0 Views

“ข้าไม่เคยคาดคิดว่ากระทั่งเจ้ายังสามารถกลายเป็นศิษย์ฝ่ายในได้” ใบหน้าหลัวหลีไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก สุ้มเสียงเย็นเยียบ

จั่วม่อมองสำรวจสภาพในหุบเขา รู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง หลัวหลีเพียงถล่มอาคมหวงห้ามที่ปากทางเข้าหุบเขาจนย่อยยับ แต่ไม่ได้เข้าไปภายใน มันเห็นได้ชัดว่ามีการตระเตรียมมาก่อน หลัวหลีอาจได้รับความเอ็นดูจากเหล่าผู้อาวุโส แต่ย่อมไม่กล้าหุนหันพลันแล่นถึงเพียงนั้น หากหญ้าปราณกับสมุนไพรปราณที่อยู่ภายในหุบเขาเกิดเสียหายขึ้นมา เหล่าผู้อาวุโสในสำนักจะไม่ยกโทษให้มันอย่างแน่นอน

หรือจะใช้เล่ห์กลลอบทำร้ายจากเงามืด? จั่วม่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายย่อมไม่กล้าใช้วิธีนั้นกับมัน ด้วยสถานะเกษตรกรปราณที่มันถือครอง นั่นหมายความว่าสำนักย่อมปกป้องมัน วิธีเดียวที่หลัวหลีสามารถกระทำได้คือโจมตีตรงๆ อย่างเปิดเผยและชอบธรรม

มองไปที่ความยุ่งเหยิงกับเศษอาคมหวงห้ามที่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง จั่วม่อแม้ทราบว่าอีกฝ่ายเพียงระบายอารมณ์ แต่โทสะในใจยังคุกรุ่น หลัวหลีเห็นได้ชัดว่ามาเพราะห่าวหมิ่น แต่จั่วม่อไม่สะทกสะท้าน เนื่องเพราะเหตุผลอยู่ข้างมัน ต่อให้นำเรื่องขึ้นไปถึงท่านเจ้าสำนัก ก็ไม่มีผู้ใดจะกล่าวว่ามันเป็นฝ่ายผิด

จั่วม่อพยายามสะกดอารมณ์ขุ่นเคือง กระทบกระเทียบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “กระบี่ของศิษย์พี่ช่างคมกล้านัก น่าสงสารก็แต่ดอกไม้ใบหญ้าที่ไม่มีทางสู้เหล่านี้เท่านั้น”

หลัวหลีมองจั่วม่ออย่างเย็นชา สายตาเต็มไปด้วยความชิงชังระคนดูหมิ่น “ไม่ว่ากระบี่ของข้าคมกล้าหรือไม่ เจ้าจะได้รับรู้ด้วยตนเอง กล้าลงมือต่อสตรีของข้า เจ้ากล้าหาญชาญชัยนัก!”

“อ้อ” จั่วม่อไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย มันมองไปยังมือขวาของตน กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ลงมือต่อนางแล้วจะเป็นไร?”

หากไม่เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น บุรุษสตรีคู่นี้ย่อมเป็นคนที่มันต้องพยายามประจบเอาใจไว้ แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ทั้งสองฝ่ายมีสภาพเช่นน้ำกับไฟ ไม่มีหนทางประนีประนอมอีก ความดื้อดึงประจำตัวจัวม่อปะทุออกมา แทนที่จะทนถูกข่มเหง ก็ต่อต้านเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ แม้ว่าสำหรับมันอาจจะจบลงด้วยผลลัพธ์น่าสะพรึงกลัว แต่ก็จะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีสภาพดีกว่าสักเท่าใด หากมันไม่สำแดงความดุร้ายกระหายเลือดสักหน่อย ด้วยต้นกำเนิดจากศิษย์ฝ่ายนอกของมัน ต่อไปคงได้แต่ถูกข่มเหงรังแกแล้ว

หลัวหลีนัยน์ตาหดแคบลง ใบหน้าไม่แยแสในที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึง “อีกสามเดือน ข้าจะรอเจ้าในการทดสอบของสำนัก”

“ท่านบอกว่ารอก็ต้องรอกระนั้นหรือ?” จั่วม่อยิ้มเยาะพลางแสร้งทอดถอนชมเชย “จุ๊จุ๊ ศิษย์พี่ท่านหน้าใหญ่จริงๆ !”

หลัวหลีสีหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาราวกับมีไฟลุกโหม จ้องจั่วม่อเขม็ง มันแทบไม่สามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ แค่นเสียงอย่างขุ่นเคือง “ฮึ่ม คอยดูไปเถอะว่าเจ้าจะปากดีได้ถึงเมื่อใด!” กล่าวจบคำมันก็ทะยานร่างจากไป

“ฮึ มันคิดว่าตนเองเป็นผู้ใด? บอกให้ข้าทำอะไรแล้วข้าต้องทำด้วยหรือ?” จั่วม่อแค่นเสียงเยาะหยัน หมุนตัวเดินเข้าไปในหุบเขา เห็นทุกสิ่งในหุบเขาล้วนปลอดภัยเรียบร้อยดี ไม่ได้ถูกรบกวนแต่อย่างใด หลัวหลีไม่ได้เข้ามาจริงๆ หลัวหลีอาจทระนงถือดีแต่มันไม่ได้โง่ มันยับยั้งพฤติกรรมของตน เพียงทำลายอาคมหวงห้ามของหุบเขาลมตะวันตก แต่ไม่ได้แตะต้องพืชปราณภายในหุบเขา เหล่าผู้อาวุโสในสำนักก็จะยอมหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง*

(*ตรงกับสำนวนไทย เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ – หมายความว่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น)

ภายในสำนักห้ามต่อสู้กันเอง ไม่ว่าสำนักใดก็มีกฎเช่นนี้  แต่ในความเป็นจริงการต่อสู้ในสำนักมักเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้สามารถอธิบายได้มากมาย แต่หนึ่งในเหตุผลสำคัญก็คือ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้อาวุโสในสำนักลอบให้ความยินยอมอย่างลับๆ สิ่งที่สำนักหวั่นเกรงก็คือปราศจากการประชันขันแข่งในสำนัก แล้วจะพากันทื่อด้านไปเสียหมด ปล่อยให้ต่อสู้ประมือกันบ้างเป็นครั้งคราว ในสายตาของเหล่าผู้อาวุโสแล้วนี่เป็นคุณมากกว่าจะเป็นโทษ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วพวกมันมักจะแสดงท่าทีอนุญาตโดยปริยาย

แต่จั่วม่อรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันมากนัก มันไม่เชื่อว่าหลัวหลีจะกล้าบุกรุกเข้ามาในหุบเขาลมตะวันตก หุบเขาของมันเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของสำนัก บางทีอาจสำคัญกว่าหุบเขาหมอกเย็นเยือกด้วยซ้ำ

เหมือนเดิมตามปกติ มันไม่ได้สนใจหลัวหลี ยังคงตั้งอกตั้งใจหลอมกลั่นเม็ดยาอย่างต่อเนื่อง จวบจนกระทั่งหลี่อิงฟ่งมาเยือน

“อะไร!” จั่วม่อร้องเสียงหาย “กฎพรรค์นั้นก็มีด้วย?”

หลี่อิงฟ่งอธิบายว่า “เป็นเช่นนี้จริงๆ กล่าวกันว่าเป็นเพราะสำนักห้ามมิให้เหล่าศิษย์ต่อสู้กันเองภายใน ดังนั้นจึงกำหนดให้การทดสอบประจำปีของสำนักเป็นวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เมื่อถึงการทดสอบมันสามารถท้าทายเจ้า และเจ้าต้องรับคำท้า หากเจ้าไม่รับ เจ้าจะต้องเสียแต้มคุณูปการให้แก่อีกฝ่ายห้าสิบแต้ม”

“แต่ข้าเป็นเกษตรกรปราณนะ! ข้า เป็น เกษตร กร ปราณ!  ท่านจะให้ข้าแค่คว้ากระบี่บินสุ่มๆ มาสักเล่ม แล้วกระโจนออกไปสู้กับมันส่งๆ ไปหรือไร?” จั่วม่อขุ่นเคืองยิ่ง

“เจ้าสามารถเชื้อเชิญบุคคลอื่นมาช่วยเหลือ” หลี่อิงฟ่งก็ชักจนปัญญา “นั่นไม่ถือว่าผิดกฎ ซิวเจ่อประเภทการผลิตเช่นเจ้า สามารถใช้เม็ดยาที่เจ้าหลอมกลั่นเองหรือพืชปราณที่เจ้าปลูกเพื่อจ้างให้ผู้คนรับศึกแทนเจ้า แต่จำกัดเพียงเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักเท่านั้น ไม่ใช่ผู้คนจากสำนักอื่น”

“ศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนัก? ศิษย์พี่เหวยเสิ้งยังไม่ออกมา ข้าจะไปเชื้อเชิญผู้ใดได้เล่า!” จั่วม่อรู้สึกว่ามันใกล้จะเสียสติเข้าไปทุกที คนผู้เดียวในสำนักที่สามารถเอาชัยเหนือหลัวหลีย่อมเป็นศิษย์พี่เหวยเสิ้ง แต่ศิษย์พี่ยังอยู่ในถ้ำกระบี่และไม่น่าจะออกมาในเร็ววันนี้

