0 Views

        “ท่านพ่อต้องการช่วยพวกเรา แต่สายเกินไปแล้ว ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ จึงคิดหาวิธีอื่น นั่นคือในชั่วพริบตาที่พวกเราถูกส่งต่อออกมา จึงเคลื่อนย้ายพวกเราไปยังสุสานบรรพชนสกุลลวี่”

        “ตอนนั้นข้าแปลกใจมาก เพราะถึงแม้ท่านพ่อจะเป็นเซียนนภา แต่ไม่ชำนาญพลังกฎแห่งมิติ ผู้ที่พาเราเคลื่อนย้ายไปไกลขนาดนี้ได้ในชั่วพริบตา ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือในวิถีกฎแห่งมิติแน่นอน!”

        “ท่านพ่อบอกข้าว่าผู้ที่ช่วยพวกเราคือหญิงชราเมื่อครู่นี้ รวมทั้งมุกที่ใช้เก็บซากวิญญาณเสี่ยวเยว่ก็เป็นนางที่มอบให้ ว่ากันว่าเป็นของล้ำค่าของเผ่ามารที่ใช้หล่อเลี้ยงจิตมาร ‘มุกแสงมาร’”

        “สำหรับยอดฝีมือผู้อาวุโสท่านนี้ ข้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งใจ จึงถามท่านพ่อเกี่ยวกับข้อมูลของนาง ท่านพ่อบอกเพียงว่า ยอดฝีมือท่านนี้ไม่ใช่คนในเขตแดนนี้ ส่วนอื่นๆ เขาปฏิเสธที่จะพูดถึง”

        “ยอดฝีมือท่านนี้ยังทิ้งของล้ำค่าผนึกมารไว้ให้ชิ้นหนึ่ง นั่นคือตราประทับมารทมิฬ รวมทั้งวิชาลับในการผนึกจิตมารอย่างไรที่ไม่ทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เพื่อสลัดพ้นจากการไล่ล่าของพรรคเทพโลหิต และเพื่อบรรลุความปรารถนาสุดท้ายของเสี่ยวเยว่ ข้ากับท่านพ่อตัดสินใจผนึกจิตมารของเจ้า ให้เจ้ากลายเป็นมนุษย์ธรรมดา ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างแท้จริง”

        “ท่านพ่อมองดูเจ้าด้วยความเมตตา จากนั้นก็ประทับตราประทับมารทมิฬลงในสมองของเจ้าเบาๆ ต่อมาห้าร้อยปีเต็ม ท่านพ่อใช้วิชาลับที่ยอดฝีมือท่านนั้นทิ้งไว้ให้ ผนึกจิตมารของเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ เจ้าในตอนนั้นเหมือนกับทารกมนุษย์ธรรมดาทั่วไป”

        “เมื่อทำทุกอย่างนี้จนเสร็จสิ้น ข้าก็สมควรไปจากแคว้นซื่อสุ่ย ไปจากสกุลลวี่เสียที ด้วยความช่วยเหลือของท่านพ่อ ข้าพาเจ้ากลับไปยังเมืองเล็กๆ บนขอบเขตอาณาจักรอู่ฟางที่เสี่ยวเยว่เคยอาศัยอยู่ ซึ่งเวลานี้ ที่ที่เสี่ยวเยว่เคยอยู่ มีหมู่บ้านใหม่ถูกสร้างขึ้น นั่นคือหมู่บ้านซื่อจี้”

        “ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงพาเจ้าตั้งถิ่นฐานอยู่ที่หมู่บ้านซื่อจี้ ข้ากลายเป็นครูสอนหนังสือของโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน มองดูเจ้าค่อยๆ เติบโตช้าๆ เหมือนเด็กทั่วไป ข้ารู้ว่าเสี่ยวเยว่ต้องดีใจมากแน่ๆ”

        “จากนั้นตอนที่เจ้าอายุได้สามขวบ ข้าต้องแปลกใจที่พบว่า เจ้าฝันถึงฉากในขณะที่พวกเราอยู่ในมิติส่งต่อ! ตอนนั้นข้าหวาดกลัว กลัวว่าจิตมารของเจ้ากำลังจะตื่นขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ผลลัพธ์คงเลวร้ายจนไม่กล้าคิด ในคืนนั้นข้าจึงใช้วิชาลับ เสริมพลังของผนึกให้มั่นคงใหม่อีกครั้ง โชคดีที่หลังจากนั้นมา เจ้ากลายเป็นเด็กธรรมดาทั่วไปอย่างสมบูรณ์ ข้าก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง”

