0 Views

        กลิ่นยาปราบเซียน ชั่วชีวิตนี้ลวี่เหลียงไม่มีวันลืมเลือน!

        เมื่อครั้งอยู่แดนเสมือนเทพ ราชาโอสถใช้เวลาหนึ่งปีสอนลวี่เหลียงแยกแยะและหลอมยาเม็ดชนิดต่างๆ ว่ากันตามหลักแล้ว ด้วยพื้นฐานผู้ฝึกเซียน แค่ใช้จิตมองปราดเดียว ใช้เวลาจดจำไม่นานนัก ที่เขาใช้เวลาถึงหนึ่งปีก็เพราะไม่เพียงแค่ต้องจดจำ ยังต้องหาประสบการณ์จากการทดสอบด้วยตัวเองอีกด้วย!

        ในบรรดายาที่ลวี่เหลียงจำได้ดีที่สุดไม่ใช่ยาเม็ดที่เห็นเป็นประจำเหล่านั้น แต่เป็นยาพิษบางอย่างที่ไม่ค่อยได้พบเห็น แต่ถ้าได้พบเห็นก็อาจถึงตายได้! ตามที่ราชาโอสถบอก ยาพิษในโลกฝึกเซียนไม่ใช่ประเภทที่กินลงไปแล้วตาย แต่เป็นประเภททรมานจนรู้สึกว่าตายเสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่ หรือปล่อยให้ถูกคนอื่นฆ่าตายโดยไม่อาจต้านทานได้

        ในปีนั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทดสอบด้านพิษ ราชาโอสถบอกว่าโอกาสที่จะได้กินยาพิษในวันหน้ามีน้อยมาก ชั่วชีวิตนี้อาจกินได้ครั้งเดียว ถ้าพลาดอาจถึงตาย จึงจำเป็นต้องทดลองกินดู! สำหรับยาที่ดี รู้ไว้ก็เพียงพอแล้ว ประการแรกคือวัตถุดิบที่ใช้นั้นล้ำค่า ประการที่สองคือตบะของลวี่เหลียงในตอนนี้กินไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด

        ช่วงที่ทดลองกินยาพิษนั้น ลวี่เหลียงทรมานจนรู้สึกว่าตายเสียยังดีกว่ามีชีวิตอยู่ พอลองบ่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าต้องพักฟื้นกี่วัน มีหลายครั้งที่ต้องให้ราชาโอสถมอบยาถอนพิษให้ มิเช่นนั้นคงต้องสังเวยชีวิตอยู่ในแดนเสมือนเทพแล้ว

        ยาพิษที่ทำให้ลวี่เหลียงจดจำได้ลึกซึ้งมีสองชนิด หนึ่งเรียกว่า ‘ยาคลั่งวิปลาส’ เมื่อกินแล้วจิตวิญญาณจะสับสน ไม่แยกแยะมิตรศัตรู สุดท้ายปราณดั้งเดิมก็สูญสลายหมดสิ้นและถูกสังหารตาย อีกหนึ่งคือ ‘ยาปราบเซียน’ เป็นยาที่ยอดฝีมือด้านโอสถในเผ่าอสูรท่านหนึ่งสร้างขึ้นขณะที่ทั้งสามแดนกำลังทำสงครามต่อสู้กัน เป้าหมายคือใช้กับเผ่ามนุษย์ ผู้ฝึกเซียนเผ่ามนุษย์ที่สูดกลิ่นยานี้เข้าไป ตบะจะลดลง ปราณดั้งเดิมสูญสิ้นอย่างรวดเร็ว

        อีกสาเหตุหนึ่งที่ลวี่เหลียงไม่ชอบใจนักคือวัตถุดิบของยาปราบเซียน มันเป็นยาเม็ดคุณภาพสูงใกล้เคียงกับคุณภาพขั้นเซียน วัตถุดิบที่ใช้หลอมมีมูลค่าสูงอย่าบอกใครและจำเป็นต้องใช้ดอกวิญญาณอสูรที่เติบโตในแดนอสูรเท่านั้น เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าสัตว์อสูรที่ถูกขังอยู่ในสนามฝึกฝนเหล่านี้จะมีความสามารถหลอมยาเม็ดประหลาดขั้นสูงแบบนี้ได้

        สถานการณ์ต่อสู้ในตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เดิมทียักษ์ทั้งห้าตนถูกซั่งกวนอิ่งสังหารไปแล้วสาม คาดว่าอีกครู่หนึ่งนางก็จะจัดการเรียบร้อย แต่ในเวลานี้เอง ยาปราบเซียนก็ระเบิดแตกกระจายคละคลุ้ง

        ลวี่เหลียงตะโกนเตือนได้ทันท่วงที แต่น่าเสียดายที่ซั่งกวนอิ่งไม่เคยได้ยินชื่อยาชนิดนี้มาก่อน จึงเป็นไปไม่ได้ที่พอเขาตะโกนเตือนแล้ว นางจะหยุดโคจรกำลังภายในทันที ยิ่งกว่านั้นยังมียักษ์อีกสองตนที่ยังไม่ถูกกำจัด หากหยุดมือตอนนี้ จะสังหารศัตรูได้อย่างไร?

