0 Views

        “แต่เสี่ยวเยว่ยังคงใช้วิชาลับต่อไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งการส่งต่อเริ่มต้นขึ้น นางกับลวี่ลี่เหรินที่อุ้มเจ้าก็หายวับไปจากที่เดิม เวลาต่อมา พวกเราโผล่ที่เมืองชิงหลัว ทว่าวินาทีที่พวกเรากำลังปรากฏตัวนั้น จู่ๆ พวกเจ้าทั้งครอบครัวพลันหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตาข้า ตอนนั้นข้ารู้สึกว่าคงเป็นพลังของกฎแห่งมิติที่แข็งแกร่งขุมหนึ่งพาตัวพวกเจ้าไป”

        “พันธะสัญญาชีวิตของข้ากับเสี่ยวเยว่ไม่บังเกิดผลตั้งแต่ตอนนั้น ข้ารู้ดีว่าจิตมารของนางได้แตกสลายไป ไม่เพียงพอที่จะรักษาพันธะสัญญาได้อีก เช่นเดียวกับเฟยอู่ในตอนนั้น กระทั่งถึงยามนี้ ข้าก็รู้สึกได้ถึงลมปราณของนางคล้ายมีคล้ายไม่มี ถ้าหากข้าเดาไม่ผิด นางคงเหลือซากวิญญาณอย่างน้อยหนึ่งสายอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

        “ในขณะที่ข้ากำลังสับสน ก็รู้สึกถึงลมปราณลึกลับขุมหนึ่งอย่างฉับพลัน แม้ลมปราณนี้จะอ่อนแอมาก แต่ข้ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า มีลมปราณสายเลือดตระกูลเสวียนหลีผสมอยู่ อีกทั้งข้ายังคุ้นเคยดี นั่นเป็นลมปราณของเฟยอู่”

        “ไม่นานนัก ในดินแดนเศษหินรกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ ข้าพบที่มาของลมปราณ ที่นั่นมีมิติอิสระแห่งหนึ่งที่ซ่อนเร้นไว้อย่างลึกล้ำ คนอื่นอาจไม่พบเห็น ถึงค้นพบก็เข้าไปไม่ได้ เพราะด้านบนยังมีผนึกอันแข็งแกร่ง แต่สำหรับข้า อสูรเงา ขอเพียงข้าต้องการ แม้เป็นค่ายผนึกเขตแดนของแดนสวรรค์ ข้าก็ข้ามผ่านไปได้สบายๆ ข้าจึงไม่ลังเลมุ่งหน้าเข้าไปในทันที”

        “ความจริงที่นี่คือแดนเสมือนเทพที่ปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งสร้างขึ้น วินาทีที่เข้าไป ข้ารู้สึกถึงลมปราณของเฟยอู่ จากนั้นข้าก็อาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด จนกระทั่งห้าร้อยปีต่อมา เจ้าเข้ามาที่นี่ ชั่วขณะที่เจ้าระเบิดปราณมารออกมา ข้าก็จำได้ว่า เจ้าคือทารกน้อยในตอนนั้น”

           ลวี่เหลียงดวงตาแดงก่ำ พรรคเทพโลหิตสมควรตาย! ที่ใดที่มีเงาของพวกเจ้า! ฆาตกรที่ฆ่าแม่ข้า! ข้าไม่มีทางปล่อยมันไป!

        “สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากมิติส่งต่อ รวมถึงที่มาของตราประทับมารทมิฬในห้วงสมองของเจ้า ถ้าต้องการรู้อย่างละเอียด คำตอบของปริศนาอยู่ที่บิดาของเจ้า!”

