0 Views

        วินาทีที่แรงกดดันบังเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ จิตวิญญาณของลวี่เหลียงมีปฏิกิริยาต่อต้านในทันที นั่นเป็นการกระตุ้นอย่างหนึ่งที่พุ่งเป้าไปยังจิตวิญญาณ หากจิตวิญญาณอ่อนแอก็จะถูกทำลายโดยตรง แต่การกระตุ้นในระดับนี้ สำหรับจิตวิญญาณลวี่เหลียงที่เข้าใกล้ขั้นยาทองคำนั้น ก็ไม่ต่างจากอาการคันยิบๆ

        ในเวลาเดียวกันกับที่น้ำเสียงอันน่าเกรงขามกล่าวจบลง จู่ๆ ค่ายคุ้มกันตำหนักเซียนยันต์กระบี่ก็เปิดเส้นทางกว้างขวางสายหนึ่งขึ้น ผู้ที่เดินนำออกมาจากด้านในคือผู้ฝึกเซียนที่แผ่ลมปราณแข็งแกร่งทั้งแปดท่าน จากนั้นตรงกลางก็มีผู้เฒ่าคิ้วขาวท่านหนึ่งสวมชุดนักพรตสีทอง สะพายกระบี่ยาวไว้ด้านหลังก้าวเท้าเดินตามออกมา

         “แปดเซียนนภาและเซียนกระบี่หุ้นหยวนผู้เป็นเจ้าสำนัก! สวรรค์ ตำหนักเซียนยันต์กระบี่ เหตุใดยอดฝีมือสูงสุดทั้งหมดถึงออกมากันล่ะ! ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีเพียงเซียนนภาท่านเดียวที่มาเข้าร่วมการทดสอบเท่านั้น!” คนที่รู้จักต่างตื่นตระหนกสับสนท่ามกลางฝูงชนในทันที

        ลวี่เหลียงตะลึงงัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทว่าไม่ทันรอให้ผู้ฝึกเซียนได้สติคืนมา ฉากที่น่าตกใจพลันบังเกิดขึ้น เห็นเพียงเซียนกระบี่หุ้นหยวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง โค้งคำนับไปทางด้านในค่าย จากนั้นก็มีคนสามคนเดินออกมาจากด้านในค่าย ท่านหนึ่งคือบุรุษวัยกลางคน คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาคล้ายพยัคฆ์ สวมชุดนักพรตสีขาว อีกท่านคือสตรีรูปโฉมสะคราญ หน้าตารื่นรมย์ คิ้วบาง ดวงตากลมดุจหงส์ สวมชุดประจำสำนักสีแดง ดูแล้วอายุประมาณสามสิบปี เป็นช่วงวัยที่สง่างามที่สุด ข้างหลังนางยังมีสาวน้อยชุดแดงก้มหน้าก้มตาท่าทางเชื่อฟังติดตามมาด้วย ดูแล้วอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี

        “สวรรค์! นะ…นี่…นี่คือบรรพชนยันต์กระบี่! เซียนอรหันต์ทองคำในพันธมิตรเซียน! อะ…อ๊ะ…ข้างๆ คือเซียนเสวียนหนี่ว์! เป็นผู้ก่อตั้งสำนักเสวียนหนี่ว์แห่งพันธมิตรเซียน!” ผู้ฝึกเซียนที่อยู่ที่นี่ต่างสมองตื้อตันอย่างสิ้นเชิง

        ยามนี้ ยอดฝีมือเซียนอรหันต์ทองคำทั้งสองท่านทอดมองผู้ฝึกเซียนด้านล่างที่มาเข้าร่วมพิธี ดวงตาเซียนเสวียนหนี่ว์ฉายแววอ่อนละมุน เม้มปากยิ้มแย้มให้กับผู้ที่อยู่ด้านล่าง เปี่ยมด้วยเสน่ห์ไม่มีที่สิ้นสุด

        เหล่าผู้ฝึกเซียนที่อยู่เบื้องล่าง ต่างมองดูเคลิบเคลิ้มใจลอย ในสายตานอกจากเซียนโฉมสะคราญท่านนี้แล้ว ดูเหมือนจะมองไม่เห็นอย่างอื่นอีก แม้แต่ลวี่เหลียงก็ยังจับจ้องอย่างหลงใหลไม่วางตา

