0 Views

          “เจ้าชื่อจ้าวเทียนติ้งหรือ? ว่ามา นี่มันเรื่องอะไรกัน” ลวี่เหลียงเหาะลงมาอยู่ตรงหน้าเขา “พันธะจิตวิญญาณเอาไว้ก่อน ตอนนี้ข้าไม่อยากมีคนติดตาม แค่อยากเห็นว่าเจ้ามีค่าพอที่จะเชื่อใจได้หรือไม่” คำพูดนี้ความหมายชัดเจน เชื่อเจ้าก็ปล่อยเจ้าไป ไม่เชื่อก็ฆ่าเจ้าทิ้ง

        จ้าวเทียนติ้งสะบัดมือ รอบตัวเขากับลวี่เหลียง พลันบังเกิดม่านแสงสีทองแผ่ปกคลุมพวกเขาทั้งสองคน “ผู้อาวุโส มุกเทพปรมัตถ์มีผลปิดกั้นจิตวิญญาณ เช่นนี้ จะไม่มีใครได้ยินบทสนทนาของพวกเรา”

         “เดิมข้าเป็นคนของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในชายแดนอาณาจักรอู่ฟาง ตอนนั้นในครอบครัวมีพ่อแม่และน้องสาวสองคน ตอนข้าอายุสิบสาม มีพระเร่ร่อนรูปหนึ่งเดินทางผ่านที่นี่ บอกว่าตัวข้ามีรากจิตวายุ เป็นพรสวรรค์สำหรับฝึกเซียนโดยกำเนิด เขามอบ ‘เคล็ดวิชาปัญญา’ เล่มหนึ่งและไข่มุกล้ำค่าเม็ดหนึ่งให้ข้า จากนั้นก็ล่องลอยจากไป”

         “หลังจากที่ครอบครัวและคนในหมู่บ้านรู้เรื่องนี้ ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจมาก คิดว่าเป็นโอกาสที่สวรรค์หยิบยื่นให้ ข้ากลายเป็นผู้ฝึกเซียนหนึ่งเดียวในหมู่บ้าน จากนั้น ข้าเริ่มฝึกตามเคล็ดวิชาเล่มนั้น หนึ่งปีต่อมาก็เข้าสู่ขั้นหลอมปราณช่วงต้น รู้แล้วว่าไข่มุกล้ำค่าเม็ดนั้นคือของวิเศษขั้นเซียน ‘มุกเทพปรมัตถ์’”

         “แปดปีต่อมา ข้าก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ ในขณะที่ข้ารู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีนั้น หายนะก็มาเยือน”

         “วันหนึ่ง ข้าฝึกฝนในหมู่บ้านตามปกติ ทันใดนั้น พื้นธรณีก็เริ่มสั่นสะเทือนและแตกแยกออก เปลวเพลิงสีแดงเข้มพวยพุ่งออกจากรอยแตกเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเดียวกัน มนุษย์ สัตว์ แม้กระทั่งดอกไม้ต้นไม้ที่ถูกมันสัมผัส ล้วนกลายเป็นผงธุลีในพริบตา ตอนนั้นข้าอยู่กลางอากาศ อาศัยแสงเทวะของมุกเทพปรมัตถ์คุ้มกายหลบหนีจนพ้นจากหายนะ แต่ในหมู่บ้านกลับกลายเป็นนรกบนดินเสียแล้ว”

         “เสียงโอดครวญร่ำไห้มากมายที่ข้าได้ยิน มีทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า เสียงเหล่านั้นโหยหวนยาวนานไม่หยุดไม่จบสิ้น ข้ามองดูเปลวเพลิง แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ข้าอยากไปช่วยครอบครัวข้า แต่ข้าไม่มีทางฝ่าทะเลเพลิงผลาญที่น่าสะพรึงนั่นได้ ท่ามกลางทะเลเพลิง ใบหน้าบิดเบี้ยวปรากฏอยู่ทั่วทุกที่ในเปลวเพลิง บ้างโกรธแค้น บ้างเจ็บปวด บรรยากาศความสิ้นหวังแผ่กระจายไปทั่ว”

