0 Views

        ลวี่เหลียงเดิมทีไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมาก แค่มุ่งหน้าเข้าไปช่วยคน ถึงอย่างไรก็เป็นคนรู้จักกัน แต่ขณะที่พวกเขาห่างกันอีกสามจั้ง กลับถูกม่านแสงชั้นหนึ่งขวางกั้นเอาไว้ “เขตแดนต้องห้าม! เสี่ยวเฮย ช่วยที!”

        จากนั้นปราณสีดำขมุกขมัวชั้นหนึ่งไหลเวียนรอบกายลวี่เหลียง ย่างเท้าเพียงก้าวเดียว ก็เข้าสู่ภายในเขตแดนต้องห้ามได้ ทันใดนั้น เขาต้องตื่นตะลึง! สัตว์อสูรตัวนี้ กระจายลมปราณขั้นสร้างฐานช่วงต้น! ซึ่งหมายความว่านี่คือจอมอสูร ไหนบอกว่าพื้นที่สีเหลืองล้วนอยู่ขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ไม่ใช่หรือ?

        ไม่มีเวลาให้ขบคิด ลวี่เหลียงระเบิดปราณขั้นสร้างฐานช่วงต้นออกมาโดยตรง เงื้อกระบี่เฟยหลิงขึ้น ใช้กระบวนท่าหนึ่งอักษรอย่างรวดเร็ว ต้านกรงเล็บที่ตะปบใส่หลีจื่อเต้าไว้ได้ทัน! ไม่รู้ว่าทำไมที่นี่ถึงมีเขตแดนต้องห้ามปิดกั้นจิตวิญญาณ แต่นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยลวี่เหลียงก็ไม่ต้องห่วงเรื่องลมปราณจะรั่วไหลออกไป ส่วนเรื่องที่จะถูกคู่ฝึกเต๋าคู่นี้เห็นเข้า ลวี่เหลียงเคยคิดไว้แล้วว่า เมื่อถึงเวลาให้พวกเขาสาบานด้วยชีวิตก็พอ

        นี่คือเสือยักษ์เนตรสีฟ้าสูงกว่าสองจั้งตัวหนึ่ง ยามนี้จับจ้องลวี่เหลียงด้วยสีหน้าตื่นตัว กลับเป็นหลีจื่อเต้าที่หลังจากเห็นลวี่เหลียงเข้ามา สีหน้าก็ผ่อนคลายลง แล้วสลบไสลไม่รู้สึกตัว เดาว่าคงต้านต่อไปไม่ไหวอีก ส่วนหลี่อวิ๋นเอ๋อร์ก็นอนสลบอยู่อีกด้านไปนานแล้ว

         “ทำไมเจ้าถึงอยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้นล่ะ?” ลวี่เหลียงถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

         “เจ้าหนู รู้มาเกินไปจะตายเร็ว ไม่เข้าใจหรือ?” เสือยักษ์เนตรสีฟ้าแสยะยิ้ม คำรามลั่นในทันที “น้องสาม น้องสี่ มาอีกหนึ่งคนแล้ว ไม่คิดว่าจะอยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้น! เรื่องถึงขั้นนี้ พวกเราลุยพร้อมกัน!”

        สีหน้าลวี่เหลียงแปรเปลี่ยนในพริบตา เพราะหลังจากสิ้นเสียงสนทนา ลมปราณขั้นจอมอสูรช่วงต้นสองขุมทะลักออกมาจากถ้ำด้านหลังเสือยักษ์ ไม่นานนักงูสีเขียวตัวหนึ่งกับวานรสีดำตัวหนึ่งปรากฏตัวอยู่ที่ปากถ้ำ จากนั้น ร่างทั้งสองวูบผ่านไป ยืนเรียงหน้ากระดานพร้อมกับเสือยักษ์

        ลวี่เหลียงอยากจะสบถก่นด่าออกมา ตัวเดียวก็เพียงพอแล้ว คราวนี้สามตัว! จะสู้อย่างไรเล่า?

