0 Views

        ลวี่เหลียงชนะเข้าสู่การทดสอบที่สองอย่างราบรื่น เหล่าลูกศิษย์ที่ชมการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เห็นลวี่เหลียงรวมตัวอยู่กับกลุ่มคนด้านขวา ต่างคนต่างก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ

        ลวี่เหลียงไม่แยแส ใช้หินธาตุคุณภาพต่ำสามพันก้อนซื้อชัยชนะมาได้ เยี่ยมทีเดียว! การทดสอบต่อไป คาดว่าทุกคนคงกระจายตัวออกจากกัน ตอนนั้นแม้เปิดเผยความสามารถออกมาเล็กน้อยก็คงไม่เกิดปัญหาเท่าไรนัก

         “ฮ่าๆ เป็นเด็กที่น่าสนใจจริงๆ ขนาดยอมแพ้ก็ยังไม่อนุญาต เจ้าเห็นแววตาชั่วครู่ของเขาไหม? ไม่ใช่ท่าทางโง่ๆ ซื่อๆ อย่างที่เขาเป็นเลย!” เซียนเสวียนหนี่ว์ยังคงถ่ายทอดเสียงเจือรอยยิ้มให้สาวน้อยชุดแดง

         “อะ…อาจารย์ ข้าอยากขอร้องอาจารย์อาบรรพชนยันต์กระบี่ ให้ข้าเข้าสู่สนามฝึกฝนแห่งนั้นได้ไหม? ข้าอยากสังเกตอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด!” สาวน้อยชุดแดงจับจ้องเซียนเสวียนหนี่ว์ด้วยแววตาวิงวอน

        “ขอร้อง? ไฉนต้องขอร้องเล่า? เขาต้องพาเจ้าเข้าไปด้วยตัวเองสิ! ข้าจัดการเอง!”เซียนเสวียนหนี่ว์ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย เริ่มถ่ายทอดเสียงให้กับบรรพชนยันต์กระบี่ทันที

        บรรพชนยันต์กระบี่ตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม ทว่าที่สุดแล้วก็พยักหน้า สาวน้อยชุดแดงดีใจอย่างยิ่ง ย้ำเตือนตัวเองอีกครั้งในทันที ‘ข้าดีใจเพราะได้ไปยืนยันเหตุและผล ไม่ใช่เพราะได้ไปติดตามเขา!’

        ไม่กี่ชั่วยามต่อมา การประลองจบลง มีทั้งหมดกว่าหมื่นคนที่ได้เข้าสู่ช่วงการทดสอบอย่างที่สอง

        ยามนี้ เห็นเพียงชายเสื้อของเซียนกระบี่หุ้นหยวนสะบัดคราหนึ่ง คนกว่าหมื่นคนหายวับไปจากที่เดิม ปรากฏตัวอีกครั้งภายในโถงศิลากว้างขวางแห่งหนึ่ง ด้านเหนือของโถงศิลามีปากถ้ำสูงสามจั้ง ข้างบนดูเหมือนมีลายน้ำล่องลอยพลิ้วไหว ลักษณะคล้ายทางเข้าแดนเสมือนเทพที่ลวี่เหลียงเห็นในตอนนั้น

         “ภายในปากถ้ำแห่งนั้นเดิมทีเป็นแหล่งรวมตัวของเผ่าอสูร ต่อมาบรรพจารย์ของเราได้เข้าไปอยู่ในตำหนักเซียนด้วยตัวเอง เพื่อให้ศิษย์รุ่นหลังใช้ฝึกฝน อสูรระดับสูงที่อยู่ข้างในล้วนดับสูญหมดสิ้น ตอนนี้มีเพียงสัตว์อสูรขั้นหลอมปราณ กับขั้นสร้างฐานที่วนเวียนอยู่ในนั้น สัตว์อสูรเหล่านี้เคยทำสัญญากับตำหนักเซียนอยู่ก่อนแล้ว ขอเพียงพวกเจ้าไม่เข้าไปยุ่งในอาณาเขตพวกเขา พวกเขาก็จะไม่โจมตีพวกเจ้า” ผู้ทำหน้าที่อธิบายในครั้งนี้คือเซียนกระบี่หุ้นหยวน “ที่นี่มีแผนที่ใบหนึ่ง ด้านบนมีเครื่องหมายต่างๆ ที่ไหนควรไป ที่ไหนไม่ควรไป พวกเจ้าพิจารณาเอาเอง”