        “เจ้าหนู ตื่นได้แล้ว!” ทันใดนั้น อาการปวดแปลบเล็กน้อยบังเกิดขึ้นในห้วงสมอง ลวี่เหลียงได้สติกลับมาในพริบตา ตามด้วยเสียงของเสี่ยวเฮยดังแว่วมา “พวกเจ้าถูกวิชาลวงตาของอีกฝ่ายเล่นงานแล้ว! คนผู้นี้ก็เหลือเกิน เป็นถึงเซียนอรหันต์ทองคำแล้วยังแกล้งเด็กแบบนี้อีก จริงสิ เจ้ารีบมองดูรอบๆ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ถูกวิชาลวงตาเล่นงาน พวกเขาต้องเป็นคู่แข่งที่ร้ายกาจของเจ้าในอนาคตแน่นอน!”

        ลวี่เหลียงหนาวสะท้าน รีบมองดูโดยรอบ ทันใดนั้นก็พบว่ามีสี่คนที่ไม่ได้รับผลกระทบ หนึ่งในนั้นเป็นชายสวมชุดสีดำ บนศีรษะสวมงอบไว้ ยามนี้ก้มหน้าก้มตาคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่

        อีกสามคนที่เหลือยืนอยู่ด้วยกัน ดูท่าทางคงรู้จักกัน คนที่อยู่ทางซ้ายเป็นหญิงสาวใบหน้าอมชมพู น่ารักดุจหยกใสบุปผางาม กำลังจับจ้องเซียนเสวียนหนี่ว์ด้วยสีหน้าประหลาดใจ ข้างกายนางคือคุณชายหล่อเหลาสวมชุดเขียว ถือพัดเล็กๆ กำลังยิ้มแย้มพลางกวาดตามองดูฝูงชน สบเข้ากับสายตาของลวี่เหลียงพอดี เขายังพยักหน้าแสดงความเป็นมิตรให้ สุดท้ายคือชายผิวดำแข็งแรงบึกบึน ยามนี้กำลังส่งยิ้มซื่อๆ ให้คุณชายชุดเขียว

        เวลานี้ บรรพชนยันต์กระบี่ย่นคิ้วเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็ส่ายหน้า ยิ้มเจื่อนๆ พลางกระแอมเบาๆ ‘แค่ก’ ครู่เดียว อักษร ‘แค่ก’ ก็ล่องลอยกลางท้องนภา เหล่าผู้ฝึกเซียนที่ถูกวิชาลวงตาเล่นงานตอนนี้ได้สติกลับคืนในพริบตา จากนั้นใบหน้าทุกคนต่างสับสนประหลาดใจ

        “ศิษย์น้อง ไม่เจอกันหลายปี เจ้ายังดื้อรั้นเหมือนเคย ไม่มีมาดของผู้ก่อตั้งสำนักเลยสักนิด” บรรพชนยันต์กระบี่แย้มยิ้มพลางจ้องมองเซียนเสวียนหนี่ว์

        “ศิษย์พี่ ข้าไม่แข็งกระด้างเหมือนท่านนะ! ข้าอิจฉานิดหน่อย ท่านดูสิ เบื้องล่างมีผู้คนมากมากแค่ไหน! เทียบกับตำหนักเซียนของท่านแล้ว สำนักของข้านั้นช่างกระจอกสิ้นดี!” เซียนเสวียนหนี่ว์จงใจทำหน้ามุ่ย ท่าทางเสียอกเสียใจ

         “เฮ้อ เจ้านี่นะ! ตอนนี้แม้มีคนมาก แต่ศิษย์ที่รับเข้ามาก็แค่ไม่กี่คน ไหนเลยจะเทียบความสามารถโดยรวมของสำนักเสวียนหนี่ว์ได้ ข้ายอมอยู่อันดับที่สองแล้วไม่ใช่หรือ! ความจริง หากกฎรับศิษย์เหล่านั้นของเจ้า…” บรรพชนยันต์กระบี่ส่ายหน้าพลางทอดถอนใจเฮือกหนึ่ง

