0 Views

        “ข้าขอสาบานด้วยชีวิต! ข้าไม่ได้เจตนา! ตอนที่ข้าตกลงมา ข้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย! ข้าน้อยลวี่เหลียงเป็นคนหมู่บ้านซื่อจี้ เมืองชิงหลัว แคว้นตี้ชิวแห่งอาณาจักรอู่ฟาง ครอบครัวมีแค่ท่านพ่อ ข้าเข้าร่วมพิธีรับศิษย์ตำหนักเซียนครั้งนี้เพื่อสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล! เรื่องในวันนี้เป็นเรื่องบังเอิญ ข้าเลื่อมใสผู้อาวุโสเซียนดุจสายน้ำไหลเชี่ยวต่อเนื่องไม่ขาดสาย ดุจอินทรีย์ยักษ์เหินบินพันลี้!” ลวี่เหลียงพูดประโยคนี้จบด้วยความเร็วสูงสุดเพียงหนึ่งลมหายใจ เพราะเขาไม่สงสัยเลยว่า ถ้าช้ากว่านี้ ชีวิตน้อยๆ ของเขาต้องสังเวยอยู่ที่นี่เป็นแน่

         “จะ…เจ้า…โจรบ้ากามไร้ยางอาย!” สาวน้อยชุดแดงยังคงกัดฟันแน่น แต่ไอสังหารไร้ลักษณ์ขุมนั้นกลับสลายหายไปแล้ว

         “เอ่อ ผู้อาวุโสเซียน โปรดใจเย็นๆ ก่อน ข้ารับรองว่าเรื่องในวันนี้ไม่มีทางรู้ถึงหูคนอื่นแน่นอน! อีกอย่าง ข้าน้อยขอขอบคุณผู้อาวุโสเซียนที่ช่วยชีวิต!” ลวี่เหลียงโค้งคำนับลงต่ำ และยังแอบเหลือบมองสาวน้อยชุดแดง

         “ข้าไม่ควรปรากฏตัวช่วยเขา! หรือว่าคำทำนายวิถีแห่งฟ้าจะเป็นเขาจริงๆ?” โทสะของสาวน้อยชุดแดงจางลง นางสังเกตตั้งแต่หัวจรดเท้า “ที่แท้เขาอยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้น แต่ทำไมอสูรหยั่งฟ้าถึงตรวจสอบไม่ได้? แล้วก็เมื่อครู่ถ้าข้าลงมือช้าไปก้าวเดียว ดูเหมือนเขาก็ยังมีไพ่ตายที่ยังไม่ได้เอาออกมาใช้ เป็นคนที่มีความลับมากจริงๆ!”

        ลวี่เหลียงไม่รู้ว่าสาวน้อยชุดแดงคิดอะไรอยู่ ยังคงน้อมกายคำนับด้วยความกังวล ในสมองกำลังคิดหาวิธีโต้ตอบต่างๆนาๆ

         “ถือว่าข้าดวงซวย! อย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีก และอย่าให้คนอื่นรู้ มิฉะนั้นต่อให้สุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะทำให้เจ้าวิญญาณแตกสลายดับสูญ!” กล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ สาวน้อยชุดแดงก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยความโมโห แต่ดูเหมือนจะนึกอะไรออก พลันหันหน้ากลับมากล่าวว่า “อย่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโสเซียน พิลึกชะมัด! ข้าชื่อซั่งกวนอิ่ง ชาวแคว้นเทียนสุ่ย เดิมทีเป็นลูกครอบครัวชาวนา อายุสิบสองอาจารย์ผู้มีพระคุณพอใจ รับเป็นศิษย์ข้างกาย ถึงตอนนี้กว่าห้าปีแล้ว ตบะอยู่ขั้นยาทองคำช่วงต้น ข้าไม่อยากเอาเปรียบเจ้า เจ้าเรียกข้าว่าเซียนซั่งกวนเถอะ!”