         “อีกอย่าง ครั้งนี้ยังคงเป็นผู้ที่ได้แผ่นป้ายมากที่สุดสิบคนแรกที่จะกลายเป็นศิษย์ของตำหนักเซียน แต่มีวิธีตัดสินใหม่เพิ่มเติม เผ่าอสูรที่ฝึกฝนถึงขั้นอสูรน้อยช่วงสมบูรณ์จะเทียบเท่ากับชั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ ภายในร่างกายเริ่มรวมแก่นอสูร หากได้มันมาตามระดับแก่นมารแล้ว แต่ละเม็ดอาจเทียบเท่ากับสิบถึงร้อยแผ่นป้าย” เซียนกระบี่หุ้นหยวนเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทำให้หลายๆ คนตาเป็นประกายลุกวาว!

         “สิ่งที่พวกเจ้าต้องระวังคือ ในสนามฝึกไม่มีข้อจำกัดความเป็นความตายใดๆ ทั้งนั้น หากมีใครยอมแพ้ แค่โยนแผ่นป้ายทั้งหมดในตัวทิ้งก็จะถูกส่งกลับมาที่นี่ทันที เอาล่ะ ข้าจะมอบแผนที่สนามฝึกให้พวกเจ้าทำความคุ้นเคยกันก่อน” เซียนกระบี่หุ้นหยวนสะบัดมือ จู่ๆ ลวี่เหลียงก็รู้สึกว่ามีแผนที่ปรากฏในห้วงสมอง ด้านบนมีสถานที่บางแห่งทำเครื่องหมายเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นสีที่แตกต่างกัน

        ลวี่เหลียงตั้งใจดูอย่างละเอียด พบว่าอาณาเขตสนามฝึกฝนนั้นกว้างขวางมาก สถานที่ที่มีเครื่องหมายจะมีคำอธิบายง่ายๆ โดยรวมแล้ว แบ่งออกเป็นสามสีคือแดง เหลืองและเขียว สีเขียวเป็นสถานที่ของอสูรน้อยช่วงกลางกับช่วงปลาย ซึ่งสองในสามบนแผนที่ล้วนเป็นสีเขียว สีเหลืองเป็นสถานที่ของอสูรน้อยช่วงสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ใหญ่อีกแห่งบนแผนที่ ส่วนสีแดงมีเพียงสองแห่ง ด้านบนไม่ระบุระดับขั้นสัตว์อสูร เขียนเพียงอักษรสี่คำคือ ‘ปิดผนึกห้ามเข้า’

         “เอาล่ะ ข้ามอบแผนที่ให้พวกเจ้าแล้ว เตรียมพร้อมแล้วก็เข้าไปตามลำดับ พวกเจ้าจะถูกส่งไปยังตำแหน่งสุ่มเป็นเวลาหนึ่งเดือน เมื่อครบแล้วจะถูกส่งกลับออกมาเอง”

        เริ่มมีผู้คนทยอยเดินเข้าไป ลวี่เหลียงต่อหลังคนอื่นค่อยๆ ตามเข้าไปเช่นกัน ครึ่งชั่วยามต่อมา ผู้ทดสอบเดินเข้าหมดแล้ว ห้องโถงที่เคยคึกคักกลับเงียบสงบลงในบัดดล นอกจากเซียนกระบี่หุ้นหยวนที่ยังคงยืนอยู่ปากถ้ำ ภายในโถงศิลาก็ว่างเปล่าไม่มีใคร