        ไม่นานนัก ซั่งกวนอิ่งก็สังหารยักษ์ได้อีกหนึ่งตน แต่หลังจากนั้นทั่วทั้งร่างกายพลันรู้สึกไร้เรี่ยวแรง นางรับรู้ได้ว่าตบะของตนเริ่มลดลงไปอยู่ขั้นสร้างฐานช่วงสมบูรณ์ ขั้นสร้างฐานช่วงปลาย ขั้นสร้างฐานช่วงกลาง…กระทั่งอยู่ขั้นหลอมปราณช่วงต้น! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้กินเวลาแค่สองอึดใจเท่านั้น!

        ตอนนี้ อย่าว่าแต่สังหารศัตรูเลย แม้แต่แพรคลุมฟ้านางยังควบคุมไม่ได้ จนถูกยักษ์ตนสุดท้ายโจมตีร่วงลงมา

        ลวี่เหลียงตาไวมือไว คว้าตัวซั่งกวนอิ่งที่ร่วงลงมาไว้ได้ทัน

        “ข้า…ตบะของข้า…” ซั่งกวนอิ่งไม่สนใจว่าเขาจะถูกเนื้อต้องตัวนาง ตอนนี้นางทั้งตกใจทั้งโกรธเกรี้ยว!

        “มันเป็นยาปราบเซียน ข้าเพิ่งตะโกนเตือนไป น่าเสียดายที่เจ้าไม่ได้ฟังข้า แต่จะโทษเจ้าก็ไม่ได้ สถานการณ์ของเจ้าในตอนนั้น หยุดโคจรกำลังภายในสิแปลก” ลวี่เหลียงส่ายหน้าอย่างจนใจ

        “มือ…มือของเจ้า! โจรบ้ากาม! ปล่อยข้า!” ซั่งกวนอิ่งพบว่านางกับลวี่เหลียงกำลังโอบกอดกันด้วยท่าทางหมิ่นเหม่ ใบหน้าพลัน ‘แดงเรื่อ’ ขึ้นมา

        “เอ๋? เอ่อ สุดวิสัยอีกแล้ว! ข้าขอสาบานด้วยชีวิตอีกครั้ง ทุกอย่างเมื่อครู่นี้จะไม่เปิดเผยให้คนอื่นรับรู้เด็ดขาด!” ลวี่เหลียงรู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงรีบปล่อยซั่งกวนอิ่งลงพื้นทันที

        ไม่คาดคิดว่าซั่งกวนอิ่งจะไม่มีท่าทีตอบโต้ใดๆ แต่กลับใช้สายตาอาฆาตแค้นจับจ้องลวี่เหลียงจนขนลุกซู่

        “หรือวันนี้ข้าซั่งกวนอิ่งต้องไปปรโลกพร้อมกับเขา? นี่คือคำทำนายวิถีแห่งฟ้าที่บอกเป็นนัยให้ข้าหรือ?” ตบะของซั่งกวนอิ่งในตอนนี้ลดลงอย่างมาก ปราณดั้งเดิมสูญสิ้น ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง

        ลวี่เหลียงจ้องมองแววตาที่หดหู่มืดมัวของซั่งกวนอิ่ง ความรู้สึกมากมายประดังเข้ามาในใจพร้อมกัน!

        “ตอนที่ข้าถูกจอมอสูรสามตัวโอบล้อม นางเป็นคนช่วยฝ่าวงล้อมจนต้องตกลงมาที่นี่ ข้ายังเอาเปรียบนาง อยู่ข้างหลังให้นางคอยปกป้อง ต่อสู้กับวิญญาณอสูรทั้งห้าด้วยตัวคนเดียว” ลวี่เหลียงทอดถอนใจยาว เผยสีหน้าผ่อนคลายคล้ายวางภาระหนักอึ้งลง “ช่างเถอะ ช่างเถอะ! ตาข้าบ้าง เดิมทีสมควรเป็นแบบนี้ตั้งนานแล้ว! ท่านเซียนเป็นความภาคภูมิใจแห่งสวรรค์ เพราะข้าเป็นต้นเหตุจึงต้องมาติดอยู่ที่นี่ หากข้าปกปิดความลับต่อไป ยังเป็นลูกผู้ชายอยู่อีกหรือ? ความลับถูกเปิดเผยแล้วไง! รอให้มีชีวิตรอดก่อนค่อยว่ากันเถอะ!”