        “ตอนที่เจ้าเจ็ดขวบ วันหนึ่งหลังจากที่เจ้ากลับถึงบ้าน ก็ยืนยันหนักแน่นว่าต้องการไปฝึกเซียน ตอนนั้นจู่ๆ ความหวาดกลัวที่ยากจะอธิบายผุดขึ้นในหัวใจข้า ชั่วขณะนั้นข้านึกถึงวันที่ถูกไล่ล่าสังหาร นึกถึงการจากลากับเสี่ยวเยว่ชั่วนิรันดร์ ข้ากลัว! ข้ากลัวว่าสุดท้ายเจ้าจะเดินบนเส้นทางที่ดูเหมือนสวยงาม แต่ความจริงกลับเป็นทางตันที่ไม่อาจหวนกลับคืน!”

        “เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าตีเจ้าอย่างรุนแรง! เจ้ารู้ไหมว่าตอนนั้นข้าปวดใจเพียงใด! หนึ่งเดือนเต็ม ข้าไม่กล้าพบหน้ากับวิญญาณของเสี่ยวเยว่ ข้าละอายใจนัก!”

        “หลังจากนั้นแม้เจ้าจะไม่พูดถึงเรื่องฝึกเซียนอีก แต่ในใจข้าเหมือนมีอะไรบางอย่างคอยปิดกั้น รู้สึกอึดอัดอยู่เสมอ ข้ารู้ว่าภายในก้นบึ้งหัวใจข้ายังคงไม่ยินยอม ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราสามคนจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน! ข้าอยากพาเจ้ากลับสกุลลวี่ได้อย่างสง่าผ่าเผย ให้เหล่าผู้อาวุโสได้เห็นหน้าค่าตาเจ้า!”

        “แต่ไม่มีเรื่องใดที่สำคัญไปกว่าการที่เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข มองดูเจ้าเติบโตขึ้นทุกวัน ข้าจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะให้เจ้ามีชีวิตเหมือนอย่างคนธรรมดาบนโลกใบนี้”

        กล่าวจบลวี่ลี่เหรินน้ำตาไหลนองหน้า ริมฝีปากลวี่เหลียงสั่นระริก ทว่ากลับไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมา ผ่านไปครู่ใหญ่ ลวี่เหลียงซุกมุกแสงมารเข้าไปในอกอย่างทะนุถนอม จากนั้นคุกเข่าโขกศีรษะด้วยความเคารพยิ่งแก่บิดาสามครั้ง

        “ท่านพ่อ! ข้าตัดสินใจแล้ว! ข้าจะไปจากที่นี่ กราบเข้าสำนักที่ไม่ด้อยกว่าพรรคเทพโลหิต รอให้ความสามารถของข้าแข็งแกร่งพอ ข้าจะให้ครอบครัวเราได้กลับสกุลลวี่ที่ซื่อสุ่ยอย่างมีเกียรติ!” ดวงตาลวี่เหลียงฉายแววเป็นประกาย “ท่านพ่อโปรดอนุญาตให้ข้าพาท่านแม่ร่วมทางไปด้วย ข้าเสียเวลาไปห้าร้อยปี ดังนั้นวันเวลาที่เหลือ ข้าอยากอยู่กับท่านแม่ให้มากขึ้น นอกจากนี้สิบปีให้หลัง อย่างน้อยข้าต้องทำให้วิญญาณของท่านแม่รวมกันได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง!”

        “อะไรนะ! ที่เจ้าพูด ปะ เป็นความจริงหรือ?!” ลวี่ลี่เหรินตกตะลึง “ตามที่ท่านปู่ของเจ้าบอก ในตอนนั้นทั้งสามแดนมีวิธีหล่อเลี้ยงวิญญาณมากมาย แต่การฟื้นฟูวิญญาณได้อย่างแท้จริงมีเพียงไม้ฟื้นวิญญาณ ซึ่งเป็นของล้ำค่าแห่งสวรรค์และปฐพีเท่านั้น! แต่ทั้งหมดล้วนเป็นสมบัติลับของสำนักใหญ่! ระ หรือว่า…” เขารู้ว่าบุตรชายได้พบกับโอกาสอันยิ่งใหญ่ แต่ไม่คาดคิดว่าจะยิ่งใหญ่เสียจนใกล้เคียงกับไม้ฟื้นวิญญาณ