        สมองลวี่เหลียงกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ตัดสินใจในพริบตา หนีหรือ? เขาทำไม่ได้! ถ้าเป็นผู้ฝึกเซียนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เขาคงหนีไปนานแล้ว แต่คู่ฝึกเต๋าคู่นี้นับว่าเป็นคนรู้จักกลุ่มแรกที่ลวี่เหลียงเจอหลังจากออกจากหมู่บ้าน ทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่ตอบคำถามของลวี่เหลียงโดยไม่ปิดบังอะไร

        ความคิดของลวี่เหลียงนั้นง่ายดายมาก ‘เขาไม่รังแกข้า ข้าก็ไม่รังแกเขา ใครดีต่อข้า ข้าก็จะดีกับเขา บุญคุณเพียงหนึ่งหยดน้ำ ต้องตอบแทนดั่งน้ำพุที่พรั่งพรูไม่ขาดสาย นี่เป็นสิ่งที่ท่านพ่อสอนข้ามาตั้งแต่เด็ก’ หากหนีไปตอนนี้ ลวี่เหลียงมั่นใจว่า ด้วยความช่วยเหลือของปีกมารสายฟ้ากับเสี่ยวเฮย หนีจากเขตแดนต้องห้าม ไม่ให้จอมอสูรเหล่านี้ไล่ตามมาทันได้ แต่พวกหลีจื่อเต้าต้องตายแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่ลวี่เหลียงไม่อยากเห็นที่สุด

         “ดูท่าคราวนี้ ต้องใช้หน้ากากเศียรมารแล้ว ห้าชั่วยามใช้ได้หนึ่งครั้ง นานครั้งละหนึ่งก้านธูป รับมือจอมอสูรสามตัว ไม่น่ามีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าด้านหลังยังมีจอมอสูรอื่นๆ อีกหรือไม่ เมื่อครู่ได้ยินเสือยักษ์บอกว่า นี่เป็นน้องสาม น้องสี่ นั่นหมายความว่ายังมีพี่น้องตัวอื่นอีก เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่นี่หรือไม่ ถ้ายังมีจริงๆ หรือมีระดับที่สูงกว่า ต้องโจมตีด้วยปีกมารสายฟ้าแล้ว” ลวี่เหลียงคำนวณอย่างร้อนรน ขณะเดียวกันก็สังเกตทิศทางการเคลื่อนไหวของจอมอสูรทั้งสามอย่างละเอียด

        ขณะที่ลวี่เหลียงครุ่นคิดหาวิธี จอมอสูรทั้งสามก็กำลังซุบซิบเป็นการส่วนตัว

         “พี่รอง ข่าวที่เราได้รับมาบอกว่า คนที่มาครั้งนี้ล้วนเป็นขั้นหลอมปราณไม่ใช่หรือ?ทำไมถึงมีขั้นสร้างฐานช่วงต้นปะปนมาด้วย?” งูเขียวสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

         “ใช่แล้ว พี่รอง หรือข่าวของคนผู้นั้นไม่ถูกต้อง?” วานรสีดำลูบหัว

         “ไม่ว่าอย่างไร ก่อนที่คนผู้นั้นจะเตรียมตัวพร้อม พวกเราต้องรั้งตัวเจ้าหนูคนนี้ให้อยู่ที่นี่ ถึงอย่างไรเขาก็มีคนเดียว พวกเรามีสามคน แต่ข้ารู้สึกว่าเขาแข็งแกร่งมาก! เข้าสู่เขตแดนที่คนผู้นั้นกางไว้โดยไร้สุ้มเสียง ต้องมีความสามารถพิเศษแน่นอน!” เสือยักษ์เนตรสีฟ้ากลอกตา สายตาเบนไปทางหลีจื่อเต้ากับหลี่อวิ๋นเอ๋อร์ที่นอนสลบอยู่ “น้องสาม เจ้าไปสังหารคนที่สลบไสลสองคนนั้น ข้าเชื่อว่า เจ้าหนูขั้นสร้างฐานคนนี้ต้องแบ่งสมาธิเพื่อช่วยเหลือพวกเขาแน่นอน จากนั้น ข้ากับน้องสี่จะฉวยโอกาสโจมตีเขาให้ได้รับบาดเจ็บ!”

        ความจริงทั้งสองหารือกันในเวลาสั้นๆ ไม่กี่อึดใจเท่านั้น จู่ๆ งูเขียวก็เคลื่อนไหว! หางงูใหญ่ยักษ์ฟาดใส่หลีจื่อเต้าที่อยู่ใกล้มันที่สุด!