“ก็กฎเป็นเช่นนี้นี่” หลี่อิงฟ่งยังแนะนำต่อ “เจ้ายังสามารถซื้อหายุทธภัณฑ์เวทอันทรงพลัง”

จั่วม่อรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ซื้อหายุทธภัณฑ์เวท? มันยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ จะมีก็แค่เพียงเศษเงิน ให้มันซื้อหายุทธภัณฑ์เวทเนี่ยนะ! โอ้ จนถึงบัดนี้จั่วม่อค่อยเข้าใจความหมายในประโยคสุดท้ายของหลัวหลีในวันนั้น อารมณ์ของมันกลับกลายเป็นเลวร้ายยิ่ง

บัดซบ! นี่เป็นปัญหาใหญ่แล้ว!

เดิมทีต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับหลัวหลีด้านนอกหุบเขา มันยังคงไม่หวั่นเกรง เพราะมั่นใจว่าหลัวหลีไม่กล้าทำอะไรมันแน่ แต่เวลานี้เมื่อได้ทราบว่าสำนักฝ่ายในมีกฎบัดซบนี้ด้วย มันถึงกับยืนเซ่อไปเลย ของเล่นเช่นปราณกระบี่ที่มันมักใช้ขู่ขวัญผู้คน เมื่อปะทะกับหลัวหลีผู้สำเร็จเคล็ดกระบี่เวิ้งว้าง คนที่กระทั่งเคล็ดวิชากระบี่ยังไม่มีอย่างมัน แม้ตายยังไม่ทราบว่าตัวเองตายอย่างไร

เหล่าผู้อาวุโสของสำนักแน่นอนว่าจะไม่ปล่อยให้หลัวหลีทำร้ายมันสาหัสจริงๆ แต่เกรงว่าความอัปยศอดสูต่อหน้าสาธารณะชนคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซ้ำร้ายห้าสิบแต้มคุณูปการหาใช่จำนวนเล็กน้อยไม่ กระทั่งมันขายตัวเองทิ้ง ยังไม่ได้รับห้าสิบแต้มคุณูปการด้วยซ้ำ คิดไปคิดไป จั่วม่อยิ่งรันทดหดหู่กว่าเดิม

หลี่อิงฟ่งมองจั่วม่ออย่างเห็นอกเห็นใจ นางแม้ต้องการช่วยเหลือมันแต่ก็อับจนหนทาง ทำได้แค่รับเม็ดยากล้าแกร่งเกรียงไกรที่จั่วม่อตระเตรียมไว้ให้ แล้วอำลาจากไป

ข่าวที่ว่าหลัวหลีบุกไปท้าทายจั่วม่อถึงถิ่นแพร่กระจายไปยังทุกคนในสำนักในทันที วันนี้เมื่อห่าวหมิ่นพบเห็นจั่วม่อ ศีรษะนางก็เชิดสูง ดูหยิ่งจองหองอย่างบอกไม่ถูก จนจั่วม่ออยากจะเข้าไปตบอีกสักฉาด สายตาของผู้อื่นเวลาพบเห็นมันก็แปลกประหลาดไม่น้อย แน่นอนว่าไม่ใช่ไม่มีผู้ที่หัวร่อเยาะจั่วม่อ ไม่มีผู้ใดคิดว่าจั่วม่อจะมีบทสรุปที่ดี

“ฟังว่าศิษย์พี่หลัวหลีของเจ้าท้าทายเจ้างั้นรึ?” สือฟ่งหรงถามจั่วม่ออย่างเยือกเย็น

กระทั่งซือฟู่…ก็ยังทราบ…

จั่วม่อได้แต่กัดฟันตอบ “ใช่แล้วท่านอาจารย์”

“อืม เรื่องระหว่างเจ้ากับศิษย์พี่หญิงห่าวหมิ่นของเจ้า ข้าไม่ยุ่งเกี่ยว” สือฟ่งหรงกล่าวอย่างเย็นชา “แต่ในการทดสอบประจำปีของสำนัก ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะใช้วิธีการใด แต่เจ้ามิอาจพ่ายแพ้ หากเจ้าแพ้ ฮึ่มฮึ่ม… …”

คำสุดท้ายแฝงความนัยชัดแจ้ง ช่วยตอกย้ำให้หัวใจอันเหี่ยวเฉาของจั่วม่อแหลกสลายราวกับกลีบดอกไม้ปลิดปลิว กระจายเกลื่อนกล่นบนพื้น

“ศิษย์…ศิษย์เป็นเพียงเกษตรกรปราณ…” จั่วม่ออดเตือนสติซือฟู่ไม่ได้

“เกษตรกรปราณแล้วเป็นไร?” สือฟ่งหรงเสียงสูงปรี๊ด ตาคว่ำ “ศิษย์ของข้าไม่อาจพ่ายแพ้!”

