0 Views

        “คนแซ่ลวี่! ลูกของเจ้ามาตีจางหมิงบ้านข้าจนร้องไห้อีกแล้ว นี่เจ้าสนใจหรือไม่สนใจกันแน่ ถ้ายังไม่สนใจอีก ข้าจะแจ้งทางการจริงๆ แล้ว” จางเหวินกว่างที่อยู่ข้างบ้าน ยืนตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวอยู่หน้าประตูลานบ้านสกุลลวี่

        “พี่จางข้าขอโทษจริงๆ ข้าต้องขออภัยแก่ท่านด้วย รอเจ้าหนูนั่นกลับมาก่อน ข้าจะจัดการกับเขาแน่นอน!” ลวี่ลี่เหรินสาบานด้วยท่าทางจริงใจ

        “น้อยๆ หน่อย คำพูดนี้เจ้าพูดมากี่รอบแล้ว? ไม่เคยเห็นว่ามีครั้งไหนที่เจ้าหนูลวี่เหลียงจะเข็ดหลาบ ลูกชายคนเดียวของเจ้าคนนี้ เจ้าคงทำใจจัดการไม่ลงกระมัง?” จางเหวินกว่างหยามเหยียด ”เจ้าดูลูกชายของบ้านหวังเหล่าเอ้อร์สิ เมื่อก่อนไม่พูดไม่จา หลังจากหายไปสองปี ไม่คิดว่าเขาจะเข้าสำนักฝึกเซียนอย่างเงียบๆ ตอนนี้เหาะเหินไปมาเป็นเซียนไปแล้ว เมื่อก่อนเคยดูถูกสกุลหวังไว้ ตอนนี้ต้องคอยประจบเอาใจแทน”

        “ฮะฮะ พี่จาง ลูกชายของข้านิสัยเอ้อระเหย คาดว่าคงรู้ตัวว่าก่อเรื่องขึ้นอีกแล้ว ตอนนี้น่าจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่” ลวี่ลี่เหรินยิ้มซื่อๆ เพียงแต่ตอนที่จางเหวินกว่างพูดถึงการฝึกเซียน ในใจเขาก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมา

        ลวี่เหลียงปีนี้อายุสิบสอง ผิวเข้ม หน้าตาเหมือนเด็กครอบครัวชาวนาคนหนึ่ง เพราะชอบก่อเรื่องและต่อยตี จึงเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นราชาเด็กแห่งหมู่บ้านซื่อจี้ เมืองชิงหลัว บนผาสูงชันหลังเขาของหมู่บ้านนั้นมีวัดเหล่าจวินอยู่แห่งหนึ่ง หากต้องการมาที่นี่จะต้องปีนป่ายเถาวัลย์ระยะหนึ่ง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก จึงไม่มีผู้ใดไปเยือน ที่นี่ได้กลายเป็นที่หลบภัยที่ดีที่สุดของลวี่เหลียง เขารู้ดีว่าบิดาไม่ค่อยถือสาเขานัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอให้ผู้ที่มาฟ้องร้องกลับไปก่อนมิใช่หรือ?

        ครอบครัวลวี่เหลียงมีแค่ท่านพ่อกับตัวเขาสองคน ตั้งแต่ลวี่เหลียงจำความได้ พวกเขาก็อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านซื่อจี้ในเมืองชิงหลัวแล้ว ลวี่ลี่เหรินผู้เป็นพ่อ เป็นครูสอนหนังสือของโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน ซื่อสัตย์มีน้ำใจ เป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้าน

        จนถึงตอนนี้สำหรับลวี่เหลียงแล้ว ท่านแม่ยังคงเป็นปริศนา จำได้ว่าทุกครั้งที่ถามท่านพ่อว่าท่านแม่เป็นใคร หรืออยู่ที่ไหน ท่านพ่อซึ่งเดิมทียิ้มแย้มอย่างมีความสุข ก็จะเงียบลงอย่างน่ากลัว สิ่งเดียวที่ลวี่เหลียงรับรู้ได้คือความอ้างว้างและเด็ดเดี่ยวในแววตาของท่านพ่อ หลังจากนั้นท่านพ่อก็เหม่อลอยอยู่เนิ่นนาน

        ส่วนการฝึกเซียน จริงๆ แล้วลวี่เหลียงยังคงปรารถนาอยู่ ตอนอายุเจ็ดขวบ ลวี่เหลียงเห็นคนผู้หนึ่งเหยียบกระบี่ยาวโบยบินบนฟ้า ร่อนลงที่หมู่บ้านใกล้เคียง จำได้ว่าตอนนั้นหมู่บ้านใกล้เคียงคึกคักราวกับฉลองปีใหม่ก็มิปาน เขาสอบถามถึงรู้ว่ามีลูกชายของบ้านหลังหนึ่งกราบเข้าสำนักฝึกเซียน ตอนนี้ได้เรียนรู้จนประสบความสำเร็จก็กลับมาเยี่ยมครอบครัว ไม่เพียงแต่สร้างชื่อให้กับบรรพชน แต่ยังเป็นวาสนาต่อคนรุ่นหลัง ครอบครัวใดที่มีเซียน ย่อมสูงส่งกว่าผู้อื่นทุกหนแห่งอยู่ขั้นหนึ่ง!