         “มารดามันเถอะ! กลัวอะไรก็เจอสิ่งนั้น!” แผนการที่เสือยักษ์กล่าวเมื่อครู่ ลวี่เหลียงรู้อยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้พอได้เห็นก็เป็นไปตามที่คาดไว้! แต่ถึงอย่างไร เขาก็ต้องคล้อยตามแผนการของมันก่อน

        ลวี่เหลียงปะทะกับหางงูใหญ่ยักษ์โดยไม่ลังเล ขณะเดียวกัน บุปผากระบี่สิบดอกกระจายออกมาโจมตีใส่เสือยักษ์และวานรที่อยู่ไม่ไกล ส่วนเขตแดนอสูรเงา เขายังไม่คิดที่จะใช้ นี่เป็นการเผชิญหน้ากับความเป็นความตายครั้งแรก เขาอยากลองดูว่าถ้าไม่พึ่งเสี่ยวเฮยจะทำได้สักแค่ไหน!

        ลวี่เหลียงเงื้อกระบี่เฟยหลิง ใช้กระบวนท่าหนึ่งอักษรซัดหางของงูยักษ์ไปอีกทาง ส่วนเขาเซถลาถอยหลังไปสองก้าว “พอไหว ความแข็งแกร่งของร่างกายนี้ยังต้านพลังในขั้นสร้างฐานได้” ลวี่เหลียงลอบพยักหน้า เบาใจลงมาก

        อานุภาพของเจตจำนงกระบี่สราญรมย์ยังคงรุนแรงไม่น้อย เสือยักษ์และวานรซึ่งเดิมทีคิดจะลอบโจมตีลวี่เหลียง ยามนี้ทำได้เพียงต้านทานบุปผากระบี่ที่ล่องลอยพลิ้วไหวลงมาเหล่านั้น ลวี่เหลียงฉวยโอกาสนี้จู่โจมใส่งูเขียวยักษ์เต็มกำลัง

        เขากุมแส้ตีเทพในมืออย่างเงียบๆ ขณะที่หางงูลอยไปอีกทาง เขาก็หวดแส้ไปที่หัวของมันทันที

        “เอ๋? หางของข้าเมื่อโจมตีเต็มกำลัง แม้แต่ผู้ฝึกเซียนขั้นสร้างฐานช่วงกลางยังกระเด็นออกไป เหตุใดเจ้าหนูช่วงต้นคนนี้ถึงถอยหลังแค่สองก้าวล่ะ?” งูยักษ์ในยามนี้ บังเกิดความฉงนสงสัย จนไม่มีความคิดที่จะหลบแส้ตีเทพที่กำลังหวดเข้ามา มันมั่นใจในความแข็งแกร่งของร่างกายตัวเองที่สุด

        แส้เส้นนี้ถูกลวี่เหลียงผสานเข้ากับพลังภายในเซวียนหยวนปกปิดลมปราณอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่งูยักษ์เห็น จึงเป็นแค่ของวิเศษไร้ค่าและกระบวนท่าที่ไม่ได้ความเท่านั้น

        แต่ทันใดนั้น งูยักษ์ก็รู้ตัวว่าหลงกลเข้าแล้ว! พริบตาที่แส้สัมผัสโดนเหนือศีรษะ จู่ๆจิตอสูรของมันสั่นไหววูบหนึ่ง ราวกับว่าวินาทีนี้ไม่อาจปล่อยพลังอสูรทั้งหมดออกมาได้อีกต่อไป!

        โอกาสงามเช่นนี้ ลวี่เหลียงจะปล่อยไปได้อย่างไร! ขณะที่แส้หวดออกไป ตามด้วยเจตจำนงกระบี่ใจคะนึง วินาทีที่พลังอสูรของงูยักษ์สูญหายไปหมดสิ้น ลำคอกว้างของมันถูกสะบั้นขาดในทันที…

        ขณะที่หัวของงูเขียวยักษ์ร่วงหล่นลง วิญญาณอสูรสายหนึ่งก็ถูกบุปผากระบี่โจมตีจนแตกสลาย เสียงของเสี่ยวเฮยพลันดังขึ้น “เสี่ยวเหลียง ร่างกายเผ่าอสูรแข็งแกร่งโดยกำเนิด อสูรที่มีตบะยิ่งสูง ร่างกายของมันก็ยิ่งล้ำค่า เก็บร่างกายงูตัวนี้ไว้ในกำไลฟ้าดินเถอะ วันหน้าอาจขายได้ราคาดี”