“แต่…แต่…”

“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะใช้วิธีการใด” สือฟ่งหรงขัดจังหวะจั่วม่ออย่างมุทะลุ

จั่วม่อพลันฉุกใจคิด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น “ซือฟู่โปรดเชื่อมั่นในตัวศิษย์ ศิษย์ผู้นี้จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน ศิษย์ไม่ต้องการอะไรอื่น เพียงอยากเลือกเคล็ดกระบี่สักวิชาจากหอคัมภีร์เท่านั้น” ก็ในเมื่อท่านอาจารย์ไม่ต้องการให้มันพ่ายแพ้ หากไม่ฉวยโอกาสเรียกร้องความช่วยเหลือสักเล็กน้อย มันก็นับว่าโง่งมแล้ว จึงนึกถึงเคล็ดกระบี่เพลิงธาราในหอคัมภีร์ขึ้นมาทันที

สือฟ่งหรงขมวดคิ้วนิ่วหน้า “สายเกินไปแล้วที่เจ้าจะมาเริ่มฝึกปรือวิชากระบี่เอายามนี้”

“ศิษย์ผู้นี้มีเพียงคำขอเดียว!” จั่วม่อพอเห็นแววเป็นไปได้ หัวใจก็สว่างวาบ รีบย้ำคำเดิม

“เช่นนั้นข้าจะอนุญาต” นางมองจั่วม่อ กล่าวเสียงเข้มงวด “แต่หากเจ้าพ่ายแพ้ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย”

“ศิษย์ทราบแล้ว” จั่วม่อรับคำอย่างเด็ดเดี่ยว

“ถือป้ายคำสั่งนี้ไป เจ้าสามารถเลือกเคล็ดกระบี่ในหอคัมภีร์ออกมาได้หนึ่งวิชา” สือฟ่งหรงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นเยือก

สามเดือน! จั่วม่อยามนี้รู้สึกว่าโชคดีเพียงอย่างเดียวของมัน คือเรื่องที่การทดสอบของสำนักจะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนให้หลัง มันยังคงหลงเหลือความหวังอันริบหรี่!

ด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จั่วม่อไปหยิบฉวยเคล็ดกระบี่เพลิงธารา และรีบแล่นกลับมายังลานน้อยลมตะวันตก

เห็นได้ชัดว่าหลัวหลีวางแผนไว้เช่นไร ตลอดทั้งสำนักไม่มีผู้ใดคิดว่าจั่วม่อมีโอกาสชนะ แต่จั่วม่อย่อมไม่ต้องการยอมรับความพ่ายแพ้เช่นนี้ เมื่อใดที่นึกถึงใบหน้าของหลัวหลีกับห่าวหมิ่น โทสะก็อัดแน่นอยู่ในอก นี่ยังจะส่งผลต่ออนาคตเป็นตัวกำหนดตำแหน่งแห่งที่ในสำนักของมันโดยตรง ไม่ต้องกล่าวถึงคำเตือนของซือฟู่ที่ยังก้องอยู่ในโสตประสาท

ก็แค่เคล็ดวิชากระบี่ไม่ใช่หรือ?

ยังจะมีสิ่งใดง่ายดายไปกว่าเคล็ดวิชากระบี่? หลังจากถูกหั่นเป็นพันๆ ครั้ง มันจะไม่มีปัญญาฝึกปรือวิชากระบี่ธรรมดาๆ สักวิชาหรือ?

จั่วม่อคิดอย่างดุเดือด

          หากมันพึ่งพาวิธีปกติย่อมไม่มีโอกาสชนะ เดิมพันทั้งหมดของมันวางไว้ที่ผูเยา แต่เดิมพันข้างผูเยาย่อมหมายถึงจิงสือนับไม่ถ้วน

“เป็นไร? ต้องการความช่วยเหลือ? ตกลง ตราบเท่าที่เจ้ามีจิงสือ ทุกอย่างสามารถสนทนากันได้” ผูเยากล่าวอย่างเอาใจใส่ “หากเจ้าจ่ายราคาสูงพอ ข้าสามารถไปเชือดหลัวหลีให้โดยตรง รับประกันว่าไม่มีผู้ใดจับได้”