         “ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา เปลวเพลิงค่อยๆ มอดดับลง ขณะเดียวกัน ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงเลือดอย่างฉับพลัน ข้ารู้สึกถึงลมปราณที่น่ากลัว ข้ารู้ว่ามีผู้ฝึกเซียนขั้นสูงมาถึง จะหลบหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว จึงใช้มุกเทพปรมัตถ์ปิดกั้นลมปราณ หลีกเลี่ยงหูตาของพวกเขาไปได้”

         “ข้าหารอยแยกแห่งหนึ่งคอยเฝ้ามองอยู่ไกลๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ กลางท้องนภาสีแดงเลือดฉีกออกเป็นช่อง แสงสีดำสี่สายพุ่งออกมาจากข้างใน จากนั้นกลายเป็นเงาร่างสี่คน มีหญิงโฉมสะคราญ เฒ่าคิ้วขาว คุณชายวัยหนุ่ม และบุรุษไว้หนวดเครา พวกเขาสวมเสื้อคลุมสีดำ บนเสื้อคลุมมีรูปโครงกระดูกและริ้วสีทอง”

         “หลังจากที่พวกเขาทั้งสี่ปรากฏตัว ก็ล้อมรอบที่แห่งหนึ่งที่มีรอยแตกขนาดมหึมา จ้องมองลงมาจากด้านบน จากนั้นเฒ่าคิ้วขาวก็หยิบขวดใบหนึ่งออกมา เทของเหลวสีแดงสดหยดหนึ่งลงบนรอยแตก ทันใดนั้น แสงสีเลือดเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากรอยแตก”

         “โล่ยักษ์ที่มีเปลวเพลิงแดงฉานเผาผลาญค่อยๆ ปรากฏท่ามกลางแสงสีเลือด ด้านบนเต็มไปด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวของมนุษย์ ข้าได้ยินเสียงร่ำไห้ของพวกเขา เห็นแม้กระทั่งใบหน้าของท่านแม่ที่อยู่ด้านบน ตอนนั้นหัวใจข้าแตกสลาย เคียดแค้นจนอยากโถมเข้าไปแลกชีวิตกับมันสี่คน! แต่สติหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของข้าบอกว่า สายตาในบรรดาพวกเขาแค่คนเดียวก็เพียงพอที่จะสังหารข้าได้พันครั้งหมื่นครั้ง”

         “ข้ารู้ว่าทั้งหมดนี้ต้องเกี่ยวข้องกับโล่พิลึกนั่น และเกี่ยวพันกับคนชุดดำประหลาดทั้งสี่คนอีกด้วย! ในความรางเลือน ข้าได้ยินพวกเขาพูดว่า ‘พรรคเทพโลหิต’ แต่ไม่นานนัก บุรุษไว้หนวดเคราก็เปิดกระเป๋าเก็บโล่เรียบร้อย จากนั้น พวกเขาก็หายไป ท้องฟ้ากลับเป็นปกติอีกครั้ง เพียงแต่ หมู่บ้านของข้าหายไปจากพื้นที่นี้อย่างสมบูรณ์”

         “ข้าไม่ยอม! ข้าเคียดแค้น! ข้าชิงชังตัวเองที่อ่อนแอเช่นนี้! ในขณะที่ข้าโกรธแค้นถึงขีดสุด คิดไม่ถึงว่าพระเร่ร่อนที่มอบทุกอย่างให้ข้าเมื่อแปดปีก่อนจะปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีกครั้ง! เขาเป็นผู้ชักนำให้ข้าเดินบนเส้นทางฝึกเซียน ชีวิตของข้าตอนนี้ก็นับว่าเขาเป็นผู้ช่วยให้รอด ข้านับถือเขาเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาและเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ ข้าอยากบอกความอัดอั้นในใจกับอาจารย์ แต่เขาไม่ให้โอกาสนี้กับข้า”

         “อาจารย์เพียงแค่ส่ายหน้าทอดถอนใจ จากนั้นก็โยนห่อผ้าใบหนึ่งให้ข้า พร้อมกับกล่าวเพียงประโยคเดียว จากนั้นก็หายวับไป คำพูดประโยคนั้นคือ ‘ข้างในมีคำชี้แนะเส้นทางในอนาคตของเจ้า’”