        ลวี่เหลียงเพิ่งเคยได้ยินเรื่องดีแบบนี้เป็นครั้งแรก เขาสะบัดแขนคราหนึ่ง แก่นอสูรกลมๆ เม็ดหนึ่งในร่างงูยักษ์ก็โผล่ทะลุออกมาจากร่างกาย ในเวลาเดียวกัน ทั้งหัวและร่างกายของงู ล้วนถูกลวี่เหลียงเก็บเข้าไปในกำไลฟ้าดิน

         “น้องสาม!!! น้องสี่ ระวังแส้ในมือของเขา! กินยาเพิ่มวิญญาณเถอะ เจ้าถ่วงเขาไว้ ข้าจะไปใช้ค่ายส่งต่อที่คนผู้นั้นทิ้งไว้ให้!” เสือยักษ์เนตรสีฟ้าเห็นลวี่เหลียงสังหารงูเขียวในพริบตา ในที่สุดก็เผยท่าทีไร้ไมตรีออกมา ขณะเดียวกัน วานรตัวนั้นก็ล้วงยาเม็ดสีฟ้าเม็ดหนึ่งออกมากลืนลงไปทันที

        เพียงครู่เดียว ปราณอสูรมหึมาขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากเหนือศีรษะของวานร เดิมทียังเป็นลมปราณขั้นสร้างฐานช่วงต้น ชั่วพริบตากลับเพิ่มขึ้นถึงขั้นสร้างฐานช่วงสมบูรณ์! จากนั้น ฝ่ามือซ้ายขวาของวานรยักษ์ก็ฟาดใส่ลวี่เหลียง ด้วยพลัดั่งเขาไท่ซานกดทับลงบนศีรษะ

        แม้ไม่รู้ว่าจอมอสูรตัวนี้มีลมปราณเพิ่มขึ้นถึงสามระดับได้อย่างไร แต่ลวี่เหลียงก็รู้ดีว่าตนเองต้องระเบิดพลังต่อสู้ที่แกร่งที่สุดออกมาแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถอยหนีได้อย่างปลอดภัยหรือไม่นั้นก็ยังไม่แน่ใจนัก

        ยามนี้ ลวี่เหลียงเหลือบมองคู่ฝึกเต๋าทั้งสองคนที่นอนสลบไสลแวบหนึ่ง คิดอ่านในใจเงียบๆ ว่า “ข้าพยายามเต็มที่แล้ว! เหตุสุดวิสัยเช่นนี้ ข้าจำเป็นต้องหนีไปคนเดียว วันหน้าค่อยแก้แค้นให้พวกเจ้าก็แล้วกัน!”

        ในขณะที่ลวี่เหลียงเตรียมใช้เขตแดนอสูรเงาและหน้ากากเศียรมาร จู่ๆ แสงสีแดงเจิดจ้าสายหนึ่งก็พุ่งผ่านข้างกายเขา ปะทะกับฝ่ามือสีดำของของวานรยักษ์พอดิบพอดี พริบตาที่แสงสีแดงสัมผัสกับฝ่ามือ ดวงตาวานรยักษ์ฉายแววหวาดหวั่น ขณะเดียวกันก็ชักมือกลับพัลวัน คล้ายกับถูกอะไรลวกมือ

        ลวี่เหลียงกำลังตื่นตะลึง แสงสีแดงวาบผ่านดุจสายฟ้าพุ่งเข้าใส่วานรยักษ์อย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็กลายเป็นวงแหวนสีแดง ล้อมมันเอาไว้และหดตัวลงอย่างรวดเร็ว

        พริบตาที่วงแหวนสีแดงสัมผัสกับร่างของวานรยักษ์ เสียงร้องโหยหวนดังกึกก้องขึ้น ร่างกายมหึมาของมันพลันสลายกลายเป็นฝุ่นธุลี ในตอนนี้วงแหวนสีแดงจางหายไปแล้ว มีเพียงผ้าแพรยาวสีแดงสดสายหนึ่งล่องลอยอยู่กลางอากาศ ขณะเดียวกัน เงาร่างสีแดงประกายเจิดจ้าก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาท่ามกลางผ้าแพรสีแดงสด