        ลวี่เหลียงแทบอยากจะมุดหน้าหนีไป! สินค้ายังมีคุณภาพต่างกัน คนเราย่อมไม่เหมือนกัน! ตัวเองมีแดนเสมือนเทพกับมุกเบญจธาตุ โอกาสทองแบบนี้ ห้าปีถึงได้อยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้น! คนอื่นล่ะ? ห้าปีเหมือนกัน ตอนนี้อยู่ขั้นยาทองคำช่วงต้นแล้ว! นี่อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่าอัจฉริยะเปี่ยมพรสวรรค์ก็ได้!

         “เช่นนั้น ขอถามท่านเซียนซั่งกวน ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหน ควรทำอย่างไรดี?” ในเมื่อนางมีฝีมือสูงกว่าตนเอง ลวี่เหลียงก็เริ่มทำตัวโง่งมดังเดิมอีกแล้ว

        เห็นท่าทางหน้าด้านของลวี่เหลียง ซั่งกวนอิ่งลอบส่ายหน้า ในใจบังเกิดความสงสัยในคำทำนายวิถีแห่งฟ้า

         “อืม ข้าก็ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ข้าแค่ตามเสือตัวนั้นเข้ามาเท่านั้น ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะปิดกั้นจิตวิญญาณ พวกเราควรลองคลำหาเส้นทางข้างหน้าดูว่ามีทางออกหรือไม่” ซั่งกวนอิ่งมีชีวิตชีวา ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกว่าเป็นผู้อาวุโส

        เมื่อก่อนติดตามอยู่ข้างกายอาจารย์ พบเจอแต่ผู้สูงส่งขั้นคืนสู่ว่างเปล่าขึ้นไป แทนตัวเองว่าผู้เยาว์มาโดยตลอด ไม่คิดว่าอยู่ที่นี่จะกลายเป็นผู้อาวุโส ทำให้นางอดภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้

           ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคน ซั่งกวนอิ่งเดินนำหน้าลวี่เหลียงอยู่ด้านหลัง คลำหาเส้นทางข้างหน้าไปด้วยกัน สำหรับสถานที่ประหลาดแห่งนี้ ทั้งสองต่างระมัดระวังตัวมากพอสมควร

        “เอ่อ ท่านเซียนซั่งกวน ทำไมท่านถึงมาสนามฝึกฝนล่ะ? สะดวกพูดหรือไม่?” ยังคงเป็นลวี่เหลียงที่ทำลายความเงียบก่อน เขาเป็นชายหนุ่มทั่วไป คนตรงหน้าคือเซียนโฉมสะคราญที่เหล่าผู้ฝึกเซียนหนุ่มนับไม่ถ้วนต่างจับจ้องตาเป็นมัน ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเอง โดยเฉพาะในความมืดต่างคนต่างเงียบ ยิ่งทำให้ลวี่เหลียงรู้สึกอึดอัด

         “เอ๋? ข้า ข้าแค่อยากเข้ามาดู! ทำไม? ไม่ได้หรือ!” ซั่งกวนอิ่งบอกวัตถุประสงค์ในการมาที่แท้จริงไม่ได้ จึงใช้ความเป็นผู้อาวุโส กล่าวย้อนลวี่เหลียง “จริงสิ ข้ายังไม่ได้ถามเจ้า! ทำไมเจ้าถึงอยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้นได้? อสูรหยั่งฟ้าไม่มีทางมองเจ้าผิดพลาดได้!”

        “เอ่อ ข้าเหรอ? เป็นเหตุสุดวิสัย หลังจากที่ข้าเข้ามาก็สังหารหมีขนเหลืองขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ตัวหนึ่ง และค้นพบยาทลายอุปสรรคเม็ดหนึ่งในถ้ำของมันพอดี! ประจวบเหมาะกับที่ก่อนหน้านี้ข้าติดอยู่ที่ขั้นหลอมปราณช่วงปลาย จึงกินยาเข้าไป อาจเป็นยาทลายอุปสรรคชั้นยอดเม็ดนั้นก็ได้ หลังจากที่ข้ากินแล้วก็ทะลวงได้ถึงสองขั้น!” ลวี่เหลียงละอายใจอย่างยิ่ง คำโกหกแบบนี้กล่าวออกมาได้อย่างไรกัน? ว่ากันตามเหตุผล นางมาช่วยโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาก็ไม่ควรปิดบังอะไรอีก แต่ความลับของเขามีมากเกินไป แม้จะรู้สึกดีกับซั่งกวนอิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่อาจเปิดเผยความลับออกมาได้ตามใจ