        “ศิษย์พี่! ไม่ต้องพูดแล้ว! ข้าคำนวณดู มีเพียงวิธีนี้จึงจะหาร่องรอยของเขาพบ…” สีหน้ารื่นรมย์เซียนเสวียนหนี่ว์พลันแปรเปลี่ยนไป หน้าผากแฝงร่องรอยความขมขื่นที่ยากจะอธิบายได้

        “เฮ้อ เนิ่นนานขนาดนี้ เจ้ายัง…ช่างเถอะ เป็นศิษย์พี่เองที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง จริงสิ คราวนี้เจ้าพาศิษย์รักมาด้วย หมายความว่าอะไรกันแน่?” บรรพชนยันต์กระบี่รู้สึกถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

        เซียนเสวียนหนี่ว์ที่เหม่อลอยไปครู่ใหญ่พลันได้สติกลับมา ไม่ได้เอ่ยวาจาออกมา ได้แต่ถ่ายทอดเสียงว่า “ท่านก็รู้ อิ่งเอ๋อร์มีกายวิถีแห่งฟ้าเหมือนกับข้า เมื่อครึ่งเดือนก่อน จู่ๆ นางก็บอกข้า ท่ามกลางความมืดสลัว ดาวเนื้อคู่ของนางเคลื่อนไหวแล้ว! คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายว่านี่หมายถึงอะไร?”

        “เอ๋? น่าสนใจจริงๆ!” แววตาของบรรพชนยันต์กระบี่เป็นประกาย ถ่ายทอดเสียงตอบกลับไป

        “เพียงแต่ อิ่งเอ๋อร์บอกว่า รูปแบบตรีลักษณ์รางเลือน ไม่อาจคาดเดาเฉพาะเจาะจง แต่ดูจากสถานการณ์ คงอยู่ในพิธีรับศิษย์ของท่านแน่นอน ดังนั้นข้าจึงพานางมาด้วย ข้าต้องเพ่งพินิจให้ดี! เหล่าชายหนุ่มขั้นหลอมปราณที่อยู่เบื้องล่างนี้มีอะไรที่ฝืนลิขิตสวรรค์ซ่อนเร้นอยู่! ล่อลวงได้แม้แต่ศิษย์ข้าที่มีกายพิเศษแบบนี้!” เซียนเสวียนหนี่ว์ถ่ายทอดเสียงด้วยความชิงชัง จากนั้นยังเสริมอีกประโยคว่า “หากมีวันนั้นจริงๆ ศิษย์พี่ต้องมอบสินสอดทองหมั้นให้ข้า! อันที่จริงเสี่ยวเทียนก็ไม่เลวทีเดียว ถึงเวลาท่านรีบยกเลิกพันธะสัญญาแล้วค่อยมอบมันให้ข้าก็ได้!”

        “ศิษย์น้อง เจ้าต้องการเอาชีวิตของข้าหรือไง! เสี่ยวเทียนกับข้าเป็นเหมือนพี่น้องกัน ข้าจะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร! ช่างเถอะ หากมีวันนั้นจริง เจ้าไปที่หอเก็บสมบัติของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ เลือกสมบัติหนึ่งชิ้นได้ตามใจ อะไรก็ได้!” บรรพชนยันต์กระบี่จะแย้มยิ้มก็ไม่ใช่ร้องไห้ก็ไม่เชิง ได้แต่กัดฟันให้คำมั่นสัญญา

        “ศิษย์พี่ยังคงเอาเปรียบกันเช่นเคย! ความสำเร็จของศิษย์ข้าในอนาคตต้องเหนือกว่าข้าแน่นอน! เฮ้อ เป็นเจ้าหนูคนไหนกันนะ! จริงสิ รีบเริ่มกันเถอะ ให้ข้าได้ชมดูหน่อย!” เซียนเสวียนหนี่ว์เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น

        ในช่วงเวลานี้ลวี่เหลียงจ้องมองด้านบนอย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากแรงกดดันมหาศาลของเซียนนภาเหล่านั้นก็ไม่รู้สึกถึงอย่างอื่นอีก เพราะระดับของตนต่างกับพวกเขาราวฟ้ากับเหว!