        ชั่วครู่หนึ่ง พลันบังเกิดแสงสว่างวาบขึ้น ในโถงศิลาปรากฏเงาร่างสามสาย เป็นเซียนอรหันต์ทองคำสองท่านกับสาวน้อยชุดแดง

        “เข้าไปหมดแล้ว? นี่เป็นครั้งแรกที่ใส่แก่นอสูรเข้าไปในมาตรฐานการทดสอบสินะ?จำกัดขั้นของสัตว์อสูรเหล่านั้นแล้วหรือ?” ถึงอย่างไรก็เป็นการเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกครั้งแรก บรรพชนยันต์กระบี่จึงใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง

        “อาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์น้องเจิ้นหยวนได้ทำการผนึกสถานที่ที่อันตรายที่สุดสองแห่งแล้ว อย่าว่าแต่เด็กน้อยขั้นหลอมปราณกลุ่มนี้เลย ต่อให้เป็นเซียนนภาก็เข้าไปไม่ได้” เซียนกระบี่หุ้นหยวนตอบกลับอย่างนอบน้อม

         “สถานที่ที่มีเครื่องหมายสีแดง มีปัญหาอะไรกันแน่?” เซียนเสวียนหนี่ว์ยังคงประหลาดใจอยู่มาก สาวน้อยชุดแดงที่อยู่ข้างๆ ก็ตั้งอกตั้งใจฟัง

         “เรียนอาจารย์อา สถานที่สองแห่งนั้น มีอสูรที่บรรลุถึงขั้นจอมอสูรช่วงสมบูรณ์อาศัยอยู่ ปกติจะอยู่อย่างเงียบสงบ การทดสอบครั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าไป จึงให้ตานหยวนเจินเหรินที่เชี่ยวชาญวิชาผนึกที่สุดตั้งค่ายผนึกโดยเฉพาะ” เซียนกระบี่หุ้นหยวนกล่าวอธิบาย

        “ช่วงสมบูรณ์? เหตุใดไม่กำจัดพวกเขา? หรือจะปล่อยให้มันแข็งแกร่งกว่านี้?” เซียนเสวียนหนี่ว์ไม่ค่อยเข้าใจนัก

        “ฮ่าๆ ศิษย์น้อง เจ้ายังไม่รู้อะไร ตำหนักเซียนของข้าได้ทำสัญญากับสัตว์อสูรที่นี่แล้ว ขอเพียงไม่ถึงขั้นวิญญาณอสูรก็ปลอดภัยไร้ปัญหา พวกเราจะไม่ไปทำให้พวกเขาลำบากใจ เมื่อถึงขั้นวิญญาณอสูรแล้ว สามารถเลือกได้ว่าจะทำสัญญาติดตามศิษย์ของเราพันปี จนกว่าศิษย์คนดังกล่าวตายหรือครบถ้วนตามเวลาก็จะคืนอิสรภาพให้ หากไม่ยินยอม ค่อยสังหารก็ยังไม่สาย” บรรพชนยันต์กระบี่ยิ้มราบเรียบ ทันใดนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “อิ่งเอ๋อร์ต้องการเข้าไปตอนนี้เลยงั้นหรือ?”

        “ผู้เยาว์ขอขอบคุณอาจารย์อาที่ช่วยเหลือ!” สาวน้อยชุดแดงกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม

        บรรพชนยันต์กระบี่พลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ยันต์อักขระสีทองพลันปรากฏ ยันต์อักขระจางหายไปหลังจากแปะบนร่างสาวน้อยชุดแดง “นี่คือยันต์ซ่อนจิต ช่วยเจ้าปกปิดลมปราณ เมื่อเจ้าเข้าไปแล้ว จงจำไว้ว่าอย่ายื่นมือเข้าไปรบกวนการทดสอบของคนอื่นๆ” จากนั้นชี้นิ้วออกไป สาวน้อยชุดแดงก็หายไปจากที่เดิมในบัดดล