        ซั่งกวนอิ่งที่กำลังสิ้นหวัง จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีฝ่ามือหนาทรงพลังดึงตัวนางไปอยู่ข้างหลัง จากนั้นร่างของคนผู้หนึ่งก็ยืนตระหง่านบดบังนางอยู่เบื้องหน้า เป็นลวี่เหลียงนั่นเอง

        “เจ้า…เจ้าถูกยาปราบเซียนด้วยไม่ใช่หรือ? ตอนนี้เจ้าต้องอยู่ขั้นหลอมปราณช่วงต้นสิ!” ซั่งกวนอิ่งร้อนใจ “ข้าช่วยขวางเอาไว้ เจ้ารีบย้อนกลับไปทางเดิม บางทีอาจมีโอกาสรอด ตัวข้ายังมียันต์กายเทพ ข้าอาจต้านได้อย่างน้อยครึ่งชั่วยาม!” กล่าวจบ นางกลับลากตัวลวี่เหลียงไปอยู่ข้างหลังแทน

        ลวี่เหลียงตื้นตันใจ! เป็นครั้งแรกที่มีหญิงสาวซึ่งไม่ใช่ญาติมิตรของตนมาทำให้หัวใจของลวี่เหลียงเต้นรัวมีชีวิตชีวา! ตอนนี้เขารู้สึกว่าแม้ต้องตายก็ไม่เห็นจะเป็นไร!

        “เจ้าพักก่อน ให้ข้าจัดการเองเถอะ” ลวี่เหลียงยืดแขนออกข้างเดียว ขวางตัวซั่งกวนอิ่งไว้ พลางเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “ขอบใจเจ้า มีข้าอยู่ ไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้! เว้นเสียแต่ข้าตาย!”

        มองดูรอยยิ้มที่สุขุมเยือกเย็นของลวี่เหลียงท่ามกลางแสงสลัว ซั่งกวนอิ่งใจลอยไปไกล วินาทีนี้นางมีความรู้สึกว่า คนตรงหน้าดูเหมือนจะแตกต่างจากคนโง่งมที่มีรอยยิ้มซื่อๆ คนนั้นอย่างสิ้นเชิง! พลังและความมั่นใจที่เขาแสดงออกมา ทำให้หัวใจที่สิ้นหวังของซั่งกวนอิ่งบังเกิดพลังไม่มีที่สิ้นสุด!

        “เสี่ยวเฮย ขอโทษ เจ้าอาจหาว่าข้าบุ่มบ่ามใจร้อน ข้ารู้ดี หากรอให้ซั่งกวนอิ่งตายก่อนค่อยระเบิดปราณออกมา ความลับของข้าก็จะไม่รั่วไหล แต่ว่าข้าทำไม่ได้จริงๆ! ข้าจะไม่เสียใจภายหลัง!” ลวี่เหลียงถ่ายทอดเสียงให้เสี่ยวเฮย สิ่งที่เขาทำตรงข้ามกับคำสั่งสอนของเหล่าผู้อาวุโสอย่างสิ้นเชิง

        “ช่างเถอะ ถ้าเจ้าทำแบบนั้นจริง ข้าคงดูถูกเจ้าแย่ เมื่อก่อนได้ยินเฟยอู่บอกว่าจางเมิ่งเต้าเป็นคนแบบนั้น เป็นคนแบบนี้เสมอ วันนี้พอได้เห็น เจ้าสมกับเป็นลูกศิษย์ของเขา นิสัยคล้ายกันมาก ว่าแต่เจ้าคงไม่ได้หวั่นไหวกับท่านเซียนคนนี้สินะ?” เสี่ยวเฮยส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างเบิกบานใจ

        “ฮ่าๆๆ! บอกไม่ได้ บอกไม่ได้! ไปเถอะ รีบจบการต่อสู้ ยังมีอีกตัวที่ซ่อนอยู่!” ระหว่างที่พูด รอบตัวลวี่เหลียงพลันระเบิดปราณมารบริสุทธิ์ออกมา ด้านหลังปรากฏปีกมารสายฟ้า  พริบตาเดียวเขาก็โผล่มาอยู่ข้างหลังยักษ์ตนนั้นแล้ว