        เวลานั้น ภายในใจของลวี่เหลียงเต็มไปด้วยความอิจฉาที่มีต่อผู้ฝึกเซียน หลังจากกลับถึงบ้าน เขานำความคิดที่จะฝึกเซียนไปบอกกับท่านพ่อโดยไม่ลังเล

        จนถึงตอนนี้ ลวี่เหลียงยังจำได้ ท่านพ่อที่สุภาพอ่อนโยนอยู่เสมอ จู่ๆ ก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ท่านพ่อตีเขาอย่างรุนแรง ลวี่เหลียงไม่เคยรู้ว่าท่านพ่อที่ปกติดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง จะมีพละกำลังมากมายถึงเพียงนี้ ตีเขาจนเดินเหินไม่ได้อยู่สองวัน!

        “ฝึกเซียน! ฝึกเซียน! ฝึกเซียนอะไรกัน! ดูเหมือนมีหน้ามีตา แต่จะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้ เป็นคนธรรมดาๆ อนาคตแต่งงานมีลูก ใช้ชีวิตอย่างมั่นคงก็พอแล้ว ขอเพียงข้ายังมีชีวิตอยู่ ต่อไปเจ้าอย่าได้พูดถึงอีก!” นี่คือคำพูดที่ท่านพ่อกล่าวหลังจากที่ตีเขา ตั้งแต่นั้นมาลวี่เหลียงก็ฝังความคิดฝึกเซียนลงในก้นบึ้งหัวใจ ทั้งเรื่องนี้รวมทั้งคำถามเกี่ยวกับมารดา ทำให้เขาเงียบขรึมกว่าเด็กวัยเดียวกันอยู่หนึ่งส่วน

        ตั้งแต่รู้ความ ท่านแม่คือเรื่องต้องห้ามของลวี่เหลียง หากมีใครหาว่าเขาเป็นเด็กไม่มีแม่ ไม่ว่าจะเด็กหรือโตกว่า คนมากหรือคนน้อย เขาล้วนโถมเข้าใส่และต่อยตี นานวันเข้าชื่อเสียงเรื่องวิวาทของลวี่เหลียงก็แพร่ออกไป เขากลายเป็นเด็กไม่ดีในสายตาของผู้คนมากมายโดยปริยาย

        ในยามนี้ ลวี่เหลียงกำลังนอนอยู่บนเบาะฟางในวัดเหล่าจวินที่อยู่หลังเขาของหมู่บ้าน ดวงตาเหม่อมองหลังคาอย่างใจลอย “ท่านแม่ ท่านยังมีชีวิตอยู่ไหม? ถ้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วท่านอยู่ที่ใด? ทำไมท่านพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องราวของท่าน?”

        “ครืนๆ!” จู่ๆ เสียงฟ้าร้องก็ดังก้องขึ้นมาอย่างฉับพลัน ขณะเดียวกันลวี่เหลียงก็รู้สึกได้ว่าพื้นดินกำลังสั่นสะเทือนเล็กน้อย

        ยังไม่ทันที่เขาจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เสียง “เจี๊ยก เจี๊ยกๆๆ เจี๊ยกๆ” ก็ขัดจังหวะความคิดของเขา ไม่รู้ว่าลิงน้อยตัวนั้นยืนอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อไร มันส่งเสียงร้อง พลางใช้กรงเล็บดึงลวี่เหลียงไว้

        ลวี่เหลียงรู้จักลิงน้อยตัวนี้ที่หลังเขาเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนนั้นขาของมันหัก นอนร้องโหยหวนบนพื้นด้วยความเจ็บปวด ลวี่เหลียงเกิดเวทนาสงสาร หายามารักษาบาดแผล ฉีกแถบผ้าจากกางเกงของตน ทายาและพันแผลให้มัน ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน ลิงน้อยจึงกลับมากระโดดโลดเต้นได้

        บางที ลิงน้อยอาจซาบซึ้งใจที่ลวี่เหลียงช่วยชีวิตมัน ทุกครั้งที่ลวี่เหลียงมาวัดเหล่าจวิน มันก็จะมาเล่นกับเขาบ่อยๆ ทั้งยังเอาผลไม้มาให้เขากินอีกด้วย ไปๆ มาๆ หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