         “ข้าทำตามที่เจ้ากำชับ ส่งศิษย์รักของเจ้าไปอยู่ใกล้ๆ ลวี่เหลียงคนนั้นแล้ว คาดว่าอีกสองวันน่าจะเจอกัน หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า คงเป็นเด็กที่คาดเดาได้ยาก ที่น่าสนใจคือ ข้าถามเสี่ยวเทียน มันบอกข้าว่าเจ้าหนูคนนั้นจิตใจบริสุทธิ์ จากนั้นก็ไม่สนใจข้าอีกเลย ฮ่าๆ ช่างน่าสนใจจริงๆ!” บรรพชนยันต์กระบี่ยิ้มพลางพยักหน้า

         “ถึงแม้มีบางอย่างแปลกๆ แต่ข้าก็เชื่อว่าเขาไม่มีเจตนาร้าย อิ่งเอ๋อร์ก็รู้สึกแบบนี้เช่นกัน จึงอยากไปยืนยันสักหน่อย ข้าจะชมดูเหตุการณ์เงียบๆ!” เซียนเสวียนหนี่ว์ผงกศีรษะเล็กน้อย

        ทันใดนั้น เงาร่างทั้งสามสายต่างหายวับไป

        ณ สนามฝึกฝน ลวี่เหลียงมองดูสถานที่ที่มีเครื่องหมายสีเหลืองบนแผนที่พลางครุ่นคิด ชั่วครู่หนึ่ง สายตาพลันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ “ชิงแผ่นป้ายมีความเสี่ยงที่ความสามารถจะถูกเปิดเผย ต่อสู้กับสัตว์อสูรยังสบายใจซะกว่า”

        หลังจากตัดสินใจแล้ว ลวี่เหลียงก็เหินทะยานไป ทันใดนั้น ดวงตาลวี่เหลียงพลันลุกวาว “ผลหลอมชาด! มีตั้งห้าลูก! กำไรแล้ว!” ลวี่เหลียงลิงโลด เดิมทีแค่มาสังหารสัตว์อสูร กลับได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง ‘ผลหลอมชาด’ เป็นของบำรุงชั้นดีสำหรับการหลอมกายวัชระ บวกกับเคล็ดชุบกายมารฟ้า จะช่วยให้เขาถึงชั้นที่สี่ได้เร็วขึ้น

        ลวี่เหลียงหยุดฝีเท้าอยู่ที่เบื้องหน้าผลหลอมชาด สะบัดมือเบาๆ เก็บผลไม้ห้าลูกใส่ในกระเป๋า ขณะที่กำลังจะเหาะเหินไปค้นหาสัตว์อสูรต่อ น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวตวาดลั่นขึ้น “เจ้าหนู! ข้าจะฆ่าเจ้า! นั่นเป็นผลไม้ของข้า!” จากนั้น เงาสีดำสูงใหญ่ก็โถมเข้ามา

        “เอ๋?เหมือนหมีตัวโตที่ชั้นสามของหอฝึกฝนในแดนเสมือนเทพเลย! แต่เล็กกว่าสองช่วงตัว อยู่ขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์หรือ? ลองดูหน่อย!” ลวี่เหลียงมองอีกฝ่ายทะลุปรุโปร่งในพริบตา นั่นคือหมีขนเหลืองสูงสองจั้ง

         “เสี่ยวเหลียง รีบจบการต่อสู้! หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ฝึกเซียนคนอื่นมาถึง” เสี่ยวเฮยเอ่ยเตือนในห้วงสมอง