        ฟังคำอธิบายของลวี่เหลียงแล้ว ซั่งกวนอิ่งกลอกตา ในใจเต็มไปด้วยความอัดอั้น แต่ไม่อาจเอ่ยปากตอบโต้ จะบอกเขาไม่ได้เด็ดขาดว่า ข้าตามเจ้ามาตลอดตั้งแต่เจ้าเข้ามาแล้ว! คำพูดนี้นางกล่าวออกมาไม่ได้จริงๆ

        เดินไปพลางพูดคุยไปพลางอยู่เช่นนี้ ทั้งสองคนดูเหมือนจะระวังตัวไม่มากเท่าตอนแรก สุดท้ายยังมีความคิดสอดคล้องกันเกี่ยวกับสถานที่ประหลาดในสนามฝึกฝนแห่งนี้

        “ท่านเซียนซั่งกวน ข้ารู้สึกว่าที่นี่มีการวางแผนชั่ว แรกเริ่มข้ายังแปลกใจ เหตุใดหมีขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ตัวหนึ่ง ถึงมียาเม็ดชั้นยอดอย่างยาทลายอุปสรรคได้ กระทั่งต่อมาวานรกับเสือตัวนั้นกินยาสีฟ้าลงไป ข้าจึงพอเข้าใจอยู่บ้าง คงมีใครสักคนมอบยาเม็ดให้พวกเขา! แม้ไม่รู้ว่าจุดประสงค์คืออะไร แต่ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน!” ลวี่เหลียงเชื่อมโยงสถานการณ์ตอนนี้ บอกการคาดเดาของตนให้ซั่งกวนอิ่งฟัง

         “เจ้าจะบอกว่าในตำหนักเซียนยันต์กระบี่อาจมีคนกำลังทำเรื่องที่บอกใครไม่ได้อยู่งั้นหรือ?” ซั่งกวนอิ่งเริ่มสงสัยขึ้นบ้าง ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นอาณาเขตของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ วันนี้เกิดเรื่องแบบนี้ จะบอกว่าไม่เกี่ยวเลยสักนิด นางเองก็ไม่เชื่อ!

        “จริงสิ เรื่องที่เราติดอยู่ที่นี่ อาจารย์ท่านรู้ไหม?” ลวี่เหลียงรู้สึกว่าในเมื่อเป็นศิษย์ของเซียนอรหันต์ทองคำ ถึงอย่างไรก็ต้องมีวิธีติดต่อสื่อสารกันเพื่อรักษาชีวิตรอดอยู่บ้าง

         “เดิมทีข้ามียันต์อักขระใบหนึ่ง เมื่อข้าเผชิญอันตรายก็ใช้มันเพื่อขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ได้ ข้าอยู่ขั้นยาทองคำช่วงต้น ในสนามฝึกแห่งนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ข้าจึงไม่ได้เอาติดตัวมาที่นี่ด้วย อีกทั้ง บรรพชนยันต์กระบี่ยังมอบยันต์ซ่อนจิตให้ข้า ข้าไม่ได้คิดว่าจะต้องลงมือ ว่ากันตามเหตุผลแล้วที่นี่ปลอดภัยอย่างมาก” ซั่งกวนอิ่งจนปัญญา ที่จริงไม่มีใครคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้

        สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนเส้นทางไม่มีที่สิ้นสุด ให้ความรู้สึกว่าเดินอย่างไรก็ไม่ถึงปลายทาง ลวี่เหลียงกับซั่งกวนอิ่งเดินไปครู่ใหญ่ก็หยุดเดินเพื่อทำการวิเคราะห์ จากนั้นค่อยเดินต่อ

        ไม่รู้ว่าก้าวเดินไปนานแค่ไหน จู่ๆ เบื้องหน้าพลันปรากฏแสงสว่างเบาบางสายหนึ่ง ทั้งสองต่างเตรียมพร้อมระวังตัวในทันที

