข้า! ข้าดีใจรีบตามศิษย์น้องมาด้วย ได้เห็นท่าทางของข้ากับศิษย์น้อง เขาแย้มยิ้มด้วยความปีติยินดีอย่างยิ่ง ไม่เจอหน้ากว่าพันปี พี่ใหญ่ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผ่านเรื่องราวมาโชกโชน ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าพวกเรามีคำถามมากมายที่อยากจะถามเขา และเขาก็ไม่รีบร้อนที่จะจากไป สามวันเต็มๆ เรื่องราวตั้งแต่เขาเข้าสู่แดนมาร กระทั่งต่อมาขึ้นสู่แดนสวรรค์ เขาบอกเล่าให้พวกเราฟังตั้งแต่ต้นจนจบ”

         “ตอนนั้น พวกเราต่างรู้ว่าพี่ใหญ่บรรลุถึงขั้นปราชญ์ฟ้าแล้ว แต่ถูกจำกัดด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์ จึงมีตบะอยู่ในขั้นเซียนนภาเท่านั้น แต่ถึงแม้เป็นเช่นนี้ ข้ามีความรู้สึกว่าข้ายังคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพี่ใหญ่”

         “พี่ใหญ่บอกว่า เขามาครั้งนี้ ประการแรกเพราะเรื่องไม้ฟื้นวิญญาณ ประการที่สองเพื่อถ่ายทอดวิชาของตนเอง วิชากระบี่เซวียนหยวนและพลังภายในเซวียนหยวนชุดนี้ของเจ้า มีพี่ใหญ่เป็นหลัก ข้าเป็นส่วนเสริม ร่วมกันดำเนินการจนเสร็จสิ้น เขาเห็นว่ากระบี่เฟยหลิงไม่เลว จึงแย่งชิงเอาไป บอกว่าจะมอบให้ศิษย์ของเขาในอนาคต”

         “เพียงแต่ไม้ฟื้นวิญญาณ ถึงแม้ข้ากับศิษย์น้องจะออกหน้า สำนักใหญ่ในแดนมนุษย์ที่มีของสิ่งนี้ล้วนไม่ยินยอมตอบรับ แม้จะแลกเปลี่ยนกับสมบัติล้ำค่าก็ไร้ประโยชน์! สุดท้ายพี่ใหญ่ต้องลงมือเอง อาศัยเพียงตบะขั้นเซียนนภาช่วงปลาย ต่อสู้เอาชนะเซียนอรหันต์ทองคำถึงสี่คน เพียงแต่การต่อสู้ครั้งนั้น สำนักที่มีไม้ฟื้นวิญญาณต่างมอบมันถึงมือพี่ใหญ่แต่โดยดี”

         “หลังรวบรวมไม้ฟื้นวิญญาณจนครบ จากนั้นก็รวมพลังภายในเซวียนหยวนกับวิชากระบี่เซวียนหยวนเป็น ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ เสร็จสิ้น พี่ใหญ่เตรียมตัวจากไป เขาต้องไปค้นหาวิธีฟื้นฟูร่างกายของหญิงเผ่ามารคนนั้น ก่อนไปข้ามอบมุกเบญจธาตุที่บังเอิญได้มาให้พี่ใหญ่หนึ่งเม็ด เขาชื่นชอบมาก ตัดสินใจมอบมันกับ ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ เป็นของขวัญให้ลูกศิษย์ของเขาในอนาคต ศิษย์น้องยังมอบของวิเศษหายากชิ้นหนึ่งอย่าง ‘กำไลฟ้าดิน’ ให้พี่ใหญ่อีกด้วย”

         “หลังจากพี่ใหญ่ไปแล้ว แดนมนุษย์ได้เริ่มก่อตั้งพันธมิตรเซียน เพื่อช่วยเหลือพี่ใหญ่ได้มากขึ้น ข้ากับศิษย์น้องจึงเข้าร่วมด้วย เดิมทีพวกเราคิดว่าจะได้พบหน้ากันในไม่ช้า คิดไม่ถึงว่าการรอคอยคราวนี้จะยาวนานเกือบหมื่นปี”

        กล่าวถึงตรงนี้ ในดวงตาของบรรพชนยันต์กระบี่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอุ่นๆ เขาทอดมองท้องฟ้ากว้างอย่างเงียบงัน ตกอยู่ในภวังค์ครั้งอดีต ยามที่ได้ร่ำสุราดอกเบญจมาศ พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยกันสามคน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)