        “เจี๊ยกๆๆ” ดูเหมือนลิงน้อยจะร้อนรน ขณะเดียวกันก็ออกแรงดึงลวี่เหลียง

        “หรือเจ้าอยากจะพาข้าไปที่ไหน?” ลวี่เหลียงเหมือนจะเข้าใจบ้างแล้ว

        “เจี๊ยกๆ!” ลิงน้อยพยักหน้าสุดชีวิต

        ลวี่เหลียงเดินออกจากวัดตามลิงน้อยไป จนกระทั่งมาถึงด้านหลังของวัด ที่นั่นเดิมทีมีแค่วัชพืชและเศษหินกองหนึ่งเท่านั้น ทว่าตอนนี้ระลอกคลื่นวงกลมประหลาดวงหนึ่งกลับสะท้อนอยู่บนเศษหิน ด้านบนมีอักษร ‘อู๋’ ที่มองเห็นไม่ชัดเจนนัก

        ลวี่เหลียงมิได้หวาดกลัวแต่อย่างใด ด้านหลังเขาทั้งหมดนี้ เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ปรากฏระลอกคลื่นเช่นนี้ เขาที่ยิ่งอยากรู้อยากเห็นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้พลางก้มลงมอง มิทันรู้ตัวระลอกคลื่นปานสายน้ำไหลนั้นคล้ายกับมีแรงดึงดูดพิเศษ ทำให้เขามองดูจนเพลินไปชั่วครู่

        ขณะที่ลวี่เหลียงจ้องมองระลอกคลื่น จู่ๆ เขาก็ขนลุกซู่ทั้งตัว ความหวาดหลัวอย่างน่าประหลาดที่ไม่เคยมีมาก่อนกระจายไปทั่วร่าง เมื่อครู่ท้องฟ้ายังคงสดใส พริบตาเดียวกลับกลายเป็นสีแดงราวกับย้อมด้วยโลหิต “นะ…นี่…” ลวี่เหลียงตะลึงจนพูดไม่ออก ร่างกายของเขาโงนเงนจนแทบจะล้มลง สัญชาตญาณทำให้เขายื่นมือออกไปจับเศษหินตรงหน้า

        วินาทีที่นิ้วมือของลวี่เหลียงสัมผัสกับระลอกคลื่น อักษร ‘อู๋’ บนระลอกคลื่นก็แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีขาวเจิดจ้า พุ่งทะลวงเข้าไปในร่างของลวี่เหลียงชั่วพริบตา ทันทีที่แสงสีขาวเข้าสู่ร่าง เขาก็หายวับไปในอากาศที่อยู่เบื้องหน้าเศษหิน

        ระลอกคลื่นบนเศษหิน พลันหายไปพร้อมกับเขาด้วย มีเพียงลิงน้อยที่หมอบอยู่บนพื้น มองดูท้องฟ้าสีเลือดด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นระริกไม่หยุด

        ในเวลาเดียวกันกับที่ลวี่เหลียงและระลอกคลื่นลึกลับหายไป ท้องฟ้าสีเลือดคล้ายกับแยกออกจากกันก็มิปาน รอยร้าวเป็นทางยาวสายหนึ่งกลายเป็นช่องว่างอย่างรวดเร็ว ลำแสงสีดำสองสายพุ่งออกมาจากด้านใน ทันทีที่ลำแสงกระจายออก เงาร่างสองสายก็หยุดนิ่งบนท้องฟ้า

        เป็นบุรุษสวมชุดคลุมยาวสีดำสองคน บนชุดคลุมยาวมีลวดลายโครงกระดูกสีทอง ในยามนี้สายตาของพวกเขาต่างจับจ้องไปยังทิศทางหนึ่ง ตรงนั้นเป็นที่ที่ลวี่เหลียงหายวับไปนั่นเอง

        “มาช้าไปก้าวเดียวอย่างนั้นหรือ? ไม่รู้สึกถึงระลอกคลื่นนั่นเลยแม้แต่น้อย ศิษย์พี่มั่ว ท่านรู้สึกถึงของวิเศษชนิดใดบ้างไหม?” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ดูเหมือนจะไม่ยอมลดละ

        ชายอีกคนที่ไว้หนวดเคราขมวดคิ้ว พลางถอนหายใจกล่าวว่า “เลือนรางเกินไป อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับเซียนนภาจึงจะควบคุมของวิเศษได้ ข้าทำได้แค่รู้สึกถึงตำแหน่ง ไม่อาจจินตนาการถึงรูปร่างของของวิเศษ”