        ทว่าสาวน้อยที่อยู่เยื้องด้านหลังเซียนเสวียนหนี่ว์คนนั้น กลับทำให้ลวี่เหลียงตกอยู่ในความลุ่มหลงอีกครา นางสวมชุดประจำสำนักสีแดง คิ้วดุจขนนกกระเต็น ผิวพรรณขาวราวกับหิมะ เอวบางอรชร สีหน้าสงบเยือกเย็น ดวงตาใสดุจน้ำบริสุทธิ์ งามจนไม่มีอะไรเทียบได้! คราวนี้ไม่ใช่วิชาลวงตา แต่ลวี่เหลียงยังคงตกอยู่ในภวังค์!

        ดูเหมือนจะรับรู้ได้ในใจ สาวน้อยชุดแดงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน สบเข้ากับสายตาที่จ้องมองอย่างซื่อๆ ของลวี่เหลียงพอดี! เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น นางรีบก้มหน้าลงอีกครา

        “ปะ…เป็นเขาหรือ? ไฉนท่าทางถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้? หรือว่าปฏิกิริยาของข้าจะผิดพลาดไป? อาจเป็นไปได้! ถึงอย่างไรกายวิถีแห่งฟ้าของข้าก็เพิ่งตื่นขึ้นไม่นาน ใช่ ต้องเป็นเช่นนี้แน่!” สาวน้อยชุดแดงขบคิดด้วยความกังวลใจ ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันความคิดของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่รู้ตัวว่า เซียนเสวียนหนี่ว์นั้นสังเกตเห็นแล้ว ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ไม่เอ่ยวาจาอะไร

        “จากนี้ จะเริ่มตรวจสอบรากจิตอย่างเป็นทางการ!” คนที่พูดคราวนี้เป็นบุรุษหนึ่งในแปดเซียนนภาที่มีร่างผอมสูงสวมเสื้อคลุมสีเขียว ลวี่เหลียงละความสนใจจากสาวน้อยชุดแดงในทันที “เสี่ยวเฮย เจ้าว่าข้าจะถูกจับได้ไหม?” สุดท้าย ลวี่เหลียงก็ยังคงไม่มั่นใจนัก ถึงอย่างไรตั้งแต่เล็กจนโต ท่านพ่อสอนว่าต้องซื่อสัตย์รักษาคำพูด แต่การกระทำในตอนนี้ตรงกันข้ามอย่างชัดเจน

        “เอ๋?” ลวี่เหลียงพบว่า เสี่ยวเฮยไม่พูดไม่จากับเขาตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว ปฏิกิริยาในจิตวิญญาณดูเหมือนกำลังสื่อสารกับใครบางคนอยู่ ถึงกับไม่รับฟังสิ่งที่เขาพูดสักนิด ได้ จะล่อหรือม้า ก็วัดกันให้รู้ไปเลย!

        สิ้นเสียงของเซียนร่างผอมสูง จู่ๆ จุดแสงสว่างนับไม่ถ้วนก็ร่วงหล่นมาจากฟากฟ้า สุดท้ายตกอยู่เบื้องหน้าของผู้ฝึกเซียนที่เข้าร่วมพิธีทุกคน กลายเป็นแผ่นป้ายไม้ที่เขียนตัวเลขกำกับ ลวี่เหลียงจ้องมองอย่างชัดเจน หมายเลขของเขาคือหกหกหก!

        “นี่คือแผ่นป้ายหมายเลขของพวกเจ้าทุกคน ตั้งแต่นี้ไป พวกเจ้าต้องเก็บรักษาให้ดี! อีกสักครู่พวกเจ้าต้องเรียงลำดับตามหมายเลข รวมกลุ่มห้าสิบคนเรียงแถวเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เข้ามาตรวจสอบตามลำดับ ขณะเดียวกัน แผ่นป้ายไม้นี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทดสอบในขั้นตอนที่สองของพวกเจ้า” เซียนร่างผอมสูงกล่าวต่อเนื่อง “ในหมู่พวกเจ้าคงมีไม่น้อยที่ซื้อตำราลับการทดสอบเข้าสำนักของหอเทียนสุ่ย เสียใจจริงๆ ที่ต้องบอกพวกเจ้าว่า กฎการทดสอบปีนี้เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนๆ มาก ต่อไปนี้ ข้าจะเริ่มประกาศกฎการตรวจสอบรากจิต”

        “เอ๋? เปลี่ยนแปลง?”