        “ท่านพ่อ ข้าบอกได้เพียงว่า ทุกอย่างต้องรออีกสิบปีจึงจะเห็นผล ดังนั้นท่านโปรดอนุญาตให้ข้าพาท่านแม่ไปด้วย ข้าไม่มีทางขาดสติไปแคว้นซื่อสุ่ยหาเรื่องใส่ตัว ข้าในตอนนี้ต้องการเพียงแค่เพิ่มความสามารถให้สูงขึ้นเท่านั้น!” น้ำเสียงของลวี่เหลียงแผ่วเบา ทว่าแน่วแน่มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง

        ในเวลานี้ ลวี่ลี่เหรินรู้สึกโล่งใจในบัดดล เจ้าหนูที่รู้จักแต่สร้างปัญหาหาคนนั้น เติบใหญ่แล้วจริงๆ! ความไม่ยินยอมในใจตนเอง ดูเหมือนจะกลายเป็นความคาดหวังอย่างหนึ่ง ใช่แล้ว คำพูดของลวี่เหลียงทำให้หัวใจที่หลับใหลของเขาค่อยๆ ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

        ครู่ใหญ่ ลวี่ลี่เหรินพยักหน้า พลางเดินเข้าไปตบไหล่ลวี่เหลียง กล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า “ดี! ไปเถอะ! ในตัวเจ้ามีสายเลือดสกุลลวี่ หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งแคว้นซื่อสุ่ย และมีสายเลือดเสวียนหลี ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งในแดนมาร! ย่อมเป็นบุรุษที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มาแต่กำเนิด!” ทันใดนั้น ลวี่ลี่เหรินหันกาย พลางหยิบกล่องยาวๆ กล่องหนึ่งที่อยู่ด้านบนสุดของชั้นวางหนังสือลงมา

        “เดิมทีข้าคิดว่าของเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อชีวิตข้า แต่ดูจากเวลานี้มอบให้เจ้าใช้น่าจะเหมาะสมที่สุด” ลวี่ลี่เหรินพูดไปพลาง เปิดกล่องไปพลาง ด้านในมีของสามชิ้น เป็นห่อผ้าเล็กๆ ม้วนหนังสือและแส้

        ลวี่ลี่เหรินหยิบแส้ขึ้นมาลูบเบาๆ ใบหน้าเผยความรู้สึกคิดถึงเรื่องราวในอดีต จากนั้นเขาก็ยื่นแส้ให้ลวี่เหลียง “เหลียงเอ๋อร์ นี่คือมรดกตกทอดคุณภาพขั้นเซียนของสกุลลวี่ ‘แส้ตีเทพ’ โจมตีวิญญาณศัตรูได้โดยตรง ตามที่ท่านปู่ของเจ้าบอกไว้ หากวิญญาณแข็งแกร่งถึงขั้นเซียนนภา ถึงขนาดดึงวิญญาณของศัตรูออกจากร่างได้! ตอนนี้ข้ามอบมันให้เจ้า หวังว่าจะมีประโยชน์กับเจ้าในอนาคต”

        “ม้วนหนังสือเล่มนี้ คือแผนที่รวมทั้งการแนะนำกลุ่มอำนาจหลักของอาณาจักรอู่ฟางโดยสังเขป เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับเจ้าในตอนนี้ ในห่อผ้าเล็กๆ นี้มีหินธาตุคุณภาพกลางร้อยก้อน ท่านปู่เจ้ายัดเยียดให้ข้าตอนข้าพาเจ้าออกจากสกุลลวี่ ของเหล่านี้อยู่กับข้าก็ไม่มีประโยชน์อันใด เจ้าเอาไปทั้งหมดเลยเถอะ!” ลวี่ลี่เหรินมองดูลวี่เหลียงที่สูงเท่าเขาด้วยความรัก ภายในใจเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ ‘เสี่ยวเยว่เห็นหรือยัง? ลูกชายของเราเติบใหญ่แล้วจริงๆ!’

        ลวี่เหลียงรับของเหล่านี้มาด้วยความตื่นเต้น ภายในใจเต้นรัวดุจคลื่นโหมซัดสาด! ประจวบเหมาะราวกับว่าอยากนอนหลับก็เจอหมอนหนุน! ของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขาในยามนี้ โดยเฉพาะม้วนหนังสือเล่มนั้น คาดว่าข้อมูลอ้างอิงของสำนักที่ตนต้องการเข้าก็อยู่ในนั้นเช่นกัน

        ทันใดนั้น ปัญหาหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นในใจลวี่เหลียง ทำให้หัวใจเขาสั่นสะท้านอย่างไม่มีเหตุผล อายุขัยของท่านพ่อยังเหลืออีกเท่าไร? จะรอจนกว่าข้าจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นได้ไหม?