         “ต่อมา ข้าเปิดห่อผ้าออก ข้างในมีมุกสีแดงเพลิงหนึ่งเม็ด หินธาตุคุณภาพกลางสิบก้อน ม้วนตำราหนึ่งเล่ม ในม้วนตำราได้บรรยายเรื่องราวต่างๆ ที่ตระกูลเสวียนหลีแห่งแดนมารได้เผชิญในอดีต ในนั้นยังแนะนำเรื่องราวของผู้พิทักษ์นามว่าเสวียนหลีเฟยอู่ รวมทั้งอสูรเงาสัตว์เทพคุ้มครองตระกูล คำชี้แนะสุดท้ายในม้วนตำราบอกว่าข้าจะพานพบกับคนตระกูลเสวียนหลีผู้มีอสูรเงา ขอเพียงข้าติดตามเขา อนาคตอาจมีโอกาสได้แก้แค้น”

         “ผู้อาวุโส! ท่านคือคนในม้วนตำราคนนั้นที่คู่ควรให้ข้าติดตาม ผู้อาวุโสโปรดช่วยให้ข้าสมหวังด้วย!” กล่าวจบ จ้าวเทียนติ้งดวงตาแดงก่ำ มุมปากมีเลือดสดๆ ไหลออกมา

        เห็นชายชุดดำตรงหน้า ลวี่เหลียงแหงนหน้ามองฟ้าพลางถอนใจยาวเหยียด เป็นชายหนุ่มที่คล้ายคลึงกับตัวเองเหลือเกิน! ถึงแม้เหตุที่ประสบจะต่างกัน แต่เจตนารมณ์และเป้าหมายของทั้งคู่กลับเหมือนกัน มองดูเขา ลวี่เหลียงพลันนึกถึงดวงตาแดงก่ำเบิกกว้างเปี่ยมด้วยโทสะของตัวเองในตอนนั้น

         “ดี! เจ้าให้คำสัตย์สาบานด้วยชีวิต ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่เปิดเผยเรื่องราวเมื่อครู่ ส่วนการติดตามข้า ตอนนี้ยังเร็วเกินไป เจ้าก็เห็นแล้ว ตบะของข้าตอนนี้สูงกว่าเจ้าแค่เล็กน้อย แม้แต่โอกาส ของวิเศษและความสามารถก็ยังมีจำกัด” ถึงแม้ลวี่เหลียงจะเชื่อจ้าวเทียนติ้งอย่างสนิทใจ แต่ก็ไม่คิดที่จะเกี่ยวข้องอะไรกับเขาในตอนนี้ “ความสามารถของเจ้าอยู่ในขั้นหลอมปราณ นับว่าไม่เลวทีเดียว อีกทั้งยังมีรากจิตวายุ ถ้าหากเข้าตำหนักเซียนยันต์กระบี่ อนาคตต้องยาวไกลแน่ สิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้ คือพยายามเข้าตำหนักเซียนให้ได้!”

         “ผู้อาวุโส! ข้าอยากติดตามท่านด้วยใจจริง! ข้ารู้ว่าด้วยความสามารถของผู้อาวุโส ย่อมเข้าตำหนักเซียนได้แน่นอน! ข้าจ้าวเทียนติ้งแม้โง่เขลา แต่ก็มีความมั่นใจอยู่เจ็ดส่วนว่าจะต้องเข้าได้! ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องกลายเป็นกำลังช่วยเหลือผู้อาวุโส!” จ้าวเทียนติ้งโขกหัวด้วยความเคารพสามครั้ง

        ลวี่เหลียงก้าวเท้าไปเบื้องหน้าพยุงเขาลุกขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เทียนติ้ง ในเมื่อเจ้ารู้ฐานะของข้าแล้ว คงเข้าใจดีว่าการทำเป้าหมายของเราให้บรรลุเป็นจริงนั้นยากเย็นเพียงใด! จำไว้ ก่อนที่พวกเราจะมีความสามารถเพียงพอ ต้องอดทน! อีกอย่าง อย่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโส ข้าไม่มีคุณสมบัตินั้น พวกเราคบหาอย่างเท่าเทียมกันก็ได้”