        “ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าอยากไปถามไถ่บิดาให้เข้าใจจนแทบทนไม่ไหว เจ้าเป็นเด็กตระกูลเสวียนหลี ข้าในฐานะที่เป็นผู้อาวุโส ขอมอบของขวัญพบหน้าให้เจ้าสองชิ้น อันที่จริงก็เป็นของที่เมิ่งเต้าทิ้งไว้ ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด มิสู้มอบให้เจ้าเพิ่มความสามารถให้แกร่งขึ้น” เสวียนหลีเฟยอู่ที่นั่งบนเก้าอี้ด้านขวาโบกมือหนึ่งครา ของวิเศษแผ่ลมปราณรุนแรงสองชิ้นพลันปรากฏท่ามกลางความว่างเปล่า ชิ้นหนึ่งเป็นหน้ากากผีดำทะมึน อีกชิ้นเป็นปีกที่เปล่งแสงสายฟ้าเป็นริ้วๆ “หน้ากากเศียรมารเป็นของวิเศษขั้นเซียน ทำให้ความสามารถของผู้ใช้เพิ่มขึ้นสามระดับในเวลาสั้นๆ ถ้าหากตอนนี้เจ้าอยู่ในขั้นสร้างฐานช่วงต้น เมื่อใช้จะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นสร้างฐานช่วงสมบูรณ์ได้ในพริบตา เวลาเพิ่มขั้นนานประมาณหนึ่งก้านธูป อีกทั้งภายในห้าชั่วยามจะใช้ได้แค่ครั้งเดียว อีกชิ้นเป็นปีกมารสายฟ้าสมบัติมารชั้นเซียน ประโยชน์หลักๆ คือเพิ่มความเร็วในการหลบหนี และยังปล่อยการโจมตีอสนีบาตมารอานุภาพเท่ากับมารเทพออกมาได้ การโจมตีนี้ทุกสิบสองชั่วยามจะใช้ได้หนึ่งครั้ง”

        “เจ้าผ่านโลกมาน้อย ถือครองของวิเศษชั้นยอด อย่าแสดงให้มนุษย์เห็นง่ายๆ เด็ดขาด หากเป็นศัตรูกับมนุษย์ ต้องต่อสู้เต็มกำลัง หากจำต้องใช้ของวิเศษ ต้องสังหารอีกฝ่ายให้สิ้น! หากพบเจอเรื่องไม่คาดฝัน ต้องทำเป็นอ่อนแอ อย่าหุนหันพลันแล่น หลบหนีไปให้ไกลก่อน เอาล่ะ ไปเถอะ หวังว่าเราจะได้พบกันอีก” กล่าวจบ เสวียนหลีเฟยอู่ทั้งสองคนพลันหลับตาลงพร้อมกัน

        ลวี่เหลียงคุกเข่าโขกศีรษะด้วยความเคารพอีกหลายครั้ง เขาไม่รอช้า เดินออกจากสุสาน ตั้งจิตให้มั่น พลันหายวับไปจากแดนเสมือนเทพพร้อมกับเสี่ยวเฮย

        ด้านหลังวัดเหล่าจวินที่อยู่หลังเขาหมู่บ้านซื่อจี้ บนกองเศษหินที่แต่เดิมไม่มีอะไรน่าแปลก จู่ๆ พลันบังเกิดระลอกคลื่น ทันใดนั้นเด็กหนุ่มผิวพรรณดำคล้ำสวมอาภรณ์สีขาวปรากฏตัวกลางอากาศ เขาคือลวี่เหลียงที่มีอายุสิบเจ็ดปีนั่นเอง

        คล้ายกับมีปฏิกิริยาสนองตอบ ลวี่เหลียงเหม่อมองไปยังทิศทางของบ้านตัวเอง สบกับแววตาสงบนิ่งดุจวารีคู่นั้นของบิดาเข้าพอดี ลวี่เหลียงในยามนี้ได้ปกปิดลมปราณทั่วร่างไว้ ผสานเสี่ยวเฮยเข้าสู่จิตวิญญาณ  มองดูแล้วเหมือนเด็กหนุ่มซื่อๆ คนหนึ่งในหมู่บ้าน จากนั้น เพียงลมพัดโชยเบาๆ ลวี่เหลียงก็ย่างเท้าก้าวเข้าสู่ประตูบ้านตัวเองแล้ว