         “ข้าอยู่หน้า เจ้าหลบข้างหลังข้า!” ซั่งกวนอิ่งยืดอกเดินนำหน้า แพรคลุมฟ้าพลิ้วปลิวรอบทิศทาง

         “เอ๋? เอ่อ ได้” ลวี่เหลียงอึดอัดใจเล็กน้อย ถึงอย่างไรตนก็เป็นผู้ชาย แต่กลับหลบอยู่ข้างหลังผู้หญิง ถึงแม้ตบะของนางจะสูงกว่าเขา เขาก็รู้สึกไม่สบายใจเลย แต่เขารู้ดีว่าที่นี่ความสามารถเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง

        เดินหน้าไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดแสงสว่างก็กลายเป็นโถงศิลาใหญ่โตที่มืดมิดแห่งหนึ่ง ตรงกลางโถงศิลามีเพียงแท่นกว้างใหญ่แท่นหนึ่ง บนแท่นเป็นรูปห้าเหลี่ยม ทุกมุมมีกะโหลกศีรษะ บริเวณเบ้าตาบนกะโหลกมีเปลวไฟสีเหลืองเข้มสั่นไหวอยู่ ตรงกลางแท่นมีผู้เฒ่าหลังค่อมสวมเสื้อคลุมเต๋าแปดทิศคนหนึ่งนั่งอยู่ กลางศีรษะยังมีเขาหนึ่งเขาเปล่งประกายแวววาว

        ลมปราณทั่วร่างของผู้เฒ่าท่านนี้คล้ายมีคล้ายไม่มี ตอนนี้ถือว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่ดูเหมือนว่าวิญญาณจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ สิ่งที่ทำให้ลวี่เหลียงกลัวจนตัวสั่นคือ เขาบนหัวของผู้เฒ่า ตอนนี้กำลังเปล่งแสงสีฟ้าประหลาด และยังปล่อยปราณอสูรที่น่าสะพรึงออกมา! นี่เป็นปราณอสูรที่อยู่เหนือกว่าขั้นยาทองคำแน่นอน!

        ยามนี้ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน! รอบตัวผู้เฒ่าปรากฏวงแหวนแสงสีดำห้าวง ชั่วพริบตา วงแหวนแสงกลายเป็นยักษ์ตาเดียวสูงสองจั้งทั้งหมดห้าตน ด้านหลังมีสี่ปีก ถือง่ามเหล็กในมือ ขณะที่พวกมันปรากฏตัว ทั่งร่างก็แผ่ปราณตบะเทียบเท่าขั้นยาทองคำช่วงต้นออกมา แผดเสียงดังกึกก้องใส่ทั้งสองคน

         “วิญญาณอสูรช่วงต้น! ข้าจะไปรับมือศัตรู เจ้าระวังตัวด้วย!” ซั่งกวนอิ่งแววตาเปี่ยมด้วยสมาธิ แพรคลุมฟ้าปลิวไสว โอบล้อมตัวเองไว้ข้างใน ประจันหน้ากับวิญญาณอสูรห้าตัว พริบตาเดียวก็ต่อสู้กันนัวเนีย

        แพรคลุมฟ้าส่องแสงสีแดงเจิดจ้า บินพลิ้วไปมาดุจอสรพิษ ทั่วทั้งห้องโถงถูกสะท้อนเป็นสีแดง อานุภาพรุนแรงกว่าตอนสังหารวานรยักษ์ เพียงครู่เดียว วิญญาณอสูรตัวหนึ่งก็กลายเป็นผงธุลี

        ลวี่เหลียงชมดูด้วยความเบิกบานใจอย่างยิ่ง! เซียนโฉมสะคราญร่ายรำกลางนภากาศ! ซั่งกวนอิ่งต่อสู้กับวิญญาณอสูรห้าตนก็ยังครองความได้เปรียบ ดูท่าศิษย์ที่เซียนอรหันต์ทองคำสั่งสอนนั้นไม่เหมือนใครเลย!