        “อ๊า ข้าใช้หินธาตุแปดร้อยก้อนเชียวนะ!” เสียงจอแจดังขึ้นจากเบื้องล่าง

        “เงียบ!” บังเกิดเป็นแรงคุกคามขุมหนึ่งที่ใหญ่กว่าตอนแรก มีหลายคนที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ล้มลงอีกครา สถานที่ทดสอบพลันเงียบกริบในทันที เห็นเพียงเงาร่างสีเหลืองกลุ่มหนึ่งเหาะเหินออกมาจากทางตำหนักเซียน หิ้วคนที่ล้มลงออกไปเช่นเคย

        ผู้ฝึกเซียนเข้าร่วมตรวจสอบที่เหลือ ไม่กล้าแม้แต่จะสูดหายใจแรงๆ กลัวว่าเหล่ายอดฝีมือด้านบนจะลงมืออีกครั้ง

        “การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่ลูบแผ่นศิลาอีกแล้ว แต่จะเชิญอสูรหยั่งฟ้า หนึ่งในสิบสัตว์เทพแห่งความโกลาหลมาตรวจสอบ พลังความสามารถของอสูรหยั่งฟ้าคือวิชามองทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าเจ้าจะมีตบะอะไร เผ่าพันธุ์ใด ร่างกายและรากจิตระดับใด เมื่ออยู่ต่อหน้ามันก็ไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นได้ เงื่อนไขการตรวจสอบเหมือนปีก่อนๆ ต้องอยู่ในขั้นหลอมปราณจึงจะเข้าร่วมได้!” เซียนร่างผอมสูงกล่าวถึงตรงนี้ พลางกวาดตามองผู้คนที่อยู่ด้านล่างหนึ่งครา “ดังนั้น หากมีใครคิดฉกฉวยโอกาสตอนนี้ จงก้าวออกมาแล้วไปจากที่นี่ พวกเราจะไม่เอาผิด! ถ้าหากถูกอสูรหยั่งฟ้าค้นพบอย่าหาว่าข้าลงมือไร้ปราณี! สถานเบาคือทำลายตบะทั้งหมด สถานหนักมีอันตรายถึงชีวิต พวกเจ้าต้องใคร่ครวญให้ดี!”

        ลวี่เหลียงตะลึงไปชั่วขณะ! หากลูบแผ่นศิลา เขายังเชื่อมั่นว่าพอควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นสัตว์เทพแห่งความโกลาหล…เขาไม่กล้าคิด! นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว! หากถูกทำลายตบะ หรือแม้กระทั่งต้องทิ้งชีวิตเพราะเรื่องแบบนี้ นั่นเป็นการสูญเสียที่มากมายเกินไป! ลวี่เหลียงยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ไม่มีทางยอมให้ตัวเองตายในที่ที่ไร้ค่าแบบนี้แน่นอน!

        เป็นไปตามคาด พอเซียนร่างผอมสูงกล่าวจบ ก็มีผู้ฝึกเซียนเริ่มทยอยเดินถอยออกไป เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของสัตว์เทพแห่งความโกลาหลนั้นโด่งดังเป็นอย่างยิ่ง! ไม่มีใครคิดว่า ตำหนักเซียนยันต์กระบี่จะล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้!

        ลวี่เหลียงพลันคิดได้ ช่างเถอะ ถอยออกไปเสีย อย่าเสี่ยงชีวิตเลย ใต้หล้ายังมีสำนักอื่นที่เหมาะกับตัวเอง ค่อยๆ หาดีกว่า! ขณะที่เขาคิดจะเดินถอยออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ เสี่ยวเฮยที่ไม่สนใจเขามาตลอดก็เอ่ยปากขึ้นว่า “เสี่ยวเหลียง ช้าก่อน!”