        ลวี่เหลียงแววตาสุขุม ท่าทีหัวเราะซื่อๆ จางหายไป ไอเย็นเยียบขุมหนึ่งพลันบังเกิดขึ้น เขาไม่เคยลืมคำสอนของผู้อาวุโสเฟยอู่ในตอนนั้น “ต่อสู้เต็มกำลัง หากจำต้องใช้ของวิเศษ ต้องสังหารอีกฝ่ายให้สิ้น” ดังนั้น ชั่วพริบตา มือซ้ายถือแส้ตีเทพ มือขวากุมกระบี่เฟยหลิง ใช้กระบวนท่าหลบวายุ เจตจำนงกระบี่ใจคะนึงพร้อมกัน ตวัดแส้ตีเทพ ฟาดใส่หมีขนเหลืองโดยตรง

        เดิมทีหมีขนเหลืองหลบแส้พ้นได้อย่างง่ายดาย แต่มันมั่นใจในความแข็งแกร่งของร่างกายตัวเองจนเกินไป

        วินาทีนี้ หมียักษ์คิดเพียงว่าจะฟาดลวี่เหลียงให้ตายในฝ่ามือเดียว สำหรับของวิเศษและกระบวนท่ากระบี่เหล่านั้น มันไม่เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ส่วนลวี่เหลียงในตอนนี้ สายตาฉายแววเป็นประกาย เพราะเขารู้ว่า หมียักษ์ตายแน่นอน!

        กว่าหนึ่งเดือนก่อนเข้าร่วมพิธีรับศิษย์ตำหนักเซียนยันต์กระบี่ ณ โรงเตี๊ยม ลวี่เหลียงนอกจากทำความคุ้นเคยกับวิธีการต่อสู้ขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์แล้ว ยังบังเอิญค้นพบวิธีปกปิดอานุภาพของกระบวนท่าอีกด้วย วันหนึ่งขณะที่โคจรพลังภายในเซวียนหยวน จู่ๆ เขาก็คิดได้ว่า ในเมื่อพลังภายในยังปกปิดตบะได้ เคล็ดกระบี่ของเขากระตุ้นโดยอาศัยพลังภายใน เช่นนั้นกระบวนท่ากระบี่ของเขาก็ปกปิดอานุภาพได้เช่นกันมิใช่หรือ?

        ลวี่เหลียงทดลองแนวคิดนี้และได้ผลลัพธ์น่าทึ่ง ความคิดของเขาถือว่าใช้ได้ ขณะที่ใช้กระบวนท่ากระบี่ให้ปกปิดลมปราณก่อน รอให้กระบวนท่ากระบี่โดนตัวศัตรู ค่อยระเบิดอานุภาพเดิมออกมาในพริบตา สิ่งที่ทำให้ลวี่เหลียงดีใจยิ่งกว่าคือ อานุภาพที่ระเบิดออกมา เป็นปราณกระบี่ขั้นสร้างฐานช่วงต้นทั้งหมด แต่ตบะของตนยังคงเป็นขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์ ข้อดีคือ ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าวิชากระบี่ของเขาสูงส่ง คาดเดาระดับตบะที่แท้จริงของเขาได้ยากมาก

        พริบตาที่แส้ตีเทพฟาดใส่ตัวหมียักษ์ จู่ๆ หมียักษ์ก็รู้สึกว่าจิตอสูรสั่นไหววูบหนึ่ง มันหยุดการโคจรพลังอสูรทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าเหตุการณ์ไม่สู้ดีนัก แม้ว่าความรู้สึกแบบนี้จะเกิดขึ้นแค่อึดใจเดียวเท่านั้น แต่พอคิดจะหลบเลี่ยง คมกระบี่สองสายพลันสะบั้นลงมาจากเหนือศีรษะและข้างลำตัว! ก่อนที่จะสัมผัสถึงตัวมัน กระบวนท่ากระบี่ซึ่งเดิมทีมีอานุภาพธรรมดา จู่ๆ ก็ปล่อยคมกระบี่อันน่าหวาดหวั่นออกมาราวกับระเบิดก็มิปาน