        “ท่านพ่อ ความจริงข้ากลับมาครั้งนี้ไม่ได้รีบร้อนจากไปนัก ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้พบหน้าท่านมาหลายปี ข้าอยากอยู่บ้านอีกสักพัก” ลวี่เหลียงเกาศีรษะด้วยความเคอะเขิน ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงคิดหาข้ออ้างไร้เหตุผลเช่นนี้ออกมาได้

        “เด็กโง่! เจ้าคิดอะไรอยู่ทำไมข้าจะไม่รู้? วางใจเถอะ ไม่ว่าอย่างไรตอนท่านปู่ของเจ้าลงมือ พ่อของเจ้ายังอยู่ในขั้นผันแปรช่วงต้น ท่านปู่ได้คิดคำนวณไว้แล้ว อายุขัยของข้าไม่ได้สูญเสียไปมากนัก หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันให้อยู่อีกหลายหมื่นปีก็ไม่มีปัญหา” ลวี่ลี่เหรินหัวเราะร่า “ไปเถอะ! ไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ! เจ้าแค่จดจำไว้ว่า ต่อไปหากอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยหรือได้รับบาดเจ็บก็กลับมาที่นี่ ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ข้ากับแม่เจ้าก็พอใจมากแล้ว”

        สามวันหลังจากนี้ ลวี่เหลียงยังคงดึงดันอยู่เป็นเพื่อนบิดา ช่วงเวลาที่ลวี่เหลียงหายตัวไปก่อนหน้านี้ ลวี่ลี่เหรินบอกกับคนอื่นๆ ว่า เขาไปบ้านญาติที่อยู่ห่างไกล หลายวันนี้มีคนแวะเวียนมาพบเห็นลวี่เหลียง ต่างก็คิดว่าเขากลับมาจากบ้านญาติแล้ว

        สามวันผ่านพ้นไป ลวี่เหลียงกล่าวอำลาท่านพ่อ เตรียมตัวออกเดินทางท่องโลกภายนอก แต่ก่อนอื่นลวี่เหลียงยังต้องไปสถานที่แห่งหนึ่ง นั่นคือวัดเหล่าจวินที่อยู่หลังเขาของหมู่บ้าน ที่นั่นเขาอยากเจอสหายเก่าคนหนึ่ง

        ภายในวัดเหล่าจวิน ลวี่เหลียงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน กวาดสายตามองไปทั่ว ทั้งหมดของที่นี่ล้วนคงเดิมดังเช่นก่อนที่เขาจากไป

        หนึ่งชั่วยามต่อมา จิตของลวี่เหลียงตรวจสอบได้ว่ามีปราณที่อ่อนแอสายหนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ ขณะเดียวกันเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบาพลันดังแว่วมาจากนอกประตูวัด ลวี่เหลียงหมุนตัวกลับไป เห็นเพียงลิงน้อยตัวหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา มันเพิ่งเคยเห็นลวี่เหลียงเป็นครั้งแรก มันหยุดฝีเท้าลงด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย พลางดึงแถบผ้าสีเทาสายหนึ่งออกมาจากด้านหลังในทันที

        “ฮ่าๆ สหายเก่า ที่แท้เป็นเจ้าเองหรือ? เอ๋ ไม่เจอกันห้าปี ไฉนข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กลงกว่าแต่ก่อนล่ะ? อืม ดูเหมือนลมปราณก็ไม่เหมือนเดิม…” ขณะที่ลวี่เหลียงยังคงประหลาดใจอยู่นั้น ดวงตาลิงน้อยพลันเป็นประกาย จากนั้นก็ไม่สนใจลวี่เหลียงอีก มันร้อง “เจี๊ยกๆๆ” แล้ววิ่งหนีไป

        ลวี่เหลียงที่กำลังงุนงงดูเหมือนจะเข้าใจในบัดดล ยามนี้จิตของเขารู้สึกถึงลมปราณที่อ่อนแอหกสายกำลังวิ่งตรงดิ่งมาทางนี้ หนึ่งในนั้นเป็นลมปราณที่ลวี่เหลียงคุ้นเคย