         “พี่ใหญ่! เช่นนั้นต่อไปท่านก็เป็นพี่ใหญ่ของข้า!” เป็นครั้งแรกที่ลวี่เหลียงเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเทียนติ้ง ช่างเหมือนกับสีหน้ายกภูเขาออกจากอกของท่านพ่อที่ลวี่เหลียงเคยเห็นในตอนนั้น

        สนทนาต่ออีกเล็กน้อยทั้งสองคนก็แยกจากกัน ส่วนคนที่ถูกลวี่เหลียงตัดหัว เป็นแค่ชายนิรนามที่ยอมติดตามจ้าวเทียนติ้งหลังจากที่เขาเข้าสู่สนามฝึกฝนเท่านั้น

        จากนั้นประมาณหนึ่งก้านธูป เงาร่างงดงามสีแดงสายหนึ่งปรากฏตัวในสถานที่ที่ลวี่เหลียงสนทนากับเทียนติ้งก่อนหน้านี้ เป็นซั่งกวนอิ่งที่ไล่ตามมานั่นเอง

        แต่ซั่งกวนอิ่งในตอนนี้ กลัดกลุ้มจนพูดไม่ออก ก่อนหน้านี้ หลังจากที่เข้าสู่สนามฝึกฝน นางก็เริ่มค้นหาลมปราณของลวี่เหลียง ต่อมาในพื้นที่ที่ทำเครื่องหมายสีเหลืองแห่งหนึ่งบนแผนที่ นางรู้สึกถึงการคงอยู่ของลวี่เหลียง ที่นั่นเป็นถ้ำของหมีขนเหลือง แน่นอนว่านางมาช้าไป ตอนนั้นลวี่เหลียงถูกพวกจ้าวเทียนติ้งไล่กวดจนหนีไปแล้ว

        ต่อมา ขณะที่ลวี่เหลียงช่วยเหลือหลี่อวิ๋นเอ๋อร์ ซั่งกวนอิ่งก็ตามไปอีกครั้ง เมื่อนางใช้จิตเพื่อตรวจสอบ เสี่ยวเฮยก็ปล่อยเขตแดนอสูรเงาพอดี ด้วยความที่ไม่กล้าเข้าไปใกล้มาก จิตของซั่งกวนอิ่งจึงถูกปิดกั้นอยู่ภายนอก

        ผ่านไปครู่ใหญ่ กว่าจะรับรู้ได้ว่าอุปสรรคปิดกั้นนั้นหายไปไม่ง่ายเลย นางเห็นลวี่เหลียงกับจ้าวเทียนติ้งที่กำลังคุกเข่า ขณะที่ซั่งกวนอิ่งกำลังจะตรวจสอบต่อนั้น แสงสีทองก็วาบผ่านไป นางตรวจไม่พบอะไรอีกแล้ว…

         “ทำไมสองคนนี้ถึงมีของวิเศษปิดกั้นจิตวิญญาณขั้นสูงขนาดนี้? ช่างเถอะ ตามต่อไป ข้าไม่เชื่อว่าจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง!” ซั่งกวนอิ่งเดือดดาล “เจ้ายิ่งไม่อยากให้เห็น ข้าก็ยิ่งอยากเห็นให้กระจ่างชัด!”

        ลวี่เหลียงในยามนี้กำลังรุ่นคิด ไม่รู้ตัวว่าถูกคนสะกดรอยตาม “ตามที่เทียนติ้งเล่า ทั้งสี่คนนั้นต้องเป็นสี่ในเจ็ดศิษย์เทพโลหิตอย่างไม่ต้องสงสัย! โล่ใบนั้น ข้าเคยเห็นในวิหารสมบัติพิสดาร คงเป็นหนึ่งในสมบัติแห่งความโกลาหลระดับเดียวกับจี้เมี่ย ‘โล่เพลิงโลกันตร์’ ไม่คิดว่าพรรคเทพโลหิตยังมีของวิเศษชนิดนี้!” ลวี่เหลียงขมวดคิ้วแน่น “ยังมีอาจารย์ของเทียนติ้ง ไม่คิดว่าจะรู้เรื่องราวในตอนนั้น ทั้งยังกล่าวถึงเสี่ยวเฮยกับเฟยอู่โดยเฉพาะ หากวันหน้ามีโอกาส ต้องพบหน้ากันสักครั้ง บางทีผู้อาวุโสท่านนี้อาจรู้ร่องรอยของตระกูลเสวียนหลีในแดนภูตผี”