        เขาเดินตรงมาถึงห้องของบิดา ลวี่ลี่เหรินรอคอยอยู่ที่นั่น แววตาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน ลวี่เหลียงก้มหัวลงพลางแลบลิ้น ครู่ใหญ่ถึงเอ่ยอย่างอัดอั้นว่า “ท่านพ่อ ข้าขอโทษ…”

        “บุตรของข้าลวี่ลี่เหรินกับเสวียนหลีเยว่ สุดท้ายก็ยังคงเดินเข้าสู่เส้นทางการฝึกเซียน ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำถามมากมายอยากถามข้า ตั้งแต่นี้ไปข้าจะไม่ปิดบัง อยากรู้อะไร เจ้าก็ถามเถอะ” เวลานี้ ลวี่ลี่เหรินราวกับหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ ลวี่เหลียงไม่เคยเห็นท่าทางปล่อยวางเช่นนี้ของบิดามาก่อน คล้ายกับได้วางภาระหนักพันชั่งลงเสียที

        “ท่านพ่อ ข้าบังเอิญเข้าสู่มิติอิสระที่ยอดฝีมือท่านหนึ่งสร้างขึ้น จากนั้นก็ทราบชาติกำเนิดตัวเอง ตอนนี้ตราประทับมารทมิฬในห้วงสมองของข้าถูกทำลายลง ทั้งยังทำพันธะสัญญาชีวิตกับอสูรเงาด้วย อยากถามท่านพ่อว่า ห้าร้อยปีก่อน หลังจากที่ครอบครัวเราถูกส่งมาถึงเมืองชิงหลัวแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ลวี่เหลียงพยายามข่มกลั้นอารมณ์ของตน แต่ก็ปิดบังหัวไหล่ที่สั่นเทาเบาๆ ไม่ได้

        “ดูเหมือนวิชาเผ่ามารของเจ้าจะเหมือนกับแม่ของเจ้า ล้วนเป็นเคล็ดชุบกายมารฟ้า วิชาเซียนตอนนี้ข้าดูไม่ออก แต่คงเป็นพลังภายในระดับสูง” แววตาลวี่ลี่เหรินเปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ ทันใดนั้นก็ล้วงมุกแสงสีเทาออกมาจากอก ข้างในนั้นมีอะไรบางอย่างขยับเขยื้อนรางเลือนไม่ชัดเจน

        ลวี่เหลียงตะลึงงัน เขาลอบคาดเดาได้ว่าคืออะไร ริมฝีปากพลันสั่นระริก สิ่งที่อยากพูด กลับพูดออกมาไม่ได้ มีเพียงหยาดน้ำตาอุ่นๆ สองสายที่หลั่งรินออกมา

        “นี่คือมุกแสงมารสามารถหล่อเลี้ยงจิตมารได้ ซากวิญญาณสายหนึ่งของแม่เจ้าอยู่ภายในนี้” ลวี่ลี่เหรินจ้องมองซากวิญญาณที่ขยับเขยื้อนอยู่ภายในมุกด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากเชิดขึ้นเล็กน้อย “เจ้าดูสิ ปกติแม่เจ้าจะสงบนิ่งมาก ตอนนี้คงเป็นเพราะเห็นเจ้า ถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้”

        “ท่านแม่!” คำพูดมากมายสุดท้ายรวมกันเป็นคำๆ นี้ ลวี่เหลียงคุกเข่าลง อสูรเงาพลันปรากฏอยู่ข้างกายเขา ดวงตาฉายแววประกายเจิดจ้า “เสี่ยวเยว่ ตอนนี้ข้าทำสัญญาชีวิตกับเสี่ยวเหลียงแล้ว เขาไม่เลวเลย อนาคตต้องก้าวหน้าไปไกลอย่างแน่นอน”

        “เหลียงเอ๋อร์ มานี่เร็ว! ประคองแม่เจ้าไว้ ให้นางได้เห็นเจ้าชัดๆ แต่ก่อนนางได้แต่แอบชำเลืองมองดูเจ้าเท่านั้น” ลวี่ลี่เหรินยื่นมุกแสงมารให้ลวี่เหลียง ลวี่เหลียงลุกขึ้นยืน พยายามทำจิตใจของตนให้สงบ เพื่อให้มือทั้งสองข้างมั่นคงที่สุด เขารับไข่มุกมา ซากวิญญาณดูเหมือนมีการเคลื่อนไหว ลอยขึ้นลงภายในมุกแสงมารไม่หยุด ราวกับมารดาที่กำลังเพ่งพินิจลูกชายที่เพิ่งกลับถึงบ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจ

        “เหลียงเอ๋อร์ เดิมทีข้ากับแม่หวังว่าเจ้าจะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป แต่ลิขิตสวรรค์ยากคาดเดา เจ้ายังคงเดินบนเส้นทางสายนี้ เมื่อก่อนที่ไม่เคยบอกเจ้า เพราะกลัวว่าเจ้าจะแบกรับไม่ไหว และกลัวว่าเมื่อเจ้ารู้แล้ว จะต้องทรมานกับความเจ็บปวดที่มาอาจต้านทานได้ชั่วชีวิต ทว่าตอนนี้ เจ้ามีคุณสมบัติที่จะรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนี้แล้ว” ลวี่ลี่เหรินทอดถอนใจเบาๆ “เริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่ครอบครัวเราถูกส่งต่อมาถึงเมืองชิงหลัวก็แล้วกัน”

        “ตอนนั้น พวกเราโผล่ในมิติส่งต่อ ก็ถูกพลังมิติอันแข็งแกร่งอีกขุมหนึ่งดูดเข้าไป ขณะที่ข้าปรากฏตัวอีกครั้ง ก็มาถึงถ้ำใหญ่แห่งหนึ่งที่มีแผ่นป้ายจำนวนมาก แต่รอบๆ ตัวข้ากลับไม่มีเจ้ากับเสี่ยวเยว่ หลังจากที่เพ่งมองรายชื่อแต่ละคนที่เขียนไว้บนนั้น ข้าตัวสั่นสะท้าน เพราะข้ารู้จักชื่อของทุกคน พวกเขาล้วนมีแซ่เดียวกันว่า ‘ลวี่’ แม้ข้าไม่เคยมาที่นี่ แต่ข้ารู้ดีว่าที่นี่คือสุสานบรรพชน มีเพียงผู้นำตระกูลในแต่ละยุคเท่านั้นที่จะเข้าไปได้”

        “ขณะที่ข้าเตรียมค้นหาพวกเจ้าสองคน ผู้นำสกุลลวี่ ท่านพ่อของข้า หรือก็คือท่านปู่ของเจ้า พลันปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าข้า เขาพาข้ามาที่ห้องลับซึ่งตัดขาดจากจิตวิญญาณภายนอก ด้านในมีหญิงชราตาบอดแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งอยู่ ตรงข้ามนางคือเสี่ยวเยว่กับเจ้าที่นอนอยู่บนเตียง”

        “เสี่ยวเยว่ในตอนนั้น จิตมารได้ดับสูญไปแล้ว ดูเหมือนมีพลังมหาศาลขุมหนึ่งคอยรักษาร่างกายของนางไม่ให้สลายไป เมื่อข้าวิ่งถลาเข้าหา เสี่ยวเยว่แย้มยิ้มให้ข้า จากนั้นจ้องมองเจ้าที่สวมผ้าอ้อมด้วยความอาลัยรัก พลางเอ่ยประโยคสุดท้ายในชีวิตของนางว่า ‘ลี่เหริน ให้ลูกชายของเราใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาสามัญเถอะ’”

        “กล่าวจบ ร่างของเสี่ยวเยว่ก็สลายไป ขณะเดียวกัน ในมือของหญิงชราผู้นั้นก็ปรากฏมุกสีเทาเม็ดหนึ่ง นางนำซากวิญญาณของแม่เจ้าเก็บไว้ข้างในและมอบให้ข้า จากนั้นก็พยักหน้าให้ท่านพ่อแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”