        ในเวลาเดียวกัน หน้ากากเศียรมารสีดำสนิทก็ครอบลงบนหัวลวี่เหลียง พริบตาเดียวลมปราณที่เทียบเท่ากับขั้นสร้างฐานช่วงสมบูรณ์ไหลทะลักออกมา เพียงแต่ว่านั่นเป็นปราณมาร

        ไม่รีรอให้ยักษ์มีปฏิกิริยาตอบโต้ เงามายากระบี่สายหนึ่งฟาดฟันลงมา ไม่มีเวลาให้ต้านทาน ยักษ์ดับสูญภายใต้ปราณกระบี่ที่ร้ายกาจนี้ในทันที

        “อะไรกัน? เป็นไปได้อย่างไร! เจ้าหนูคนนี้ไม่ใช่มนุษย์!” เสือยักษ์เนตรสีฟ้าอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง “ขั้นปฐมมารช่วงสมบูรณ์! ทำไมถึงเป็นเช่นนี้!”

        ลวี่เหลียงไม่รอให้พวกมันได้ขบคิด ร่างของเขาหายวับไป ครู่หนึ่งก็มาปรากฏอยู่ข้างหลังเสือยักษ์เนตรสีฟ้า

        “ตายซะ!” บุปผากระบี่ดำขลับสิบดอกล้อมรอบเสือยักษ์กับอสรพิษทั่วทุกทิศ ไม่เพียงแค่นี้ เงาแส้สายหนึ่งตวัดตามแนวขวางเข้ามาอย่างรวดเร็ว

        “อย่าถูกแส้นั่น…” ขณะที่เสือยักษ์กำลังต้านบุปผากระบี่ มันเหลือบเห็นเงาแส้ที่ทำให้มันกลัวจนตัวสั่น จึงรีบเตือนอสรพิษในทันที

        ความหวาดกลัววูบผ่านในแววตาอสรพิษร้าย มันเร่งความเร็วหลบแส้ที่ตวัดราวเสียงวายุนี้ได้ทัน แต่ไม่รอให้มันได้หายใจ เบื้องหน้าพลันมืดมิด เห็นเพียงดวงตาดำสนิทคู่หนึ่งแผ่ไอสังหารรุนแรง กำลังจ้องมองสบตามัน จากนั้น เงาแส้อีกสายก็ตวัดใส่หัวมันเข้าอย่างจัง

        พริบตาเดียว อสรพิษรู้สึกเพียงลำคอเย็นวาบ จากนั้นก็เห็นบุปผากระบี่ดำขลับนับไม่ถ้วนล่องลอยเข้ามา ครู่หนึ่ง แม้แต่ยาทองคำที่อยู่ภายในกายยังแตกละเอียดเพราะปราณกระบี่อันเย็นเยียบนั้น

        ตอนนี้ ลวี่เหลียงหยุดลงกลางอากาศ ใบหน้าเย็นชาจับจ้องเสือเนตรสีฟ้าที่กำลังตัวสั่นเทา

        ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงสองอึดใจเท่านั้น ซั่งกวนอิ่งที่อยู่เบื้องล่างกำลังถือยันต์กายเทพในมือ รู้สึกตกตะลึงจนลืมใช้มัน

        “นี่…นี่คือลวี่เหลียงที่เดินตามหลังข้าคนนั้นหรือ? เขาคือเผ่ามาร? ไม่จริง ก่อนหน้านี้เขาเป็นมนุษย์ชัดๆ! เขาต้องมีความลับอะไรแน่นอนถึงปิดบังตัวเองแบบนี้!” หลังจากที่ซั่งกวนอิ่งเสียสมาธิไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ฟื้นคืนสติกลับมา จ้องมองลวี่เหลียงด้วยสายตาต่างไปจากเดิม “นะ…นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำทำนายวิถีแห่งฟ้าหรือ? ดูเหมือนข้าพอจะเข้าใจบ้างแล้ว!”

        “ให้เวลาเจ้าแค่อึดใจเดียว มีสองตัวเลือก ตาย! หรือบอกความจริงทั้งหมดมา” ลวี่เหลียงมือซ้ายถือแส้ มือขวากุมกระบี่ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเสือยักษ์

        “ข้าบอก! บอกทุกอย่าง! พวกเราไม่มีทางเลือกอื่น เราแค่อยากออกไปจากที่นี่! คนผู้นั้นบอกว่าช่วยเราได้ พวกเราถึงช่วยคนผู้นั้นเลี้ยงเขาราชาอสูร!” เสือยักษ์กล่าวอย่างร้อนรน กลัวว่าถ้าชักช้ากว่านี้ คงมีจุดจบเหมือนลูกพี่ใหญ่ของตนแน่นอน

        แววตาลวี่เหลียงซับซ้อนเล็กน้อย ความจริงในก้นบึ้งหัวใจเขารู้สึกเวทนาสงสารเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ในสนามฝึกฝนแห่งนี้ พวกมันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ใครจะฆ่าจะแกงก็ได้!