อย่างที่คาดไว้……

จั่วม่อก็คิดไว้แล้วว่าผูเยาจะต้องเริ่มกรรโชกทรัพย์เป็นการใหญ่

“เป็นไร? ราคาสูงกว่าคราวก่อนงั้นหรือ? แน่นอนสิ นี่เรียกว่าตอบสนองต่อความต้องการของตลาด” รอยแย้มยิ้มบนใบหน้าผูเยาช่างน่าสนิทสนมเสียนี่กระไร “เจ้าต้องคิดให้ดี พรุ่งนี้ราคาจะยิ่งสูงขึ้นกว่านี้”

จั่วม่อบากหน้าไปหาหลี่อิงฟ่ง

“ศิษย์พี่หญิง ท่านสามารถให้ข้ายืมจิงสือได้สักเท่าใด?” จั่วม่อตาแดงก่ำ กล่าวขลุกขลักในลำคอ

หลี่อิงฟ่งไม่ได้ลังเลแม้สักแวบ “ให้เจ้าทั้งหมดเลย สามชิ้นจิงสือระดับสาม!”

“ขอบคุณมาก ศิษย์พี่หญิง!” จั่วม่อไม่สิ้นเปลืองวาจา มันเพียงตราตรึงความซาบซึ้งไว้ในใจ มีเพียงช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้จึงจะเห็นซึ้งถึงน้ำใจของผู้คน

เหล่าเฮยกับกัวหลูก็ไม่รีรอลังเลเช่นเดียวกัน พวกมันยกจิงสือทั้งหมดที่มีให้จั่วม่อยืมในทันที กระทั่งสวี่ฉิงยังแอบให้จั่วม่อยืมห้าสิบชิ้นจิงสือระดับสอง

ตลอดทั้งสำนักล้วนล่วงรู้ว่าจั่วม่อกำลังหายืมจิงสือ หลายคนมองว่าน่าขบขันยิ่ง

“มันมาถามเจ้าหรือไม่?”

“ฮ่า ข้าไม่กล้าให้มันยืม”

“นั่นน่ะสิ เพิ่งจะขึ้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน ถึงกับกล้าล่วงเกินศิษย์พี่หญิงห่าวหมิ่น จริงๆ เลย มันคิดว่ามันเป็นใคร!”

“อ้อ ข้ายังจำได้ว่าเสี่ยวม่อเป็นคนที่มั่นคงและอดกลั้นยิ่ง ไฉนกระทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้?”

“จะมีอะไร๊ พอคนตัวเล็กๆ ได้เพลิดเพลินกับความสำเร็จ พวกมันก็มักจะกลายเป็นจองหองพองขนเช่นนี้ละ!”

……

……

จั่วม่อขายสมุนไพรปราณกับหญ้าปราณที่เติบโตได้ที่ออกไปทั้งหมด และได้รับอีกหนึ่งชิ้นจิงสือระดับสาม

คำนวณคร่าวๆ เวลานี้จั่วม่อมีหกชิ้นจิงสือระดับสามอยู่ในมือ

นี่เป็นผลรวมมหาศาลที่จั่วม่อไม่เคยแม้แต่จะนึกถึง ไม่นานมานี้ รายได้ประจำปีของมันยังอยู่ที่ยี่สิบชิ้นจิงสือระดับสองหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย หกชิ้นจิงสือระดับสามเปล่งประกายเงางามและแผ่ซ่านแรงสั่นสะเทือนของพลังปราณอันแข็งแกร่งออกมา

“นี่คือทุกสิ่งที่ข้ารวบรวมมาได้ ให้แก่เจ้าทั้งหมด”

จั่วม่อกล่าวพลางโยนหกชิ้นจิงสือระดับสามไปยังผูเยา

ผูเยายิ้มกว้าง รับจิงสือไปถือเล่นในมือขวา โยนขึ้นเบาๆ แล้วคว้าจับอย่างอ่อนโยน สีหน้ามึนเมาขณะที่กล่าวว่า “เสียงใสเสนาะหูดีแท้ จิงสือเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกอย่างแท้จริง”

“สอนข้าให้ฝึกมัน!”

จั่วม่อบอกด้วยสุ้มเสียงเด็ดเดี่ยว พลางนำม้วนหยกเคล็ดกระบี่เพลิงธาราออกมา

ทีท่ามันเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ใบหน้าผีดิบซีดเล็กน้อย แต่ดวงตาคู่นั้นสว่างโร่ประหนึ่งกองไฟที่กำลังลุกโชนสองกอง บ้าคลั่งและดุร้าย

—-สู้สุดชีวิต!