         “เขาราชาอสูร! เสี่ยวเหลียง ข้านึกออกแล้ว! เป็นเขาราชาอสูร! ใช้ปีกมารสายฟ้า! หยดโลหิตยอมรับเป็นนายเร็วเข้า! ข้าค่อยอธิบายวันหลัง!” น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจของเสี่ยวเฮยดังในห้วงสมองของลวี่เหลียงอย่างฉับพลัน

        ไม่มีการลังเลใดๆ ปีกมารสายฟ้าวูบผ่าน ลวี่เหลียงมาถึงเบื้องหน้าผู้เฒ่า ขณะเดียวกันก็หยดเลือดหยดหนึ่งลงบนเขาของมัน พริบตาที่หยดเลือดสัมผัสกับเขา แสงสีฟ้าพลันสว่างโชติช่วง เขาร่วงหล่นลงมาจากศีรษะของผู้เฒ่า ลวี่เหลียงคว้าไว้ได้อย่างราบรื่น ในเวลาเดียวกัน เสียงร้องแหลมเล็กบาดหูดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขาอย่างฉับพลัน

         “แย่แล้ว! โจมตีจิตวิญญาณ!” แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่เสียงดังขึ้น จิตวิญญาณของลวี่เหลียงปวดแปลบวูบหนึ่ง จนไม่คำนึงถึงการหลอมเขา โยนมันเข้าไปในกำไลฟ้าดินก่อนค่อยว่ากัน โชคดีที่จิตวิญญาณของเขาเทียบเท่าขั้นยาทองคำช่วงต้น เมื่อจิตใจสงบลง ก็รีบหันกลับไปมองด้านหลังทันที

        เห็นเพียงระลอกคลื่นปรากฏแวบหนึ่งกลางห้องโถงที่ว่างเปล่า เงาร่างสองสายพลันล่องลอยออกมา หนึ่งในนั้นคือเสือยักษ์เนตรสีฟ้าที่หายตัวไปก่อนหน้านี้ ข้างกายมันคืออสรพิษตัวเล็กสี่ปีก

        “พี่ใหญ่! เป็นสองคนนี้!” เห็นได้ชัดว่าอสรพิษเหินเป็นผู้นำ มันถลึงตามองลวี่เหลียงด้วยความโกรธเกรี้ยว

         “ล้วนเป็นเด็กที่รับมือได้ยาก! หญิงสาวคนนั้นต่อสู้กับอสูรระดับเดียวกันห้าตัวยังครองความได้เปรียบ เจ้าหนูนั่นก็เข้าใจและใช้วิชาหลอมโลหิตได้ในทันที! เลี้ยงเขาราชาอสูรมาพันปีก็เพื่อเวลานี้! เดิมทีรอให้การฝึกครั้งนี้จบลงก่อน คนผู้นั้นก็จะหลอมมัน พวกเราจะได้ไปจากที่นี่เสียที ตอนนี้อย่าให้ความพยายามทั้งหมดต้องสูญเปล่า! มิเช่นนั้นคนผู้นั้นอาจไม่ช่วยเหลือพวกเราอีก! ฆ่าพวกเขาซะ ฉวยโอกาสที่ยังไม่ถูกหลอมอย่างสมบูรณ์ ชิงเขากลับมาให้ได้!” อสรพิษกัดฟันแน่น กล่าวประโยคนี้ออกมา จากนั้น ปราณอสูรมหึมาเทียบเท่ากับขั้นยาทองคำช่วงต้นขุมหนึ่งไหลทะลักออกมา

  ขณะเดียวกัน ยาเม็ดสีเทาเม็ดหนึ่งก็ลอยออกมาจากปากของอสรพิษ บินไปทางซั่งกวนอิ่งอย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่ห่างจากนางสามจั้ง เสียงระเบิด ‘ตูม’ ดังขึ้น ตามด้วยกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งทั่วโถงศิลา

        พอได้กลิ่นนี้ลวี่เหลียงจ้องตาเขม็ง เผยสีหน้าตื่นตระหนกระคนโกรธเกรี้ยว ตะโกนลั่นกลางอากาศ “ท่านเซียน! รีบหยุดโคจรกำลังภายในเร็วเข้า มันคือยาปราบเซียน!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)