        “คนผู้นั้นเป็นใคร? พวกเจ้าติดต่อกันอย่างไร? เริ่มเลี้ยงเขาราชาอสูรตั้งแต่เมื่อไร? เตรียมเอามันไปหลอมเมื่อใด?” ลวี่เหลียงถามคำถามทั้งหมดออกมารวดเดียว ขณะเดียวกันก็ระแวดระวังโดยรอบ ใช่แล้ว คนผู้นั้นต้องปรากฏตัวแน่!

        “ห้าร้อยปีก่อน ตอนนั้นพวกเราเป็นอสูรน้อย ต่อมา…อ๊าก!!!” เสือยักษ์ที่กำลังบอกเล่าเรื่องราว จู่ๆ ก็ร้องโหยหวน จากนั้นทั่วร่างก็สั่นเทา สายตาทอแววหวาดกลัวโดยไม่ทราบสาเหตุ

        “ฮึ เป็นแค่สัตว์ที่ข้าเลี้ยงไว้ยังคิดไปจากที่นี่ น่าขำ! ในเมื่อตอนนี้พวกเจ้าไม่มีประโยชน์แล้ว เช่นนั้นก็ดับสูญไปซะ!” เสียงแก่ชราทุ้มต่ำดังก้องสะท้อนภายในโถงศิลา

        เสือยักษ์ในตอนนี้ตัวสั่นรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ!

        “หยุดนะ!” เสียงตวาดลั่นดังขึ้น จากนั้นก็เห็นลวี่เหลียงตวัดแส้ตีเทพใส่พื้นที่ท่ามกลางความว่างเปล่า ขณะเดียวกันร่างกายของเสือยักษ์ก็หยุดสั่น มันจ้องมองลวี่เหลียงด้วยแววตาซาบซึ้งใจ รีบซ่อนตัวอยู่ที่ทางเข้าโถงศิลาในทันที

        “เด็กน้อย ช่างรนหาที่ตาย!” สุ้มเสียงนั้นโกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ปรากฏระลอกคลื่นกระเพื่อมท่ามกลางความว่างเปล่าในทิศทางที่แส้ตวัดผ่านไป แสงสีฟ้าเจิดจ้าสายหนึ่งยิงใส่เบื้องหน้าลวี่เหลียงในพริบตาราวกับศรเกาทัณฑ์

        “เร็วมาก!” ลวี่เหลียงเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว สายตาจดจ่อ ผสานเคล็ดคุนเผิงกับปีกมารสายฟ้า ล่าถอยอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน มืออีกข้างเงื้อกระบี่ขึ้น บังเกิดเป็นบุปผากระบี่ดำขลับสิบดอก ป้องกันส่วนหน้าอกไว้ ‘เคร้ง’ เห็นเพียงลวี่เหลียงร่วงลงบนพื้น อยู่ไม่ห่างจากซั่งกวนอิ่งนัก

        “จะ…เจ้าเป็นไงบ้าง!” จิตใต้สำนึกนำพาให้ซั่งกวนอิ่งพยุงลวี่เหลียงขึ้นโดยไม่สนใจว่าจะถูกเนื้อต้องตัวเขา “ฮ่าๆ เป็นไปตามคาด!” ลวี่เหลียงยันกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง เลือดสดๆ ไหลออกจากมุมปาก แต่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววเย็นเยียบเฉียบคม

        ซั่งกวนอิ่งตะลึงงัน ถูกทำร้ายสาหัสขนาดนี้ ทำไมยังยิ้มได้? คงไม่ใช่ถูกโจมตีจนสติเลอะเลือนไปแล้ว?

        ยามนี้ เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏบนแท่นกลางห้องโถงศิลา ข้างกายผู้เฒ่าหลังค่อมคนนั้นพอดี

        “เป็นเจ้า?!” หลังจากเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน สีหน้าของซั่งกวนอิ่งแทบไม่อยากเชื่อ “ผู้อาวุโสตานหยวนเจินเหริน! มะ…ไม่สิ…ที่อยู่บนแท่นนั่น มิน่าข้าถึงคุ้นตานัก!”

        ได้ยินเสียงตะโกนของซั่งกวนอิ่ง ลวี่เหลียงเกิดความสับสน คนผู้นี้ไม่ใช่หนึ่งในแปดเซียนนภาที่อยู่หน้าประตูตำหนักเซียนในตอนนั้นหรอกหรือ?


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)