        “เอ๋? เสี่ยวเฮย เจ้าไม่ได้ยินหรือ? นั่นคืออสูรหยั่งฟ้า หนึ่งในสัตว์เทพแห่งความโกลาหล! ผู้บำเพ็ญเพียรตัวเล็กๆ อย่างข้า คาดว่าคงไม่พอให้ติดอยู่ในซอกฟันของเขา!” ลวี่เหลียงอับจนหนทาง

        “ไม่เป็นไร ฟังข้า นั่นคือน้องห้าของข้า! ข้าสื่อสารกับเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครผ่านการตรวจสอบได้สบายไปกว่าเจ้าอีกแล้ว!” น้ำเสียงของเสี่ยวเฮยเชื่อมั่นและเปี่ยมด้วยการหยอกล้อดังขึ้นในสมองของลวี่เหลียง

        “อ้อ ใช่แล้ว!” สบายใจ! สบายใจมาก! ทันใดนั้นลวี่เหลียงรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้ากว้างใหญ่และราบเรียบ ความกังวลใจไม่เพียงหมดสิ้นไป เขาเริ่มสนใจมองดูท่าทีของคนอื่นๆ “เอ่อ จริงสิ เจ้าว่าเซียนนภาด้านบนเหล่านั้นจะดูออกไหม?”

        “ฮึ ตัวข้าก็คือผู้ชำนาญในเขตแดน ขอเพียงข้าต้องการ พวกเขาจะมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น! นอกจากพวกเขาจะค้นหาจิตวิญญาณของเจ้า” คำพูดของเสี่ยวเฮยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ

         “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว! ถ้ายังมีคนที่ไม่สมควรอยู่ที่นี่อีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจล่ะ!” เซียนร่างผอมสูงสะบัดมือคราหนึ่ง บังเกิดม่านแสงสาดส่องลงมายังลานกว้าง ปกคลุมเหล่าผู้ฝึกเซียนที่เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ “อีกอย่าง หากตรวจพบกายพิเศษ ก็ไปยืนข้างหลังกลุ่มศิษย์ตำหนักเซียนได้เลย ไม่ต้องเข้าร่วมการสดสอบอย่างที่สอง เป็นศิษย์ตำหนักเซียนได้โดยตรง ถัดไป หมายเลขห้าสิบคนแรกขึ้นมาได้!”

        เริ่มการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ! ยามนี้ เห็นเพียงเหนือศีรษะของบรรพชนยันต์กระบี่ จู่ๆ ก็มีเงาร่างเล็กๆ สีเงินโผล่ออกมา มันคือสัตว์เทพร่างอาชาเขาเดียวตัวหนึ่ง มันค่อยๆ เหาะลงมาด้านหน้า พลางพยักหน้าให้กับเซียนร่างผอมสูง

         เห็นเพียงเขาบนหัวของอสูรหยั่งฟ้า บังเกิดแสงสว่างเจิดจ้าวาบผ่าน จากนั้นผู้ถูกตรวจสอบเบื้องหน้าเขาก็ถูกวงแหวนแสงประหลาดห่อหุ้ม ทันใดนั้นตบะและลมปราณของทุกคนล้วนทะลักออกมาโดยไม่อาจเก็บรักษาไว้ได้

        “ร้ายกาจ! หมายเลขสาม หมายเลขแปด หมายเลขยี่สิบหกอยู่ขั้นสร้างฐานช่วงต้น! เอ่อ หมายเลขสามสิบห้าเป็นเผ่ามาร?” ลวี่เหลียงรับรู้ถึงลมปราณของทั้งห้าสิบคนได้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก คนอื่นๆ รอบตัวต่างจ้องมองด้านบนพลางครุ่นคิด

        ในเวลาเดียวกันนี้เอง เซียนร่างผอมสูงเบิกตากว้าง ผู้ทดสอบที่ฝ่าฝืนกฎทั้งสี่ ล้วนกระเด็นลอยไกลออกไป ตกอยู่ภายนอกม่านแสง มีเพียงคนเดียวที่กระอักเลือดฝืนยันกายลุกขึ้นยืนได้ ที่เหลือสามคนนอนแน่นิ่งไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)