        ‘เพลิงโลกันตร์’ ไฟแห่งความชั่วร้ายแผดเผากาย เพลิงโลกันตร์โชติช่วงคือบาปมหันต์ สำหรับผู้ฝึกเซียน ความชั่วร้ายที่หนักที่สุดคือเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตบนโลก ที่ว่ากันว่ามนุษย์คนหนึ่งมีบาปมหันต์ แสงโลหิตพันกายอะไรประมาณนี้ นั่นหมายถึงคนผู้นี้เพลิงโลกันตร์โชติช่วง กรรมชั่วลึกล้ำเกินไป! ผู้ฝึกเซียนแบบนี้ เมื่อข้ามทัณฑ์สวรรค์ ล้วนร่วงหล่นสู่ใจมารที่น่าสะพรึง นี่เป็นด่านที่ข้ามผ่านยากที่สุดของทัณฑ์สวรรค์

        ทัณฑ์สวรรค์แบ่งออกเป็นห้าส่วน ทัณฑ์วายุ ทัณฑ์อัคคี ทัณฑ์วารี ทัณฑ์สายฟ้า ทัณฑ์ใจมาร ทัณฑ์สี่อย่างแรก อาศัยความสามารถและของวิเศษเพื่อข้ามผ่านไปได้ มีเพียงทัณฑ์ใจมาร ต้องอาศัยจิตใจที่แน่วแน่และจิตวิญญาณที่เข้มแข็งของตนเพื่อข้ามผ่านเท่านั้น บาปยิ่งมาก ใจมารยิ่งแกร่ง โอกาสที่จะข้ามผ่านได้สำเร็จก็ยิ่งต่ำ เหล่าผู้ฝึกเซียนอาจทำเรื่องชั่ว แต่น้อยนักที่จะเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตบนโลก เพราะถ้าเพลิงโลกันตร์โชติช่วง บาปก็จะยิ่งมหันต์ตามไปด้วย!

        ‘โล่เพลิงโลกันตร์’ หล่อเลี้ยงด้วยเพลิงแห่งบาป ผู้ที่ได้ถือครองโล่ใบนี้ ตัวเองจะกลายเป็นร่างแห่งบาปมหันต์ชั่วร้าย หากใครก็ตามที่โจมตีผู้ถือโล่ เพียงแค่สัมผัสถูกมัน ก็จะได้รับความทุกข์ทรมานจากเพลิงโลกันตร์ที่แผดเผาร่างกาย

        ลวี่เหลียงไม่เข้าใจอย่างยิ่ง พันธมิตรเซียนไม่ใช่ผู้รักษาสมดุลโลกมนุษย์หรือ? หรือมนุษย์ไม่อยู่ในขอบเขตการควบคุม? ถึงปล่อยให้พรรคเทพโลหิตเข่นฆ่าผู้คนตามอำเภอใจเช่นนี้? หากวันหน้ามีโอกาสพบคนของพันธมิตรเซียน เขาต้องถามไถ่อย่างละเอียดแน่นอน

        ลวี่เหลียงยังคงรุดหน้าไปยังพื้นที่สีเหลืองตามแผนของเขา ไม่นานนัก เขาก็เจออีกหนึ่งแห่ง แต่ที่นั่นแผ่ลมปราณต่อสู้อย่างชัดเจน เมื่อลวี่เหลียงปกปิดลมปราณ ใช้จิตเพ่งมอง รูม่านตาพลันหดลง ขณะเดียวกันก็รีบเหาะทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

        ภายในพื้นที่นี้ สองคนกับหนึ่งอสูรกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด แต่เห็นได้ชัดว่าอสูรได้เปรียบกว่า อีกทั้งหญิงสาวหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บกองอยู่กับพื้นแล้ว มีเพียงชายหนุ่มคนเดียวที่ค้ำยันอย่างยากลำบาก สองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เป็นหลีจื่อเต้ากับหลี่อวิ๋นเอ๋อร์นั่นเอง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)