         “ของวิเศษขั้นเซียน แพรคลุมฟ้า! เป็นนางหรือ?” ดวงตาลวี่เหลียงเบิกกว้าง มองดูเงาร่างสีแดงด้วยความเหลือเชื่อ ไม่ใช่ใครอื่น นางคือสาวน้อยชุดแดงที่อยู่ข้างการเซียนเสวียนหนี่ว์บนแท่นสูงของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ ตอนนี้นางกำลังจ้องลวี่เหลียงเขม็งอยู่เช่นกัน

         “ทำไมนางถึงปรากฏตัวอยู่ที่นี่? หรือว่าติดตามข้ามา? เป็นไปไม่ได้ ข้าต่ำต้อยมากนะ” ลวี่เหลียงกลอกตาไปมา ยังคงคิดทบทวนความเป็นไปได้ทั้งหมด

         “ยังมีจอมอสูรอีกตัวรอให้ข้ากำจัดมันแล้วค่อยพาเจ้าออกไปรายงานสถานการณ์ที่นี่ให้อาจารย์อาฟัง” น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนเอ่ยออกมาจากปากของสาวน้อยชุดแดง ลวี่เหลียงรู้สึกว่าน้ำเสียงนางไม่ต่างจากเสียงสวรรค์เลย!

        แต่ไม่นานนัก ลวี่เหลียงต้องสลัดจินตนาการทิ้งไป สถานการณ์ตรงหน้าผิดปกติ ถึงแม้จะมีเซียนขั้นยาทองคำช่วงต้นคนนี้คอยช่วยเหลือ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีจอมอสูรอยู่อีกตัว และไม่รู้ว่ายังมีอสูรที่มีตบะสูงกว่านี้อีกหรือไม่

        สาวน้อยชุดแดงกล่าวจบ นางเหาะไปยังถ้ำที่อยู่ด้านล่างทันที หลังจากที่เสือยักษ์เนตรสีฟ้ามีตบะเพิ่มขึ้น ก็วิ่งตะบึงหนีเข้าไปในถ้ำแห่งนี้ ลวี่เหลียงไม่กล้ารอช้า รีบเหาะตามเข้าไปติดๆ

        ทว่าขณะที่สาวน้อยชุดแดงเหาะเข้าใกล้ปากถ้ำ จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น! ปากถ้ำมืดมิดทั่วไป พริบตาที่สาวน้อยสัมผัสโดนมัน พลันบังเกิดเป็นระลอกคลื่นสีทองประหลาดในทันที! จากนั้น เงาร่างของสาวน้อยชุดแดงก็หายไป พร้อมกับลมปราณของนางด้วย

        ลวี่เหลียงตื่นตระหนก ไม่คิดว่าตนจะกระโจนตามติดเข้าไป ขณะที่โถมเข้าสู่ระลอกคลื่นที่กระเพื่อมอยู่นั้น ลวี่เหลียงรู้สึกว่าเบื้องหน้ามืดสนิท โลกหมุนวนเป็นวงกลม จากนั้นก็เริ่มดิ่งลงสู่เบื้องล่าง

        หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ลวี่เหลียงก็รู้สึกว่าตกลงสู่พื้นพสุธาแล้ว แต่น่าแปลก นึกไม่ถึงว่าข้างล่างนี้จะนุ่มนิ่ม ลวี่เหลียงร่วงลงมาโดยเอาหน้าลงพื้น จึงรู้สึกว่าสองมือเหมือนจับอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่ม รู้สึกดีมากๆ! ทันใดนั้น พลังโจมตีมหาศาลขุมหนึ่งก็ซัดเขาจนกระเด็นออกไป ถ้าหากไม่ใช่อาศัยกายวัชระ ลวี่เหลียงคาดว่าคราวนี้ถึงไม่ตายก็สาหัส

        “โจรบ้ากามไร้ยางอาย!” น้ำเสียงนุ่มนวลแฝงโทสะไม่มีที่สิ้นสุดตวาดใส่ข้างหูลวี่เหลียง ถึงแม้ว่าที่แห่งนี้จะมืดมิดเสียจนยื่นมือออกไปมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า แต่เมื่ออาศัยจิตวิญญาณ ลวี่เหลียงมองเห็นที่ที่เขาร่วงลงมาเมื่อครู่ เขากำลังนั่งทับสาวน้อยชุดแดง ยามนี้ มือทั้งสองข้างของนางปิดตรงหน้าอก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง กำลังจ้องลวี่เหลียงด้วยความตกใจระคนโกรธเกรี้ยว ท่าทางพร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)