        “บัดซบ พวกเรากางขอบเขตสายเลือดแล้ว แต่ก็ยังช้าไปนิดเดียว” ชายหนุ่มสะบัดกำปั้นอย่างไม่พอใจ สีเลือดบนท้องฟ้าพลันหายไป ปรากฏเป็นสีฟ้าครามอีกครั้ง

        “ศิษย์น้องฉี เราไปกันเถอะ ไม่มีเขตแดนบดบังลมปราณ คาดว่าผู้บำเพ็ญคนอื่นบริเวณใกล้เคียงคงใกล้มาถึงแล้ว ในเมื่อทำไม่สำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องฝืนไป” กล่าวจบก็กลายเป็นแสงสีดำสายหนึ่งหลบหนีไป

        “เฮ้อ!” บุรุษหนุ่มเพ่งมองเบื้องล่างคราหนึ่ง ก่อนแหวกอากาศตามไป

        หลังจากที่ทั้งสองไปไม่นาน ก็มีผู้ฝึกเซียนบางส่วนทยอยมาถึง ทว่าต่างก็ส่ายหน้าแล้วจากไป

        ณ หมู่บ้านซื่อจี้ ชั่วพริบตาที่ลวี่เหลียงหายไป ลวี่ลี่เหรินที่กำลังอ่านหนังสือในห้องหนังสือ จู่ๆ ก็ขมวดคิ้ว จากนั้นเงยหน้าขึ้นคล้ายกับครุ่นคิดอะไรอยู่ พูดกับตัวเองด้วยเสียงที่มีแต่ตนเท่านั้นที่ได้ยิน ”ไม่รู้สึกถึงแล้ว หรือว่าจะเกิดเรื่อง? แต่คงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแน่นอน เมื่อครู่มีระลอกคลื่นแปลกประหลาด แต่ถูกบดบังในทันที จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่? หรือโชคชะตา จะไม่ยอมให้เหลียงเอ๋อร์เป็นเด็กธรรมดา? เสี่ยวเยว่ ข้าควรทำอย่างไรดี…”

        …

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ลวี่เหลียงค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา มองไปรอบๆ พบว่ายามนี้ตนเองอยู่ในที่ที่หมอกเลือนราง นอนอยู่ใต้ต้นไม้ยักษ์สูงตระหง่านต้นหนึ่ง “ข้าอยู่ที่ไหน…? จริงสิ ท้องฟ้าสีเลือด ข้ายืนไม่มั่นคง จึงหมอบลงบนเศษหิน จากนั้นดูเหมือนจะล้มลงกระมัง?” ลวี่เหลียงลุกขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก พลางมองโดยรอบอย่างงุนงงในทันที

        ทันใดนั้น ในสมองของลวี่เหลียง พลันบังเกิดเสียงแก่ชราขึ้น “ข้าคือปราชญ์ฟ้าอู๋เมิ่งแห่งแคว้นหวงหลิง อาณาจักรชางหลัน ผู้มีวาสนาเข้าสู่แดนเสมือนเทพ ได้รับมุกเบญจธาตุและ ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ ชีวิตนี้ข้าไม่มีสำนัก ไม่มีบุตร อยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง รอคอยโอกาสที่เจ้ามาถึงที่นี่ รับวิชาของข้า ‘เคล็ดเซวียนหยวน’ เป็นลูกศิษย์ที่ข้าถ่ายทอดด้วยตัวเอง”

        สุ้มเสียงค่อยๆ ไกลออกไป ลวี่เหลียงประหลาดใจ พบว่าจู่ๆ ภายในร่างกายก็มีลูกกลมๆ เล็กๆ หลากสีสันอยู่ลูกหนึ่ง ในห้วงสมองมีม้วนหนังสือเล่มหนึ่ง “นะ…นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ช่างเถอะ หาทางกลับบ้านก่อนดีกว่า”

        “ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดก็มีคนเข้ามา นี่เป็นคนที่สามแล้วสินะ ไม่รู้ว่าจะสืบทอดวิชาของนายท่านได้หรือไม่” ทันใดนั้น ด้านหลังก็บังเกิดเสียงดังปานฟ้าผ่า ลวี่เหลียงตกตะลึงจนก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น

        พอเขาหันขวับ เห็นเพียงต้นไม้ยักษ์สูงตระหง่านต้นหนึ่ง กิ่งก้านใบไม้หนาทึบด้านบนสั่นไหวแผ่วเบา ราวกับเสียงก่อนหน้านั้นได้เปล่งออกมาจากต้นไม้ยักษ์ต้นนี้!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “มหาเทพจอมมาร” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/600

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)