        “ไม่! เจ้าอยู่ขั้นสร้าง…” ยังไม่ทันพูดจบ ร่างหมีขนเหลืองแยกออกเป็นสี่ห้าชิ้น แม้แต่จิตอสูรก็แตกสลายไป มีเพียงแก่นอสูรกลมๆ เม็ดหนึ่งที่ไม่มีร่องรอยความเสียหาย เพราะลวี่เหลียงปกป้องอย่างสุดความสามารถ

        ลวี่เหลียงเก็บแก่นอสูรเรียบร้อย เขาไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด แววตาดูซับซ้อน เขาส่ายหน้า ถอนหายใจเบาๆ เฮือกหนึ่ง

        “เสี่ยวเหลียง แถวนี้คงมีถ้ำของหมีตัวนั้น ลองหาดู ตอนนี้คงไม่มีเจ้าของ เจ้าจะได้ค้นหาอย่างเต็มที่” เสี่ยวเฮยเอ่ยเตือนได้ทันเวลา

         “มีเหตุผล!” ลวี่เหลียงพยักหน้า “มีผู้อาวุโสอยู่ในบ้าน ประดุจมีของล้ำค่า” ยังคงเป็นเสี่ยวเฮยที่มีชีวิตอยู่มาเนิ่นนาน ที่คิดได้ละเอียดรอบคอบกว่า!

        เป็นไปตามคาด เหาะได้ครู่เดียว ถ้ำแห่งหนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่มีแม้แต่ผนึกหวงห้าม เห็นชัดว่าตอนนั้น อสูรหมีโมโหจนคลั่งไปแล้วจริงๆ

        ถ้ำไม่ใหญ่นัก เพิ่งเหยียบย่างเข้าไปลวี่เหลียงก็ดีอกดีใจ เขาเห็นถาดใบหนึ่งบนโต๊ะหินกลางถ้ำ มีลูกกลมๆ เล็กๆ สามก้อน ไม่ใช่อื่นใด เป็นแก่นอสูรนั่นเอง!

         “โอ้ เจ้าโชคดีจริงๆ นี่เป็นแก่นอสูนขั้นอสูรน้อยช่วงสมบูรณ์สามเม็ด ได้มาทั้งหมดโดยไม่ต้องเปลืองแรง” เสี่ยวเฮยอุทานให้ลวี่เหลียงที่โชคดีสุดๆ

        เมื่อเก็บแก่นมารเรียบร้อย ผ่านไปครู่ใหญ่ลวี่เหลียงค้นถ้ำแห่งนี้จนทั่ว นอกจากแก่นมารแล้วก็มีแค่ถุงเก็บของใบหนึ่ง เมื่อเปิดดูข้างใน ลวี่เหลียงต้องฉีกยิ้มกว้าง ในนั้นมีผลไม้หกลูกกับยาหนึ่งเม็ด ผลไม้คือผลหลอมชาด ส่วนยาเม็ดคือสาเหตุที่แท้จริงที่ลวี่เหลียงดีใจ เป็นยาเม็ดเลื่องชื่อใช้ทะลวงอุปสรรคการฝึกโดยเฉพาะ ยาทลายอุปสรรค!

        ที่จริงลวี่เหลียงอยากหลอมตั้งแต่ตอนอยู่ในแดนเสมือนเทพแล้ว แต่พอเห็นเงื่อนไขการหลอมก็เลิกล้มทันที ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด แค่เงื่อนไขเดียวเท่านั้น ต้องเป็นขั้นยาทองคำช่วงปลายจึงจะหลอมได้! คิดไม่ถึงเลยว่าอสูรหมีขั้นหลอมปราณช่วงสมบูรณ์จะมียาล้ำค่าแบบนี้ เป็นความดีใจที่เหนือความคาดหมายจริงๆ!

        ในขณะที่ลวี่เหลียงกำลังเบิกบานใจ เสียงของเสี่ยวเฮยดังขึ้นในห้วงสมองอีกครั้ง “เสี่ยวเหลียง ระวัง มีผู้ฝึกเซียนมาสองคน!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)