        “ต่อมา ท่านพ่ออธิบายมูลเหตุทั้งหมดให้ข้าฟัง แท้จริงแล้ว ที่ข้าถูกทำลายตบะ ขับออกจากตระกูล ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ท่านพ่อวางแผนจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า จุดประสงค์ก็เพื่อตบตาศัตรู และเพื่อช่วยเหลือพวกเรา”

        “ทั้งหมดนี้ ล้วนมีที่มาจากวินาทีที่ข้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือเสี่ยวเยว่จากชายชุดดำสามคนนั้น พวกเขาคือศิษย์วงนอกของพรรคเทพโลหิต ชายที่อยู่ในขั้นผันแปรช่วงต้นคนนั้น บังเอิญว่าเคยทราบเรื่องราวของอสูรเงา ต่อมาเขาได้รายงานสถานการณ์ต่อสู้ในขณะนั้นรวมทั้งการดาดเดาของเขาให้กับผู้ดูแลพรรค ผู้ดูแลพรรคไม่กล้าเมินเฉย จึงรายงานต่อเบื้องบนในทันที สุดท้ายก็รู้ถึงหูของประมุขพรรค”

        “คนอื่นอาจไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่สำหรับประมุขพรรคที่เข้าร่วมสังหารตระกูลเสวียนหลีในตอนนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง! ด้วยเหตุนี้ เขาจึงส่งคนมาตรวจสอบ ไม่นานนักก็พบตัวข้าที่เป็นบุตรคนโตของสกุลลวี่ แทบไม่ต้องตรวจสอบอะไร พรรคเทพโลหิตก็ล่วงรู้ฐานะของข้าแล้ว”

        “ก่อนที่พรรคเทพโลหิตจะจัดการข้า ท่านพ่อชิงตัดหน้าไปหนึ่งก้าวเรียกตัวข้ากลับไป ถามไถ่สถานการณ์ของเสี่ยวเยว่ทันที ขณะที่ข้าบอกว่าเสี่ยวเยว่เป็นหญิงสาวเผ่ามารนั้น ท่านพ่อก็ลงมือ ซัดฝ่ามือทำลายตบะของข้าไปกว่าครึ่ง และไม่ฟังคำอธิบายใดๆ จากข้า ประกาศขับไล่ข้าออกจากบ้านสกุลลวี่”

        “ตอนนั้น ข้ายังไม่รู้ว่าพรรคเทพโลหิตจับจ้องเรื่องของข้าอยู่ ข้าคิดว่าท่านพ่อไม่อาจยอมรับฐานะของเสี่ยวเยว่ได้ จึงโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อคิดได้ว่า ในที่สุดก็ได้อยู่กับเสี่ยวเยว่อย่างมีความสุข ข้าก็หายเศร้าในบัดดล”

        “ข้าออกจากสกุลลวี่โดยไม่เหลียวกลับไปมอง แม้ตบะถูกทำลายไปกว่าครึ่ง แต่ข้าพบว่ายังคงอยู่ในขั้นสร้างฐานช่วงต้น การเหาะเหินไปมายังไม่มีปัญหา ต่อมาข้าถึงรู้ว่า ท่านพ่อเจตนายั้งมือด้วยความปราณี อีกทั้งก่อนข้าไปจากสกุลลวี่ เขายังใช้ยันต์วิเศษที่เป็นสมบัติลับของตระกูลกับตัวข้า ‘ยันต์ซ่อนจิต’ ยันต์นี้เป็นยันต์อักขระชั้นยอด”

        “ด้วยการคุ้มกันของยันต์ซ่อนจิต ลมปราณของข้าหายไปโดยสมบูรณ์ ข้ากลับถึงสถานที่ที่อยู่กับเสี่ยวเยว่ได้อย่างปลอดภัย เพราะเสี่ยวเยว่คอยระวังตัวซ่อนเร้นปราณมารมาโดยตลอด พรรคเทพโลหิตจึงขาดเบาะแสในการค้นหาเรา กระทั่งต่อมาเจ้าได้กำเนิดขึ้น ข้าไม่สามารถสะกดปราณมารของเจ้าได้ ในที่สุดพรรคเทพโลหิตก็พบร่องรอยของพวกเราอีกครั้ง”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)