        ชั่วพริบตาเดียว ลิงตัวโตสองตัวเล็กอีกสี่ ทั้งหกตัวสูงต่ำไม่เท่ากัน ต่างวิ่งตรงเข้ามาในวัด ลิงตัวโตที่แข็งแรงที่สุดพอเห็นลวี่เหลียงก็พุ่งตรงไปเกาะบนไหล่ของลวี่เหลียงด้วยความตื่นเต้นดีใจ พลางขยี้เส้นผมของเขาไม่หยุด ลิงน้อยในตอนนั้นมักจะล้อเล่นกับลวี่เหลียงเช่นนี้หลังจากที่ได้เจอหน้ากันเสมอ

        “เยี่ยมมาก! เจ้ามีครอบครัวแล้ว! ทั้งยังมีลูกอีกสี่ตัว! ยินดีด้วย!” ลวี่เหลียงจับจูงมือลิงตัวโตอย่างดีอกดีใจ อวยพรพวกเขาจากหัวใจ ลิงห้าตัวที่เหลือพลันโอบล้อมเข้ามา จ้องมองลวี่เหลียงด้วยความตื่นเต้นระคนประหลาดใจ

        หลังจากหยอกล้อกันครู่หนึ่ง ลวี่เหลียงก็ปล่อยลิงตัวโตลง ตบไหล่ของมันไปพลางหัวเราะไปพลาง กล่าวว่า “สหายรัก ข้ามาคราวนี้เพื่อกล่าวอำลาเจ้า ข้าต้องออกเดินทางไปไกลแสนไกล คงอีกนานกว่าจะได้กลับมา ก่อนไปข้าอยากเจอเจ้า หนึ่งเพื่อย้อนวันวาน สองเพื่อขอบใจเจ้าที่นำพาข้ามายังสถานที่แห่งโอกาสนี้ ตอนนี้ข้าขอมอบโอกาสให้เจ้าบ้าง ถ้าหากเจ้าคว้าไว้ได้ วันหน้าเรายังมีโอกาสได้พานพบกันอีก!”

        กล่าวจบ เบื้องหน้าลวี่เหลียงพลันปรากฏยาเม็ดสิบสองเม็ด แบ่งเป็นสองข้างด้านซ้ายและด้านขวา ลวี่เหลียงวางยาเม็ดเหล่านี้ใส่ลงในมือทั้งสองของลิงตัวโต กล่าวเอื่อยๆ ว่า “ในมือซ้ายของเจ้าเป็นยายืดอายุขัยหกเม็ด กินหนึ่งเม็ดจะยืดอายุได้ร้อยปี ส่วนในมือขวาของเจ้าเป็นยาสรรพชีวิตหกเม็ด กินหนึ่งเม็ดจะบังเกิดรากจิตขึ้น พวกเจ้าทุกตัวกินไปหนึ่งเม็ด หลังจากนี้จะเลือกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าเองแล้ว”

        จบคำ ลวี่เหลียงโบกมือลาครอบครัวสหาย พลันหายวับไปจากที่นั่น ลิงตัวโตตะลึงงัน ทว่าก็เข้าใจในทันที มันโบกไม้โบกมือไปทางที่ที่มีแต่ความว่างเปล่า จากนั้นก็พาครอบครัวตัวเองจากไป

        ……………………

        ประมาณหมื่นปีต่อมา ภายในเขตวิหคแดง หนึ่งในสี่เขตใหญ่ในแดนอสูร ระหว่างทิวเขาแห่งหนึ่ง ได้ถือกำเนิดเซียนอสูรฝีมือร้ายกาจขึ้น ต่อมามันได้บุกเบิกสร้างหมู่บ้านเผ่าพันธุ์อสูรขนาดใหญ่ขึ้นมา

        สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้คือ บนลานกว้างกลางหมู่บ้านแห่งนี้มีรูปปั้นเผ่ามนุษย์ตั้งตระหง่านอยู่ เมื่อใดก็ตามที่อสูรเดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ ต่างพากันคารวะด้วยความเคารพ

        ยอดฝีมือเซียนอสูรท่านนี้ ทุกครั้งที่กลับมาจากข้างนอก ก็มักจะนั่งเหม่อลอยเงียบๆ ด้านหน้ารูปปั้น สายตาจับจ้องไปที่แถบผ้าสีเทาสายหนึ่งบนขาขวาของรูปปั้นที่พลิ้วไหวตามสายลม

        ……………………

        อดีตมีวาสนาได้เป็นสหาย อนาคตต่างประสบความสำเร็จ ก้าวสู่เส้นทางเซียนและอสูร เฝ้าอธิษฐาน ขอพานพบสหายเก่าอีกคราจากหัวใจ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)